หลินเย่หยุดนิ่ง มือที่ถือมีดค้างอยู่กลางอากาศ ร่างกายหยุดก่อนที่สมองจะทันสั่ง
กลิ่นนั้นแทรกเข้าทางร่จมูกก่อนที่ตาจะเห็นสิ่งใด ไม่ใช่กลิ่นเดียวกับที่ปากถ้ำ กลิ่นที่ปากถ้ำ คาวและเก่ากว่านี้ กลิ่นนี้หนักและเย็น มีน้ำหนักของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ใกล้พอที่จะรู้ว่าหากย่างเข้าไปอีกสิบก้าว ระยะห่างนั้นจะเปลี่ยนไป
เขาหันไปทางหลินจ้าว ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้หยุด หลินจ้าวชะงักทันทีคบเพลิงในมือสั่นเล็กน้อยแล้วก็นิ่ง
"แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อ เดินเข้าปากมันกันเลยไหม" เสียงต่ำจนแทบเป็ลมหายใจ
"ยามคับขันเช่นนี้เ้ายังตลกได้อีก"
หลินจ้าวหัวเราะออกมาครั้งเดียว สั้นกว่าเสียงหัวเราะปกติของเขาหลายเท่ามือยกขึ้นไปเกาหลังศีรษะตัวเองโดยไม่รู้ตัวหลินเย่ยืนนิ่ง คำนวณอยู่ในความเงียบ
ไป๋หมางมีประสาทััไวกว่าปกติตามที่กงหยางฮ่าวว่าไว้ ทว่าย่างเข้ามาลึกถึงเพียงนี้แล้วมันยังไม่ออกมา
ปราณของเขาอยู่ที่รวมลมปราณขั้นหนึ่ง กลิ่นของผู้ฝึกยุทธ์รั่วออกมาน้อยจนระบุระดับไม่แน่ชัด ไป๋หมางอาจรู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตเข้ามาแล้ว เพียงยังไม่แน่ใจว่าเป็ภัยหรือไม่
มันกำลังกกไข่ ร่างกายอ่อนแอกว่ายามปกติ สัญชาตญาณย่อมเลือกรักษาไข่ไว้ก่อน ไม่ออกมาต่อกรกับสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าอันตรายเพียงใด หากขยับเข้าไปใกล้กว่านี้ มันจะรู้ตัว
"นี่ นี่"
มือทุบลงที่ไหล่ หลินเย่หันมอง หลินจ้าวแบมือออก บนฝ่ามือมีก้อนสี่เหลี่ยมเล็กสีน้ำตาลอมเหลือง ผิวขรุขระตามรูปทรงที่ไม่สม่ำเสมอ
"ท่านแม่เคยบอกข้าว่า ยามใดที่รู้สึกวิตก ให้อมลูกกวาดไว้... รสหวานจะช่วยให้ใจผ่อนคลายลงได้"
หลินเย่มองฝ่ามือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบลูกกวาดขึ้นมาไม่ได้ใส่ปาก หากกำไว้ในกำปั้นเบาๆ ไออุ่นจากนิ้วซึมเข้าไปในก้อนน้ำตาลเล็กก้อนนั้น
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไม่ทิ้งและไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไม่กินพื้นถ้ำ สั่นเบาๆ ไม่มากพอจะเรียกว่าแผ่นดินไหว มากพอจะรับรู้ได้ผ่านฝ่าเท้า เสียงราวกับสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ขยับกายดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้าเชื่องช้าและหนัก คบเพลิงในมือหลินจ้าวสั่นตามแรงะเืจากพื้น
"เริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาบ้างแล้วสิ" หลินจ้าวพึมพำ "เ้ากับข้าใครวิ่งเร็วกว่ากัน"
เขาหยุดไปเอง ความคิดวิ่งกลับไปยังวันที่วิ่งไล่หลังหลินเย่เพื่อชักชวนไปล่าหมูป่าเขี้ยวเหล็ก ไล่เท่าไรก็ไม่เคยทันสักครา
"เ้ากระมัง"
"เช่นนั้นเ้ายืนถือไฟรออยู่ตรงนี้" หลินเย่พูดเรียบ "เมื่อข้าให้สัญญาณ ให้วิ่งตามรอยที่ข้าใช้มีดขีดบอกทิศ เ้าวิ่งนำ ข้าจะตามแสงไฟเ้าไป หากข้าไม่ตามมาภายในร้อยก้าว ให้มุ่งไปทิศตะวันตกต่อคนเดียว"
หลินจ้าวยกมือขึ้นครึ่งหนึ่งราวกับจะโต้ พอนึกถึงความมืดของถ้ำ ที่ผ่านมา รอยมีดบนผนัง และเวลาที่จะเหลืออยู่หากเกิดเหตุ ก็หุบมือลง
"ตกลง"
หลินเย่ขยับเท้าจะเดินต่อ แล้วหยุดหันกลับมามองครู่เดียว ไม่มีสิ่งใดในสีหน้า ทว่าหลินจ้าวเห็นบางอย่างในแววตาที่ทอดมาถึงก่อนที่เขาจะหันไป
"ระวังตัวด้วย"
แล้วหลินเย่ก็ก้าวเข้าสู่ความมืดเพียงลำพังหลินจ้าวยืนอยู่กับที่ มือกำคบเพลิงแน่น แสงสี้สมสั่นเล็กน้อยตามมือที่ไม่ยอมนิ่ง
เงาหินบนผนังถ้ำ ขยับตามเปลวไฟ บางเงาเหมือนขาที่กำลังก้าว บางเงาเหมือนหัวที่โค้งลง เขารู้ว่ามันไม่ใช่ กระนั้นก็ยังกะพริบตาอยู่ดีร่างของหลินเย่เล็กลงเรื่อยๆ จนกลืนหายเข้าไปในความมืดทุกก้าวของหลินเย่ช้าและระแวดระวัง น้ำหนักกดลงที่ปลายเท้าก่อนส้นเพื่อลดเสียง มือหนึ่งถือมีด อีกมือถือยันต์สองใบแสงคบเพลิงของหลินจ้าวอยู่เื้ั ยิ่งห่างออกไปยิ่งเล็กลง จนเหลือเป็เพียงจุดสี้สมดวงเดียวที่ลอยนิ่งอยู่กลางความมืดกลิ่นของสัตว์ร้ายหนักขึ้นทุกก้าวที่ย่างเข้าไป และมีสิ่งอื่นแทรกอยู่ใต้กลิ่นนั้น จมูกของเขาขยับเล็กน้อย
สดและลึกราวกับดินชื้นหลังฝนแรก มีบางอย่างซ่อนอยู่ข้างในมากกว่านั้น ปราณในจุดตันเถียนกระเพื่อมขึ้นตามจังหวะที่ขาก้าวเดินเขาระบายลมหายใจออกเบาๆ กำมือที่ถือยันต์ให้แน่นขึ้นแล้วก้าวต่อไปในทิศที่ควรเดิน
ลมภายในถ้ำ พัดสวนออกมาไม่แรงนักแต่อุ่น พัดพาเสียงที่เบากว่าที่คาดตามมาด้วย
ลมหายใจเข้าและออก ช้าและสม่ำเสมอ เสียงที่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ทำเมื่อนอนนิ่งและยังไม่รับรู้ถึงภัย
กลิ่นสาบคาวรุนแรงขึ้นจนแสบหลังลำคอ
หลินเย่หยุด ระยะห่างจากตรงนี้ไม่ถึงสิบก้าวเขาแปะยันต์ใบแรกลงที่ผนังตรงตำแหน่งที่คำนวณไว้ ช้าและไร้เสียงจากนั้นจึงถอยกลับมาตามทางเดิมจนถึงมุมเลี้ยวแรก จุดที่เพดานถ้ำ ต่ำลงมามากที่สุดและผนังสองด้านบีบเข้าหากัน แล้วแปะใบที่สองไว้ตรงนั้นหากใบแรกไม่ได้ผล ยังมีใบที่สองรออยู่ระหว่างทาง และหากใบที่สองทำงานหินจากเพดานตรงจุดนั้นจะถล่มลงมาปิดทางเดินทั้งเส้นเขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง วัดระยะจากตัวเองถึงยันต์แต่ละใบด้วยสายตาปราณขั้นหนึ่งของเขาส่งออกไปได้ไกลเท่าที่แขนเอื้อมถึง ไม่มากกว่านั้นสักคืบ
นั่นแปลว่าเมื่อถึงเวลาจุดชนวน เขาจะต้องยืนอยู่ตรงนี้ ห่างจากยันต์ใบแรกไม่เกินหนึ่ง่แขน และห่างจากไป๋หมางไม่ถึงสิบก้าวเขาจดจำตำแหน่งฝ่าเท้าของตัวเองไว้ทั้งสองข้างข้างนอกถ้ำ เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปเต็ม
กงหยางอวี้นั่งขัดสมาธิห่างจากกองไฟออกไป ลมปราณรอบกายหมุนวนแรงพอที่คนนั่งใกล้จะรู้สึกถึงแรงกดดันเบาๆ เด็กหลายคนขยับตัวออกห่างโดยไม่รู้เหตุผลของตัวเอง
กงหยางฮ่าวมองเข้าไปที่ปากถ้ำ ไม่เอ่ยสิ่งใด สายตาคำนวณเวลาอยู่อย่างเงียบๆ
หนึ่งก้านธูปนานเกินไปสำหรับเด็กที่เดินเข้าไปล่อสัตว์ หากยังมีลมหายใจและทำงานตามแผน ป่านนี้ควรเกิดเื่ขึ้นแล้วความเงียบเช่นนี้อธิบายได้เพียงสองทาง ทางแรกคือเด็กทั้งสองไม่อยู่แล้วทางที่สองเขาไม่ได้พูดออกมา
"อาจจะสิ้นชีพไปแล้วเสียกระมัง"
เสียงเรียบ ไม่สงสาร ไม่เสียดาย มีแต่การประเมินที่ตรงไปตรงมา เด็กหลายคนหน้าซีดขึ้นในแสงกองไฟ บางคนก้มหัวลง บางคนกอดตัวเองแน่นขึ้นกงหยางฮ่าวหยิบกระบอกไม้ขึ้นมาใหม่ ยื่นออกไปให้กลุ่มเด็กโดยไม่ถามว่าพร้อมหรือยัง
ทันใดนั้น เสียงลมพัดสนั่นขึ้นโดยไม่มีทิศทางไม่ใช่ลมจากปากถ้ำ และไม่ใช่ลมตามธรรมชาติ มันเกิดจากปราณที่ควบแน่นมากเกินไปแล้วระบายออกมาพร้อมกันในคราเดียว ต้นหญ้ารอบพื้นที่โค้งราบลงทั้งหมดในเวลาเดียวกัน เด็กที่นั่งใกล้ที่สุดถูกผลักจนล้มคว่ำไปหลายคน
กงหยางฮ่าวหันไปทันที
กงหยางอวี้ยังนั่งอยู่ที่เดิม ทว่าปราณรอบกายหนักขึ้นเป็คนละระดับกับเมื่อครู่ ทะลักออกมาอย่างไม่เป็ระเบียบ เร็วเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไว้ได้อย่างนุ่มนวล
เขาเปิดตาขึ้นแววตาสว่างด้วยความตื่นเต้นที่ยับยั้งไม่อยู่
"ท่านพี่ ข้าเลื่อนขั้น! หลอมรวมปราณขั้นหนึ่งแล้ว!"
เสียงดังและสดใสจนไม่เข้ากับสถานที่
เขาลุกขึ้นยืน กางแขนออกเพื่อััปราณที่เพิ่มพูนขึ้น"โชคหล่นทับข้าแท้ๆ!"
กงหยางฮ่าวมองน้องชายอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ยิ้มไม่แสดงความยินดี สายตาจับอยู่ที่การเคลื่อนของปราณรอบร่างนั้น
มันสดใสและแรง มีบางอย่างในนั้นที่จับไม่ถนัด เส้นปราณที่ควรไหลเป็วงโคจรสม่ำเสมอกลับมีจุดขรุขระเล็กๆ อยู่สองสามแห่ง ไม่ชัดพอจะระบุว่าคืออะไร กระนั้นก็ชัดพอจะสังเกตเห็น
"ภารกิจยังไม่จบ" เสียงต่ำเรียบ "กลับไปนั่งโคจรตรวจสิ่งตกค้างก่อน อย่าเพิ่งดีใจ"
กงหยางอวี้โบกมือปฏิเสธ "ท่านพี่ทำตัวกังวลเกินเหตุเสมอ ข้าไม่รู้สึกผิดปกติสักนิด"
เขาเดินไปทางกองเด็กอย่างเป็กันเอง กระบอกไม้ในมือพี่ชายถูกคว้าออกไปอย่างขีเ้ ล่น
"มาหาความสำราญกันก่อนดีกว่า ใครจะเป็คู่ถัดไปที่เข้าถ้ำ "
เด็กหลายคนถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
กงหยางฮ่าวไม่เดินตาม เขายืนอยู่ที่เดิม สายตาตามน้องชายไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาจับอยู่ที่ปากถ้ำ
ในความมืดนั้นยังมีเด็กสองคนอยู่ข้างใน และไป๋หมางยังคงเงียบความเงียบนั้นทำให้เขาไม่สบายใจยิ่งกว่าเสียงใดๆ ที่จะดังขึ้นมาได้ส่วนจุดขรุขระบนเส้นปราณของน้องชายนั้นยังอยู่ และเ้าของเส้นปราณยังไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น