ท่านหญิงอ้อทรงเห็นว่าท่าจะไม่ดีเสียแล้ว โดยไม่ประสงค์ให้ต้องมีปากมีเสียงกันเพราะองค์เธอ อีกอย่าง ก็ไม่โปรดนักที่จะต้องทนไปไหนมาไหนกับคนที่ไม่ได้ทรงรัก จึงทูลความในหทัยไปว่า
“เสด็จลุงเพคะ อย่ากริ้วพี่ชายเดียวเลยนะเพคะ วันพรุ่งนี้หญิงเองก็ไม่ว่าง จะต้องช่วยงานหม่อมแม่ที่วังน่ะเพคะ เกรงว่าจะรบกวนเปล่า ๆ”
เสด็จพระองค์ชายทรงนิ่งขรึมวินิจฉัย เมื่อว่าที่พระสุณิสาตรัสอย่างนั้น ก็ทรงไม่ประสงค์คัดค้านอะไรอีก “อย่างนั้นก็ตามใจหลานเถิด”
“เสด็จพ่อ ถ้าหากว่าชายเดียวไม่ว่างไปเที่ยว อย่างนั้นแล้ว ชายขอไปแทนนะเกล้ากระหม่อม” เมื่อสิ้นประโยคน้ำเสียงระริกของท่านชายเล็ก ก็ตามด้วยคำบริภาษของเสด็จในกรมฯโดยทันที
“ถึงพ่อไม่อนุญาต ชายเล็กก็จะไปอยู่ดี แล้วจะมาขอพ่อทำไม โน่น เอาเวลาว่าง ๆ ไปทำอะไรเป็ชิ้นเป็อันให้เกิดประโยชน์จะไม่ดีกว่าหรือ ไม่ใช่นั่งกินนอนกิน ตื่นมาก็ห่วงเที่ยวอยู่อย่างนี้”
ใบพักตร์ระรื่นเมื่อครู่นี้หายวับ ปรากฏเพียงความบูดเบี้ยว หม่อมเอกเมื่อทนเห็นโอรสสุดที่รักโดนตำหนิเช่นนั้นไม่ได้ ก็หาคำแก้ตัวเข้าช่วย “เสด็จเพคะ ทำไมถึงทรงลำเอียง ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย โปรดให้ท่านชายเดียวเสด็จประพาส แต่กลับดุลูกอีกคน ทั้ง ๆ ที่มีสายพระโลหิตของเสด็จเท่ากัน ประสูติวันเดียวกัน ซ้ำชายเล็กของเกล้ากระหม่อมฉันยังเป็ลูกเมียหลวง เมียพระราชทานนะเพคะ ไม่ใช่เมีย…”
“หล่อนก็แต่ดีแต่ยกเื่นั้นมาอ้าง แม่นิ่ม ดูความประพฤติของลูกชายหล่อนเสียก่อน เลี้ยงดูกันมาอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น”
“เสด็จ!” หม่อมเอกขึ้นเสียงกร้าวแว๊ด แต่แล้วก็หยุดความหักหาญไว้เพียงนั้น ไม่กล้าต่อกรอะไรอีกด้วย ถึงจะเจ็บใจใช่ย่อย แต่ก็ทำได้แค่อดกลั้นเอาไว้ในทรวง
ถ้าหล่อนรู้ล่วงหน้าก่อนหร้านั้นสักหน่อย คงจะไม่ปล่อยให้ท่านชายเดียวเจริญชันษามาเป็คู่แข่งกับท่านชายเล็กลูกของหล่อนในวันนี้แน่ หล่อนยังจำได้ดีเมื่อคราวนั้นในอดีต หม่อมแม่ของท่านชายเดียวให้ประสูติได้เพียงแค่สามวัน ก็เจ็บไข้ได้ป่วยจนสิ้นใจไป หน้าที่แม่นมจึงตกมาเป็ของหล่อน หม่อมเอกจะต้องคอยปันน้ำนมมาให้ลูกเมียน้อยทุกครั้งอยู่ร่ำไป เมื่อโตมาแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมาชิงดีชิงเด่นกับโอรสของหล่อนเช่นนี้
ในสายตาของหล่อนแล้ว ท่านชายเดียวทรงไม่ต่างอะไรกับลูกนกกาเหว่า เบียดเบียนหล่อนมาั้แ่ทรงเยาว์ถึงบัดนี้!
หนามยอกอกอยู่ตรงอยู่ตรงหน้า เสียดายที่หล่อนยังหาทางกำจัดไม่ได้สักครั้ง
หลังจากจบสิ้นเวลาเสวยพระกระยาหารค่ำลง ท่านชายเดียวทรงรับหน้าที่ไปส่งท่านหญิงอ้อถึงด้านในวังอมราชตามพระบัญชาของเสด็จพระองค์ชาย เมื่อล้อรถออโตโมบิลแล่นออกนอกประตูวังวิจิตราลัยไปแล้ว ยังมีสี่สายตาของสองนายบ่าวทอดมองตามไล่หลังไปติด ๆ
หม่อมเอกกระพือพัด พูดกับนางบ่าวพลางชูคอยโสอย่างมีเลศนัย “อีนังเผือก ท่านชายเสด็จไปแล้ว วันพรุ่งนี้ได้ยินว่าจะทรงเรียนดนตรีกับนายคนนั้น เอ็งคอยจับตามองให้ดี อย่าให้คลาดสายตาไปได้ แล้วมารายงานข้า เข้าใจรึไม่”
“เ้าค่ะ หม่อม บ่าวไม่พลาดแน่เ้าค่ะ” นางบ่าวยิ้มย่อง เชิดหน้าชูคอไม่แพ้นายของมัน งานอย่างนี้มันถนัดยิ่งเป็ไหน ๆ ตามประสานายว่าขี้ข้าพลอย
แสงแดดแก่ ๆ ในเช้าวันใหม่ที่เรือนปั้นหยาสีเขียวไข่กาสาดส่องปลุกให้ดอกไม้ผลิบานชูช่อไสวกันเป็พุ่มเป็พวง ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งเย้ายวนผู้อาศัยให้ต้องหทัยประสงค์
หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวเป็ท่านชายที่นอกจากจะโปรดเสียงดนตรี ตัวอักษร เครื่องหวานแล้ว ยังทรงมีงานอดิเรกเป็การปลูกไม้ดอกไท้ประดับไว้รอบ ๆ ตัวเรือน มีทั้งพันธุ์นำเข้าและของไทยเอง ไปจนถึงพืชผักสวนครัวต่าง ๆ ในขณะนี้ ก็ทรงเก็บดอกแก้วไปพลาง ๆ ระหว่างที่รอให้พันวาจาสิทธิ์มาสอนดนตรี ซึ่งนี่ทรงคอยมานานแล้ว ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของข้าราชการผู้นั้น คงจะสายอีกแล้ว
“นายด้าวนี่ช่างอะไร เธอขโมยจูบฉันไป แล้วยังปล่อยให้ฉันต้องรอนานอีกนะ คอยดูเถอะ ฉันจะไม่คุยด้วยเลย” ทรงเก็บไปก็ทรงบ่นไปในระหว่างที่มีหทัยระลึกถึงใบหน้าเ้าเล่ห์ของเขา
“เฮ้ย! Oh God ”
แต่ด้วยไม่ทันได้ทรงสังเกตอะไร พลันเกือบต้องวายหทัย เพราะจู่ ๆ มีใครผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมาจากพุ่มไม้ ฉีกยิ้มแฉ่งให้ เมื่อสังเกตดี ๆ ถึงได้รู้ว่าเป็ชายผู้นั้น ที่บังอาจทำล่วงเกินไว้เมื่อวาน ทรงนึกอยากจะบิดให้เนื้อเขียวนัก
‘เธอนี่เอง ระเด่นมนตรี คนนิสัยไม่ดี’
“ขอประทานอภัยฝ่าา กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจทำให้ตกพระทัย” ชายหนุ่มรีบค้อมหัวขอโทษยกใหญ่ ถึงกระนั้น เขาก็ยังแอบยิ้มขำอยู่เล็กน้อย “ทรงเก็บดอกไม้ไปทำอะไรหรือกระหม่อม กระหม่อมขอช่วย”
ช่วยในที่นี้มีความนัยคือ ‘ช่วยเก็บดอกไม้ร่วมต้น'
“ไม่มีอะไรหรอก มันหอมดี ฉันแค่เก็บดมเฉย ๆ”
“นอกจากจะหอมแล้ว กระหม่อมว่ายังสวยด้วยนะกระหม่อม ยิ่งถ้า…ได้เหน็บอยู่บนพระกรรณของฝ่าาแล้ว ยิ่งงดงามไม่มีสิ่งใดเปรียบเหมือนกระหม่อม” ขุนนางหนุ่มไม่ได้กล่าวชมเสียเปล่า เขายังใจกล้าเก็บดอกแก้วสีขาวบริสุทธิ์ไปทัดที่หว่างกรรณให้ท่านชายเดียวด้วย
ลูกไม้แบบนี้ใครบ้างจะฝืนไม่เขินไหว ทรงทอดเนตรลึกในดวงตาดำวาวของอีกคน เขาไม่มีเค้าของความมุสา บริสุทธิ์ดุจดอกไม้นี้
“ฝ่าาทรงมีพระพักตร์พระกรรแดงไปหมดแล้ว ทรงเป็อะไรหรือกระหม่อม” คำถามนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย โดยหารู้ไม่ ว่าตนนั่นเองที่เป็ต้นเหตุทั้งหมด
ผู้ทรงศักดิ์แย้มสรวลอยู่ในที ทรงมีดำริในหทัยถึงเขาว่า ‘เธอยังจะมีหน้ามาถามอยู่อีกนะ นายด้าว คงทำแบบนี้กับใครต่อใครจนชำนาญแล้วล่ะซี ถึงได้มาลองเล่นกับใจของฉันน่ะ'
“ฉันไม่คุยกับเธอแล้ว มาก็สาย ยังจะมาชวนพูดนั่นนี่อยู่อีก ประเดี๋ยวเถอะ! พ่อคนนี้”
“ขอประทานอภัยฝ่าา”
“เธอขอประทานจากฉัน จนฉันไม่มีจะให้แล้ว รู้หรือไม่ ไป ไปเตรียมสอนฉันได้แล้วไป” รับสั่งเสร็จ ก็ดำเนินอย่างซ่อนวงพักตร์ขวยเขินหนีไป โดนชายคารมหวานกระทำอย่างนี้ด้วย มีหรือใครจะไม่คล้อยตาม
ทรงแสร้งทำชะอ้อนไปอย่างนั้น หาได้กริ้วให้เขาแต่อย่างใดไม่ ลึก ๆ แล้วกลับโปรดเสียด้วยซ้ำ เพราะดอกแก้วที่เขาเหน็บให้ยังคงอยู่ที่เดิม นั่นเป็สัญลักษณ์บ่งบอกถึงการรับไมตรีจากอีกฝ่าย ทรงเชื่อว่าชายหนุ่มก็รับรู้ดังนี้เช่นกัน
นายโมกและนายพุดช่วยกันขนเครื่องดนตรีและของว่างไปยังศาลากลางน้ำที่เ้านายประทับอยู่ จากนั้นด้วยความที่ไม่อาจอยู่รบกวน จึงปล่อยให้ได้ทรงศึกษากับอาจารย์ดนตรีหนุ่มโดยลำพัง โดยถือว่าเป็วโรกาสดีที่จะก่อเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างท่านชายเดียวและพันวาจาสิทธิ์
วันนี้เขาประสิทธิ์ประสาททักษะในการบรรเลงเพลงขิมให้ หลังจากที่เห็นว่าทรงซออู้ได้พอประมาณแล้ว เป็อีกครั้งที่เขาต้องถือวิสาสะเฉียดกายเข้าชิดวรองค์ของเ้านาย เพราะท่านชายไม่ทรงมีทักษะทางด้านเครื่องตี จึงต้องสอนโดยการเข้าซ้อน แล้วจับกรพาทดลองไปแต่ละโน๊ตเสียงให้เริ่มชินเสียก่อน ถึงจะเข้าเป็ทำนองได้
บัดนั้น ท่านชายเดียวทรงประหม่า รู้ว่าเขาทำแบบนี้อีกแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่สอนแน่ แต่มีหวังสิ่งอื่นด้วย ถึงกระนั้นก็ทรงยอมให้เขาละลาบละล้วง ในเมื่อมันห้ามยากนัก ดำริชอบว่าอย่างนั้น
“กลิ่นน้ำปรุงที่กระหม่อมถวายให้ เมื่ออยู่บนวรกายของฝ่าาแล้ว ช่างหอมหวลชวนหลงใหล หาสิ่งใดเทียบไม่ได้เลยกระหม่อม” ชายหนุ่มเผลอเพ้อออกมาอย่างที่นึกคิด น้ำปรุงกลิ่นนี้เขาจำได้ดี เพราะเป็กลิ่นเดียวกันกับที่เขาใช้ประจำ และรู้สึกภูมิใจไม่น้อย ที่ท่านชายเดียวทรงให้เกียรติเลือกใช้ให้เขาได้ชื่นอกชื่นใจ
“จริงหรือ เธอพูดเกินจริงอีกแล้ว” ทรงยกขนงสงสัย
“มิได้กระหม่อม ใจรู้สึกอย่างไร ก็ทูลไปอย่างนั้น”
“แต่ฉันว่ามีสิ่งหนึ่งที่เธอรู้สึก แต่ไม่ได้พูดออกมา คือคำว่า…” คำว่า 'รัก’ยังไม่ถูกเปล่งออกมา ก็มีเสียงหนึ่งดังมาขัดจังหวะเสียก่อน ทรงได้ยินเสียงเหยียบกิ่งไม้หักดังมาจากฝั่งเรือน ทอดเนตรมองรอบ ๆ หากกลับไม่มีสิ่งใดผิดแผกปรากฏ จึงทรงลงความเห็นว่ากรรณน่าจะแว่วไป
“มีอะไรหรือกระหม่อม แล้วคำคำนั้นคือ…”
“ไม่มีอะไรหรอก ช่างมันเถอะ มาสนใจขิมตรงหน้านี้ดีกว่า”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง นางบ่าวผู้ซุ่มอยู่พุ่มไม้บนฝั่งเห็นแล้วว่าตนไม่เป็จุดสนใจ ถึงรีบเอาใบบัวบังหน้า ค่อย ๆ เขยื้อนกายหลบหนีไปจากที่ตรงนี้โดยด่วนที่สุด เมื่อรอดพ้นมาได้ มันจึงยกยิ้มร้ายขึ้นอย่างฮึกห้าว
“หึ ๆ ทรงเป็จริง ๆ ด้วย ได้ข่าวไปรายงานแล้วกู ฮ่า ๆ ถูกใจอีเผือกนัก”
หม่อมเอกกำลังง่วนอยู่กับการพับกลีบดอกบัวเพื่อใช้บูชาพระในเย็นนี้ ทุก ๆ วันพระ หล่อนมักจะบำเพ็ญกุศลและถือศีลแปดอย่างนี้เป็ประจำเพื่อให้จิตใจพบหนทางแห่งความสงบสุข บางวันหากมีเวลา หล่อนก็จะไปฟังธรรมและวิปัสสนากรรมฐานที่วัดประจำราชสกุล
นังเผือกวิ่งหน้าตั้งมาคุกเข่าลงตรงหน้า แล้วรายงานรีบ ๆ ว่า “หม่อมเ้าขา บ่าวไปสังเกตุการณ์มาแล้วเ้าค่ะ คุณคนนั้นมาสอนท่านชายตีขิม แต่นั่งติดชิดกายท่านชายมาก แทบจะสิงร่างกันอยู่แล้วเ้าค่ะ เท่าที่บ่าวเห็น บ่าวนึกว่าแอบเล่นสวาทกันเสียอีกเ้าค่ะ น่าอายยิ่งนัก ในวังแท้ ๆ”
หม่อมเอกละสายตาจากดอกบัว มองนางบ่าวแล้วยิ้มเหยียด “จริงรึนังเผือก หากเป็อย่างที่เอ็งว่า ข้าก็พอจะมีหวัง หึ ทีนี้แหละ ทรงวุ่นวายกันทั้งวังแน่”
“ให้บ่าวทำอย่างไรต่อดีเ้าคะ ถ้าบ่าวมีกล้อง บ่าวถ่ายมาให้หม่อมดูแล้วเ้าค่ะ เสียดาย!”
“ดู ๆ ไปก่อน เรายังไม่มีหลักฐานอะไร กล่าวหาลอย ๆ จะโดนเอาได้ หากมีหลักฐานแล้ว ข้าไม่ปล่อยเอาไว้แน่” หล่อนพูดไปพลาง เชิดใบหน้าขมึงถึงไปพลาง แววตาบ่งบอกถึงความชั่วร้าย ก่อนจะกลับไปยิ้มแย้มพับดอกบัวสีขาวไว้ทำบุญอย่างสุขใจต่อ