ตอนที่ 9 :อาจารย์เฉินที่ตื่นตระหนก
“ผู้าุโหรือ”
ภายในหัวของฟางฉิงเสวี่ยปรากฏรูปลักษณ์ของหลินอี้ขึ้นมาจึงยกยิ้มเล็กน้อย
แต่ต่อจากนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยมองไปทางเฉินจิ้นเป่ยและกล่าวว่า “อาจารย์เฉิน เมื่อครู่ท่านกล่าวว่า...ข้าไม่อยู่ที่สำนักศึกษา ทำไมถึงได้รู้จักบทกวีนี้หรือ”
“เยี่ยงนั้นทำไมท่านอาจารย์เฉินถึงได้ทราบได้กัน”
ฟางฉิงเสวี่ยนึกถึงความเป็ไปได้อันเลือนรางขึ้นมาจนไม่อาจข่มกลั้นสีหน้าตกตะลึงไว้ได้
บทกวีของหลินอี้จะต้องสามารถทะลวงแดนพร์ได้อย่างแน่นอนแต่สำนักศึกษาก็มิมีทางรู้อยู่ดีว่าบทกวีนั้นเป็เยี่ยงไร
นอกเสียจาก...
ทักษะประพันธ์อันเป็เลิศบทกวีนี้ได้กลายเป็กวีที่ได้สลักจารึกของสำนักศึกษาผิงโจว
“บทกวีที่ผู้าุโลึกลับผู้นั้นประพันธ์ขึ้นมามันกลายเป็กวีสลักจารึกของสำนักศึกษาของพวกเรา”
และความจริงก็เป็ดั่งที่ฟางฉิงเสวี่ยคาดการณ์ไว้สีหน้าของเฉินจิ้นเป่ยดูตื่นเต้นจนไม่อาจข่มกลั้นได้ และกล่าวกับนางว่า“ดังนั้นอาจารย์ถึงได้ถามเ้าว่าผู้าุโที่ประพันธ์บทกวีนี้ขึ้นมานั้นอยู่ที่ใด”
ฟางฉิงเสวี่ยอ้าปากค้างด้วยอารามตกตะลึง
บทกวีของหลินอี้ ได้เป็กวีที่ได้สลักจารึกของสำนักศึกษาผิงโจวจริงด้วย...
เขาอาศัยพลังของตนเองผลักดันสำนักศึกษาผิงโจวไปเป็หนึ่งในสามสำนักศึกษาใหญ่แห่งจังหวัดหนานเซียงและก้าวสู่สถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น
“ท่านคณบดีจะต้องซาบซึ้งในบุญคุณของหลินอี้เป็แน่...”
ภายในใจของฟางฉิงเสวี่ยคิดว่าเป็เช่นนี้
หลังจากได้สติกลับมานางก็หันไปทางเฉินจิ้นเป่ยและกล่าวว่า “ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัด...”
“เฮ้อ”
เฉินจิ้นเป่ยถอนหายใจอีกคราวและมิได้ติดใจนึกสงสัย
อย่างไรก็เป็นักปราชญ์าุโจะเปิดเผยที่อยู่ตามอำเภอใจได้อย่างไรกัน
แล้วต้องทำเยี่ยงไรพวกเขาจึงจะได้พบกันตามที่ใจ้าได้
“ใช่แล้ว”
เฉินจิ้นเป่ยผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ตอนนี้ยังมีอีกเื่สำคัญอยู่ จึงมองไปทางฟางฉิงเสวี่ยและกล่าวว่า“ข้าไปที่ศาลาว่าการเขตมา หัวหน้าเขตซุนกล่าวว่าเ้าก่อเื่ใหญ่โตเพื่อคนร้ายผู้หนึ่งหรือ”
“เ้ามิต้องใส่ใจเื่นี้แล้วรีบออกเดินทางไปยังเมืองหลวงโดยเร็ว เพื่อเข้าร่วมการสอบราชสำนักเสีย”
ฟางฉิงเสวี่ยกล่าวอย่างจริงจัง“ท่านอาจารย์เฉิน ข้าเรียกร้องแทนปัญญาชน มิได้ไปก่อเื่ใหญ่โตที่ศาลาว่าการ”
“เขาจะเป็ปัญญาชนได้อย่างไรกัน”
เฉินจิ้นเป่ยส่ายหน้าอย่างผิดหวังและกล่าวว่า “ฉิงเสวี่ยเอ๋ย เ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว มิได้รู้ถึงความชั่วร้ายบนโลกมนุษย์แม้แต่น้อย”
“ข้าได้เข้าใจสถานการณ์มาจากทางหัวหน้าเขตซุนบ้างแล้วคนผู้นั้นได้ขโมยอาคมลัทธิเต๋าไป จึงสามารถปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมได้ดังนั้นเ้าถึงได้เห็นเขาเป็ปัญญาชนทั้งยังยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้อีก”
“แต่คนประเภทนี้มิสามารถถือเป็ปัญญาชนได้แล้ว เขามุ่งอยู่ในเส้นทางมาร”
เฉินจิ้นเป่ยค่อนข้างผิดหวัง
ฟางฉิงเสวี่ยที่ถูกขนานนามว่าแสงแห่งสำนักศึกษาผิงโจวเป็ฮุ่ยหยวนคนแรกในประวัติศาสตร์เมืองจินโจวแต่กลับกระทำผิดครั้งใหญ่เพื่อผู้ฝักใฝ่เส้นทางมารผู้หนึ่ง
หากเื่นี้ถูกเผยแพร่ออกไปจะต้องสร้างมลทินให้แก่นางไปชั่วชีวิตอย่างแน่นอน
“.....”
ฟางฉิงเสวี่ยชะงักนิ่ง
เส้นทางมารหรือ
เมื่อครู่ยังถามถึงที่พักของหลินอี้อย่างตื่นเต้นแต่ตอนนี้กลับเห็นเขาเป็ผู้ฝักใฝ่เส้นทางมารแล้วหรือ
ฟางฉิงเสวี่ยครุ่นคิด และกล่าวว่า“ท่านอาจารย์เฉิน ข้าทราบว่าท่านเป็ญาติผู้พี่ของหัวหน้าเขตซุน...แต่ท่านและข้ามิต้องยื่นมือเข้ามายุ่งในเื่นี้ กล่าวกันให้ชัด ๆพวกเรามิมีคุณสมบัติให้ยื่นมือเข้าไปยุ่งด้วย”
เฉินจิ้นเป่ยทราบว่าฟางฉิงเสวี่ย้าสื่อถึงตราห้าวหลานจึงกล่าวว่า “เ้าคิดว่าที่เขาผสานร่วมกับห้าวหลานเจิ้งชี่ได้นั้นเป็เื่ที่ยุติธรรมเยี่ยงนั้นหรือเ้าอย่าได้ถูกรูปลักษณ์ภายนอกนั้นหลอกลวงเป็อันขาด”
“เส้นทางมารที่ฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าสามารถทำได้ทุกอย่าง”
เฉินจิ้นเป่ยรู้สึกผิดหวังกับฟางฉิงเสวี่ยอย่างมากถอดถอนใจและกล่าวว่า “หากเ้าไปร่วมการสอบราชสำนักในสภาพนี้ข้านึกกังวลแทนเ้าเสียจริง...”
การสอบราชสำนักจะต้องเข้าเฝ้าจักรพรรดิต้าเหยียนและนักปราชญ์สถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นจิตใจฝักใฝ่วรรณกรรมที่ไม่คงที่ ก็คงจะถูกถอดถอนในทันที
ตอนนี้ฟางฉิงเสวี่ยรู้สึกดวงตามืดบอดคาดไม่ถึงว่านางจะมาพูดแทนผู้ฝึกเส้นทางมารแล้วเยี่ยงนี้จะมีหน้าไปเข้าเฝ้าฝ่าาและนักปราชญ์ในสถานศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร
“ข้าสบายดีอย่างมากท่านอาจารย์มิจำเป็ต้องกังวล”
ฟางฉิงเสวี่ยรู้ดีว่าตนเองกำลังทำอันใดมิจำเป็ต้องให้เขาสองสั่ง ทั้งยังต้องเอ่ยเตือนเฉินจิ้นเป่ย จึงกล่าวว่า “แต่อย่างไรก็ตามอาจารย์เฉินท่านต้องทราบไว้ ผู้เดินในเส้นทางมารที่ท่านกล่าวถึง แท้จริงแล้ว...คือผู้าุโท่านนั้นที่ท่านกำลังตามหา”
“ ? ? ? ”
เฉินจิ้นเป่ยชะงักไปชั่วครู่หันมองไปทางฟางฉิงเสวี่ย และเอ่ยถามด้วยคิ้วที่ขมวดนิ่ว “หมาย... หมายความว่าอย่างไร”
ฟางฉิงเสวี่ยกล่าว“บทกวีทะลวงแดนพร์บทนั้นที่ข้าคัดลอกมา เป็กวีที่หลินอี้ประพันธ์เขามิได้ปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมาได้ด้วยอาคมลัทธิเต๋า
ที่ข้ายื่นมือเข้าไปยุ่งก็เพราะเขานั้นได้เป็ปัญญาชนแล้วข้าเชื่อว่าปัญญาชนที่สามารถผสานร่วมกับห้าวหลานเจิ้งชี่ได้ย่อมมิมีทางทำเื่ที่โง่เขลาเช่นการขโมยอาคมลัทธิเต๋าอย่างแน่นอน”
ฟางฉิงเสวี่ยชะงักไปชั่วครู่จ้องมองเฉินจิ้นเป่ยและกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เฉินคนที่จะพาสำนักศึกษาผิงโจวของเราก้าวสู่สถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น เขา...จะอยู่ในเส้นทางมารได้หรือ”
กึง
เฉินจิ้นเป่ยตกตะลึงด้วยคำพูดของฟางฉิงเสวี่ยเกิดอาการขนลุกขนชัน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
เป็เขาหรือ
นักโทษที่ซุนเหวินเยี่ยนกล่าวถึงเป็ผู้ประพันธ์บทกวีทะลวงแดนพร์บทกวีที่ได้สลักจารึกด้วยทักษะประพันธ์อันเป็เลิศเยี่ยงนั้นหรือ
“ซุนเหวินเยี่ยน”
ฮึ่ม
พลังปราณภายในร่างของเฉินจิ้นเป่ยสั่นเทิ้มแทบจะขบกรามจนแน่นปริ
ระหว่างฟางฉิงเสวี่ยกับซุนเหวินเยี่ยนเขาเลือกที่จะเชื่อฟางฉิงเสวี่ย
เพราะบทกวีที่สลักจารึกนี้อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม
“แย่แล้ว”
ทันใดนั้นสีหน้าของเฉินจิ้นเป่ยก็เปลี่ยนไป
ฟางฉิงเสวี่ยกล่าวอย่างสงสัย“อาจารย์เฉิน ทำไมหรือ”
สีหน้าของเฉินจิ้นเป่ยย่ำแย่และกล่าวว่า “ข้าให้ซุนเหวินเยี่ยนส่งคนไปจับกุมเขาแล้ว...”
เขารู้สึกวุ่นวายใจอย่างมาก
เกิดความคิดอยากจะพุ่งตรงไปศาลาว่าการเขตเพื่อบีบคอซุนเหวินเยี่ยนให้ตายเสียให้ได้
ปัง
เฉินจิ้นเป่ยพุ่งตัวออกไปทางประตูในขณะเดียวกันก็ส่งเสียงดังมาจากทางด้านนอกประตู “เื่นี้มอบให้ข้าจัดการเ้าจงไปร่วมการสอบราชสำนักที่เมืองหลวงอย่างสบายใจเถิด”
ฟางฉิงเสวี่ยยกยิ้มขมขื่นและกล่าวพึมพำเสียงเบา “เดิมทีอยากอยู่ต่อสักสามวันแต่เหมือนว่าเวลาจะหมดลงเสียแล้ว...”
“หลินอี้รอหลังจากที่ข้ากลับมาจากการสอบราชสำนักเ้าก็สามารถไปปรากฏตัวได้ที่สำนักศึกษาผิงโจว”
.....
หลินอี้ที่เร่งรีบกลับจากสถานศึกษานอกตัวเมืองจนมาถึงในเขตตัวเมืองท้องฟ้าก็สว่างรำไรแล้ว
แต่ในยามที่เขาเพิ่งข้ามผ่านประตูเมืองมาก็ต้องขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
เพราะเขาเห็นเ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งของศาลาว่าการเขตทั้งยังมีที่ปรึกษาจางเชิงฉายที่ไร้ฟันหน้าผู้นั้นอยู่อีกด้วยตอนนี้กำลังยืนอยู่ใต้ประตูเมือง ราวกับกำลังรอเขาอยู่ก็ไม่ปาน
หลินอี้โดดลงจากเกวียนวัว
จางเชิงฉายจ้องมองไปทางหลินอี้พร้อมแสยะยิ้มและกล่าวว่า “เ้าสารเลว เ้าช่างใคร่ครวญได้รอบคอบเสียจริงรู้ถึงขั้นส่งตัวไอ้แก่นั้นกลับไป ตอนนี้เ้าจงมากับพวกข้าเสีย”
“จับมันไว้”
ทันทีที่จางเชิงฉายสะบัดมือ เ้าหน้าที่เ่าั้ก็ปรี่เข้าไปหาหลินอี้ในมือบางคนก็ถือโซ่ตรวนเอาไว้ด้วย
ตอนนี้หลินอี้ได้ปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมาแล้วย่อมมิใช่บุคคลธรรมดาทั่วไปอีกแล้ว พลังพร์ควบคุมกล้ามเนื้อได้อย่างอิสระจนแข็งแกร่งกว่าเ้าหน้าที่เ่าั้ตั้งไม่รู้กี่เท่า
ผั๊วะ
หลินอี้หลบหลีกเ้าหน้าที่เ่าั้ยกเท้าเตะเ้าหน้าที่ที่ถือโซ่ตรวนผู้นั้นให้ออกห่าง และกล่าวเสียงเข้มว่า“พวกเ้าหมายความว่าอย่างไร ้าขัดขวางการสืบสวนคดีของข้าหรือ ดูเหมือนว่าการหายไปของอาคมลัทธิเต๋าจะเกี่ยวข้องกับพวกเ้าอย่างยิ่งเลย”
“หมายความว่าอย่างไร”
จางเชิงฉายแค่นเสียงหัวเราะ“เ้าคิดว่าพวกข้าหมายความว่าอย่างไรกัน สำนักศึกษาละทิ้งเ้าแล้วและตัดสินว่าวิธีที่เ้าใช้ปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมนั้นเป็เส้นทางมารอาจารย์เฉินสั่งให้พวกข้ามาจับกุมตัวเ้าไป และเขาจะพิจารณาคดีเ้าด้วยตนเอง”
“แต่ก่อนหน้านั้นที่ปรึกษาผู้นี้จะขอล้างแค้นที่เ้าหักฟันข้าเสียก่อน”
จางเชิงฉายหันไปตวาดใส่เ้าหน้าที่ที่ยืนนิ่งอยู่เ่าั้“นิ่งทำไมกัน มีตั้งห้าหกคนยังจับคนคนเดียวมิได้หรือ มิรู้วิธีการหักมือหักเท้าของเขาหรือไรไร้ค่า เป็กลุ่มคนไร้ค่าเหมือนขยะเสียจริง...”