“คือว่า…มือของโม่เจ๋อเอ่อร์ มือใหญ่นั้นจับกวางอูฐหุ้มเกราะหิมะ…”
เก๋อจือถูกถูไถจนสติกระเจิดกระเจิง แววตาพร่ามัว คิดจะผลักลาถีเท่อออกตามสัญชาตญาณกระนั้นกลับยังกลัวว่าจะออกแรงกับแผลของอีกฝ่ายมากเกินไป
“....เจ้าเอ่ยอันใด? มือใหญ่อันใด?”
ลาถีเท่อมองเด็กหนุ่มผมแดงภายในอ้อมกอดด้วยสีหน้าแปลกประหลาดยากอธิบาย ไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
เก๋อจือพลิกตัวเปลี่ยนท่าเป็นนอนหมอบก่อนจะเล่าเรื่องที่ตนเห็นให้ลาถีเท่อฟังอย่างละเอียด อธิบายว่าโม่เจ๋อเอ่อร์ใช้มือใหญ่ยักษ์คว้ากวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งอย่างไรบ้าง แววตาของลาถีเท่อยิ่งฟังยิ่งเผยประกาย จับข้อมือของเก๋อจือแน่นจนกระทั่งเด็กหนุ่มผมแดงร้องเสียงดังด้วยความเจ็บจึงได้คลายมือออก
“ถึงอย่างไรก็คือโม่เจ๋อเอ่อร์ เป็น ‘นักฆ่าลึกลับ’ จากปากของเจ้า หากจะมีสิ่งใดที่แปลกประหลาดเกินปกติก็ไม่นับว่าน่าแปลก ไม่ว่าจะดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือพลังเวทแปลกประหลาดเข้ามารวมตัวกันก็ตาม”
ลาถีเท่อลูบปลอบข้อมือที่ถูกตนบีบจนแดงของเก๋อจือ
“เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าทักษะการต่อสู้นั้นใช้เวทมนตร์ ต่อให้โม่เจ๋อเอ่อร์ยินดีจะสอน ข้าก็คงไม่มีความเป็นไปได้”
“ก็ถูก…ข้ากลับลืมเรื่องนี้ไปเสียแล้ว”
เก๋อจืออดรู้สึกผิดหวังมิได้ เขาซุกใบหน้าลงในอ้อมกอดของลาถีเท่ออย่างว่าง่าย
“เพียงแต่ร่างกายคนเผ่าของพวกเจ้าพิเศษมากจริงๆ ไม่เพียงแต่ไม่มีสัมพรรคภาพกับพลังเวทแม้แต่น้อย นึกไม่ถึงว่ากระทั่งพลังวิญญาณที่คนทั่วไปมีก็ยังไม่มี”
“ใช่ เพียงแต่นี่ถือเป็นข้อดีเช่นกัน การโจมตีทางพลังจิตเหล่านั้นไม่มีผลต่อพวกเราแม้ว่าพวกเราจะไร้พลังเวท”
ลาถีเท่อเผยรอยยิ้มยากอธิบายพลางลูบเส้นผมของเก๋อจือ
“เพราะถึงอย่างไรเวทมนตร์ต้องใช้พลังวิญญาณ ทันทีที่พลังวิญญาณของเวทมนตร์มิเพียงพอ หากยื้อเวลานานไปจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก มิเช่นนั้นคงไม่มีจอมเวทเสียมากมายที่ขอให้กิลด์ประกาศ ‘คำสั่งห้ามดื่มสุรา’ แล้ว”
“จะว่าไปแล้วก็น่าประหลาด ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องดีไร้ผลเสีย แต่เหตุใดกิลด์จอมเวทจึงยืดเยื้อมิยอมเห็นด้วยเสียที?”
ลาถีเท่อเริ่มขมวดคิ้วและตบหลังเก๋อจือด้วยความอยากรู้อยากเห็น เก๋อจือเงยหน้าขึ้นมองสันกรามคมชัดของลาถีเท่อ
“กล่าวกันว่ามีจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่บางท่านมิเห็นด้วย...แท้จริงแล้วข้าเองก็แปลกใจมากเช่นกัน หรือจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นเป็นผู้ศึกษาและทำยาแปรธาตุที่สามารถช่วยทำให้พลังวิญญาณยังคงมั่นคงแม้จะดื่มสุรา คิดอยากจะหาเงินจำนวนมาก?”
“...จิ๊ ผู้ใดจะไปรู้...”
ลาถีเท่อโอบศีรษะของเก๋อจือเข้าสู่อ้อมกอดแผ่วเบา สัมผัสได้ว่าลมหายใจของเด็กหนุ่มผมแดงปัดป่ายผ่านผิวบริเวณหน้าอกของตนเป็นครั้งคราว คนทั้งสองโอบกอดเข้าหากัน กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้แสงอาทิตย์อย่างเงียบเชียบ
เพราะช่องทางการเชิญหมอที่เร็วที่สุดคือการดำเนินการผ่านกิลด์ ดังนั้นกิลด์จึงซื้อบ้านเรือนชาวบ้านโดยรอบเอาไว้เป็นจำนวนมิน้อย มีไว้สำหรับปล่อยเช่าให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้ที่ต้องดูแลคนเจ็บโดยเฉพาะ และในยามนี้โม่จ้านก็กำลังนั่งย่อกายอยู่ข้างม้านั่งตัวยาวด้านนอกห้องพลางมองพิจารณาเจียนั่วที่กำลังนอนหลับอย่างนึกสนใจ
โม่จ้านเพิ่งกลับมาจากไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารคุณภาพค่อนข้างดีจำนวนหนึ่ง เตรียมจะบำรุงร่างกายของลาถีเท่อสักหน่อย ทว่าหลังจากเปิดประตูกลับพบว่าเจียนั่วกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวอย่างพบเห็นได้ยาก ด้วยเหตุนี้โม่จ้านจึงเกิดความสนใจขึ้นมาภายในชั่ววูบ จัดการโยนวัตถุดิบลงบนพื้น จากนั้นนั่งยองลงมองพิจารณาเจียนั่ว
ล้วนแต่กล่าวว่ายามคนผู้หนึ่งนอนหลับจะน่ารักน่าเอ็นดูมากที่สุด ตนเคยมิเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพียงแต่เมื่อดูจากยามนี้ ช่างกล่าวได้ถูกต้องทีเดียว…ยกตัวอย่างเช่นผู้ที่อยู่ตรงหน้าท่านนี้
ทั้งๆ ที่ตากแดดแรงมากถึงเพียงนั้น อีกทั้งยังตากลมอยู่มิน้อย กระนั้นผิวพรรณของอีกฝ่ายยังคงขาวผ่องเกลี้ยงเกลา มิได้รับผลกระทบจากธรรมชาติแม้แต่น้อย หากไปอยู่ในยุคปัจจุบัน ยังมิรู้ว่าจะมีผู้คนมากมายเพียงใดที่ต้องหลั่งน้ำตาด้วยความอิจฉา
สีหน้าของเจียนั่วมีมิมากนัก หนำซ้ำยังเคยชินกับการตีหน้าขรึม การทำเช่นนี้ทำให้ดวงตาเหยี่ยวคมกริบแต่เดิมยิ่งแลดูดุดันกว่าเก่า คราก่อนยามเห็นอีกฝ่ายยกยิ้มเป็นประกายรู้สึกมิต่างกับหลุดไปอีกโลก ทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมากลับมิเคยได้พบเห็นอีก เพียงแต่สีหน้ายามเจียนั่วนอนหลับช่างดูผ่อนคลาย อีกทั้งยังไร้ซึ่งแววตาชวนให้ผู้คนหวาดกลัว ร่างทั้งร่างแลดูอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิมมิน้อย ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนกาย ใบหน้าสมบูรณ์แบบของเจียนั่วยิ่งแลดูราวกับรูปปั้นแกะสลักของทูตสวรรค์
ทันใดนั้นพลันมีใบหน้าเลือนรางใบหน้าหนึ่งวูบผ่านในหัว โม่จ้านถึงกับนิ่งงันเสียแล้ว
…เหตุใดจึงมีความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่าง? หรือว่าก่อนมาถึงเมืองแห่งนักดาบพเนจร ตนเคยพบกับเจียนั่วมาก่อน?
ความทรงจำช่างเนิ่นนานเสียเหลือเกิน โม่จ้านกุมปลายคางพลางใคร่ครวญอยู่ครึ่งค่อนวันกลับยังมิได้บทสรุป โม่จ้านผู้ยอมรับว่าสมองของตนมิต่างกับปลาทองยักไหล่อย่างช่วยมิได้ จากนั้นเบนสายตากลับไปยังใบหน้าของเจียนั่วอีกครั้ง
อืม ตามคาด หน้าตาตรงตามความชอบของตนจริงเชียว ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็น่ามอง โม่จ้านเผยหนึ่งรอยยิ้มลุ่มหลง ตามด้วยระยะห่างของใบหน้าที่ค่อยๆ เข้าประชิด
ไม่ว่าจะก่อนต่อสู้หรือหลังต่อสู้ เจียนั่วล้วนแต่จัดแจงตนเองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย นี่ก็คือหลักดำเนินชีวิต ผู้ที่ 'ยึดถือหลักการเพียงพอประมาณ' เช่นตนมิอาจทำได้ แม้จะเป็นยามตั้งกระโจมกลางแจ้ง เจียนั่วก็จะปูผ้ารองบนพื้นหนึ่งผืน วางชุดเกราะไว้ด้านข้าง หลังจากนั้นพับอาภรณ์ที่ถอดออกมาอย่างเป็นระเบียบก่อนวางลงบนชุดเกราะ ท้ายที่สุดนำหมวกเกราะวางไว้ด้านบนเพื่อป้องกันมิให้ลมพัดอาภรณ์ปลิวหายหรืออาจจะถูกตนทำตกพื้นโดยมิตั้งใจ
ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือออกเดินทาง จำต้องเตรียมพ่อศรีเรือน…นี่ตนกำลังคิดบ้าอันใดอยู่
โม่จ้านเขกหัวของตนอย่างหมดคำจะพูด หยัดกายลุกขึ้น ดึงเอาผ้าผืนเล็กผืนหนึ่งออกมาจากในห่อผ้าตรงหัวมุมคลุมลงบนกายของเจียนั่ว
ครั้นมองดูเวลาก็ถึงเวลาต้องเตรียมอาหารเย็นแล้ว โม่จ้านนั่งยองลงข้างเก้าอี้ยาวอีกครั้ง เผยหนึ่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะกลั้นลมหายใจค่อยๆ โน้มประชิด ริมฝีปากเข้าใกล้ใบหน้าของเจียนั่วมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ขณะสัมผัสพวงแก้มอย่างแผ่วเบายิ่งนักกลับลากผ่านเพื่อย้ายไปยังใบหู
“….”
โม่จ้านใช้ระดับเสียงที่ต่ำที่สุดของตนทิ้งหนึ่งประโยคไว้ข้างใบหูของเจียนั่ว จากนั้นฉีกยิ้มเห็นฟันหิ้ววัตถุดิบเข้าไปในห้อง
ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็หลับไปแล้ว ถือเสียว่าลวนลามอากาศเป็นพอ
ทว่าโม่จ้านเพิ่งจะปิดประตู เจียนั่วกลับลืมตาขึ้นทันใด พลันคว้าผ้าผืนเล็กขึ้นมาคลุมใบหน้าแดงก่ำ พลิกกายซุกใบหน้าเข้ามุมเก้าอี้ยาว ตามความเคยชินของตน มิอาจนอนหลับสนิทในสถานที่เช่นนี้เป็นทุนเดิม ตนเพียงแค่งีบพัก หลังจากได้ยินเสียงโม่เจ๋อเอ่อร์กลับมาก็รู้สึกตัวแล้ว เพียงแต่เมื่อคิดว่าท่าทางของตนในยามนี้ค่อนข้างแตกต่างจากยามปกติพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างมิอาจอธิบาย จึงแสร้งทำเป็นนอนหลับไปเสียและรอให้โม่เจ๋อเอ่อร์ออกไปจากห้อง
กระนั้นกลับนึกมิถึงว่าอีกฝ่ายจะ 'นึกสนใจ' ผู้ที่กำลัง 'นอนหลับสนิท' เช่นตน…
น้ำเสียงทุ้มต่ำของอีกฝ่ายน่าฟังยิ่งนัก และหนึ่งประโยคประชิดใบหูนั้นทำให้ตนถึงกับขนลุกขนชันทันใด
“นอนยามนี้ ยามดึกเจ้าคิดจะทำสิ่งใดงั้นรึ?”
…เหตุใดมิว่าฟังอย่างไรก็ฟังดูมิชอบมาพากล
แท้จริงแล้วคำกล่าวของโม่เจ๋อเอ่อร์หมายความว่าอย่างไร?
เจียนั่วบีบใบหน้าที่ค่อนข้างเห่อร้อน อดนึกถึงคำพูดของลาถีเท่ออีกครั้งมิได้— 'เขาเคยเอ่ยว่าชอบใบหน้าของเจ้า ท่านเจียนั่วโปรดแสดงข้อดีของตน'
แท้จริงแล้วก็เป็นเพราะหนึ่งประโยคนี้ที่ทำให้ตนสับสนวุ่นวายมาโดยตลอด
หากโม่เจ๋อเอ่อร์แสดงออกถึงความรู้สึก 'ชอบ' เพียงเพราะใบหน้าของตน เช่นนั้นตนมีเพียงแต่ต้องเลือกวางมาดสามส่วน เพียงแต่หลังการฝึกซ้อมของทั้งสอง สายตาของอีกฝ่ายมักปรายมองทั่วทั้งร่างของตนอยู่เสมอ ทว่ากลับเบนออกก่อนที่สายตาของตนจะหันไปสบมองพลางแสร้งทำท่าทางราวกับมิตั้งใจ ในทางกลับกัน หากสายตาของตนทอดมองบนกายของอีกฝ่าย อีกฝ่ายกลับชะลอการเคลื่อนไหว ท่าทางคล้ายกำลังจงใจแสดงให้ตนดูอย่างไรอย่างนั้น
…ดูคล้ายอีกฝ่ายจะมิได้ชอบเพียงใบหน้าของตนกระมัง
เจียนั่วเลิกผ้าออกด้วยความเขินอายอยู่บ้างพลางลุกขึ้นนั่ง
หากกล่าวว่าความใคร่รู้ในความสามารถที่แท้จริงของอีกฝ่ายคือพื้นฐานที่ทำให้คนทั้งสองไม่ต่อยตีก็จะไม่รู้จักกัน เช่นนั้นการที่ตนช่วยชี้นำให้อีกฝ่าย ตกปากรับคำช่วยฝึกฝนการต่อสู้ และพยายามให้ได้มาซึ่งความเชื่อใจ คงจะนับได้ว่าเป็นทางผ่านของการกลายเป็นสหายของคนทั้งสองกระมัง
…หากกล่าวถึงขั้นต่อไป จำต้องมีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นฝ่ายเริ่มรุกเสียแล้ว