ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 27 หญิงสาวขี้เมา

    หลังจากที่เห็นพฤติกรรมของจี๋ฮ่าว หนักงานสาวได้แต่ทำหน้าตาตื่นพูดอะไรไม่ออก ทำท่าจะหันหน้ามาต่อว่าจี๋ฮ่าวที่ทำคนเกือบตาย แต่เมื่อเจอกับสายตาคมกริบคู่นี้แล้ว ก็ได้แต่ยิ้มแหย ๆ ให้ ก่อนจะกลับไปเก็บกวาดกับพนักงานคนอื่น ๆ ส่วนสตรีที่ปลอมเป็นบุรุษผู้นี้ก็ลุกขึ้นมาสำลักเหล้า จนอวกแตกไปทั่วบริเวณ
    “อี๋ยยยย” จี๋ฮ่าวร้องขึ้นมาคำหนึ่ง พร้อมกับพุ่งตัวหลบออกห่างได้อย่างฉิวเฉียด
    ไม่นานก็มีชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาดูแล้วก็หัวเราะ พร้อมกับมีพนักงานชายอีกคนเดินเข้ามาทำท่าจะพยุงร่างคนอวกขึ้นมา แต่ก็ถูกชายชรากล่าวห้ามเอาไว้ และบอกให้พนักงานสาวมาทำหน้าที่แทน
    จี๋ฮ่าวแปลกใจจึงกล่าวถามเขาไปว่า “นี่ท่านดูออกเหมือนกันเหรอ?”
    ชายชราหัวเราะขึ้นแล้วตอบนางว่า “ถึงข้าจะแก่ แต่หูตาก็มิได้ฟ่าฟางนะแม่นาง แต่ปัญหาต่อจากนี้คือต้องปลุกให้นางได้สติก่อน พวกเราจะได้พานางไปส่งถูก ขืนให้นางนอนอยู่ที่นี่ หากเกิดอะไรขึ้น พวกเราคงเดือดร้อนกันทั้งคณะ”
    จี๋ฮ่าวได้ฟังเช่นนั้นถึงกับเลิกคิ้วขึ้นสูง ก่อนจะพูดออกไปอย่างแผ่วเบา ให้เขาได้ยินเพียงคนเดียวว่า “ข้าล่ะสงสัยจริง ๆ ว่าปีศาจอย่างพวกเจ้า ทำไมถึงมาเปิดคณะละครอะไรกันแบบนี้”
    ชายชราได้ยินก็ตกใจ ผงะถอยหลังออกห่าง ก่อนที่คนอื่น ๆ ในคณะจะรีบวิ่งมากันอย่างพร้อมหน้า บรรยากาศกลายเป็นร้อนระอุอย่างบอกไม่ถูก
    จี๋ฮ่าวนั่งลงบนโต๊ะรินเหล้าใส่จอก เอ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า “วางใจเถอะ ข้าไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับพวกเจ้าหรอก ขอเพียงอย่าได้ทำกรรมชั่วอะไรก็พอ”
    “ท่านเป็นใครกันแน่?” ชายชราเริ่มเดินผงะถอยหลัง ไม่วางใจ
    จี๋ฮ่าวปลดผ้าปิดหน้าออก จากนั้นก็ใช้นิ้วโป้งจุ่มลงบนแก้วสุรา แล้วนำขึ้นมาปาดไปที่บริเวณระหว่างคิ้ว จนเผยให้เห็นหยดน้ำสีโลหิตขึ้น ก่อนปลดคาถาอำพลางกายออก เผยให้เห็นถึงรัศมีพลังและกลิ่นอายอันจำเพาะของตน
    ทันใดนั้นชายชราก็จ้องมองนางด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ เขากระแทกเข่าลงและก้มหัวคำนับนางในทันที ทำให้สมาชิกคณะเหลียนจื่อทุกคนต่างก็ตกใจ
    “หัวหน้า!!!”
    ชายชราคนดังกล่าวรีบหันกลับไปตวาดพวกเขาทันทีว่า “ยังไม่รีบคุกเข่าต่อหน้าเจ้าแม่หนี่...”
    “เอ๋!!!” จี๋ฮ่าวยกมือขึ้นห้ามปรามชายชราเอาไว้ ก่อนจะพูดว่า “อย่าได้ทำเป็นเรื่องใหญ่ ยังมีคนอยู่เจ้าลืมไปแล้วหรือ...”
    ชายชราหันไปมองรอบ ๆ โดยเฉพาะร่างของสตรีที่ปลอมเป็นชายผู้นี้ ที่สะลึมสะลืออยู่ด้านข้าง เขาจึงกวักมือเรียกทุกคนมารวมหัวแล้วกระซิบอธิบายให้สมาชิกในคณะฟัง
    “หา!!!!!!!!!!!!!” เสียงตกใจลั่น จนแม้แต่คนเมาโต๊ะอื่น ๆ ต้องตื่นขึ้นมา
    จี๋ฮ่าวใช้นิ้วอุดหูแล้วบ่นว่า “โอ้ย หูจะแตก พวกเจ้าจะแหกปากไปทำไม”
    “ไปไป ไปคุยกันด้านหลังดีกว่า” ชายชรารีบกล่าว ก่อนจะก้มหัวคำนับให้จี๋ฮ่าวแล้วค่อมหลังเดินเชิญให้นางตามไป
    ก่อนไปจี๋ฮ่าวได้กำชับให้สตรีอีกคนช่วยดูแล สตรีที่เมาคนนี้ให้ดี ก่อนจะเดิมตามผู้เฒ่าไปที่ด้านหลังของเวที
    เมื่อมาถึงด้านหลังเวที ทุกคนก็คุกเข่ากราบแทบเท้า น้ำตานองหน้า
    “เจ้าแม่ ท่านหายตัวไปหลายร้อยปี ตอนนี้โลกของเราเปลี่ยนไปแล้ว พวกนักผจญภัยเอาแต่ไล่ล่าสังหารพวกเราไม่หยุดหย่อน พวกข้าไร้ที่พึ่งพิงอีกแล้ว เจ้าแม่ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่พวกเราด้วยเถิด..”
    ชายชราเอ่ยปากกล่าว พร้อมกับแสดงตนกลับสู่ร่างเดิมเป็นปีศาจหนูยักษ์ตัวหนึ่ง จากนั้นอีกหลายคนก็คืนร่างเดิม บ้างก็เป็นปู บ้างก็เป็นแพะและม้า แต่ดูเหมือนว่ามีอีกหลายคนเช่นกันที่เป็นมนุษย์ปกติ ไม่ใช่ปีศาจ
    มนุษย์พวกนี้จึงอธิบายว่า ผู้เฒ่าชวดและคณะได้ช่วยเหลือชีวิตของพวกเขาเอาไว้ พวกเขาไม่มีที่ไปจึงขอติดตามอาศัยด้วยกัน คอยออกรับหน้ากับผู้คน ทำมาหากินเลี้ยงชีพกันต่อไป ซึ่งเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยระวังไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับของคณะเหลียนจื่อ
    จี๋ฮ่าวพยักเป็นอันเข้าใจ จากนั้นจึงพูดอธิบายไปว่า “ข้าไม่รู้หรอกว่าทำไมพวกเจ้าถึงเรียกข้าด้วยชื่อนั้น ดูเหมือนความทรงจำของข้าได้สูญหายไปนานพอควร อีกอย่างพลังของข้าก็ยังไม่ฟื้นฟูดี อาจจำต้องใช้เวลาอีกสักระยะ”
    “ทางที่ดีพวกเจ้าไม่ควรเร่แสดงละครเช่นนี้เรื่อยเปื่อย หากวันใดนักผจญภัยเรียนรู้วิธีตรวจพบปีศาจขึ้นมา อย่าหวังจะรอดชีวิตกลับไปเลย”
    พวกเขาได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับปาก จากนั้นจี๋ฮ่าวก็ตัดสินใจหยิบป้ายหยกทรงกลม ที่สลักคำว่าดอกท้อเอาไว้และมอบมันให้กับปีศาจหนู
    “เจ้านำป้ายนี้ไปให้กับผู้ดูแลเกาะดอกท้อเถอะ ข้ากับจ้าวเกาะคุ้นเคยกันอยู่ไม่น้อย อย่างไรเกาะแห่งนั้นก็ใหญ่โตและกว้างขวาง คงมีที่ให้พวกเจ้าอาศัยอยู่บ้าง”
    “เจ้าแม่ เช่นนั้นเชิญท่านพักค้างที่นี่เถิด แม้จะไม่หรูหรามาก แต่พวกเรารับรองว่าจะดูแลท่านอย่างดี มิให้ขาดตกบกพร่องแน่นอน” ปีศาจหนูชรากล่าว ส่วนคนอื่น ๆ ก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน
    “ไม่ได้หรอก เจ้าเสี่ยวเอ้อที่โรงเตี๊ยมค่อนข้างสอดรู้สอดเห็น หากข้าไม่กลับไป เกรงว่ามันจะลำบากถึงพวกเจ้าเสียเปล่า ๆ”
    “เอาเช่นนี้เถอะ พวกเจ้ารีบเก็บเอาเฉพาะของจำเป็นไปก็พอ แล้วเร่งเดินทางไปเมืองซูโจว จากนั้นก็ไปหาคนถ่อเรือที่ชื่อจางซัน แล้วนำป้ายหยกนี่ให้เขาดู เขาจะเป็นคนพาพวกเจ้าไปยังเกาะดอกท้อเอง”
    “ขอรับ/เจ้าค่ะ!!!”
    เมื่อพูดคุยตกลงกันเสร็จแล้ว จี๋ฮ่าวก็ก้าวออกมาจากหลังเวที เห็นสภาพของสตรีในชุดบุรุษสีดำ ที่นั่งดื่มน้ำแกงและดูมีสติกว่าเก่าก่อน นางจึงยกยิ้มทักทายออกไปว่า
    “เป็นไง ฟื้นแล้วเหรอ ขี้เมาน้อย?”
    สตรีคนดังกล่าวได้ยินเข้า ก็หันตามองเขียวปั้ดกลับมา แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าจี๋ฮ่าว ก็ถึงกับเผลอทำถ้วยน้ำแกงหกเลอะเต็มกางเกง
    “โอ้ยย โอ้ยยย ร้อนร้อน!!” นางร้องสะดุ้งเหยง เพราะความร้อนของน้ำแกง
    จี๋ฮ่าวจึงหลุดหัวเราะออกมา “ฮ่าฮ่า เซ่อซ่าจริง ๆ”
    สตรีผู้นี้หันหน้ากับมามองจี๋ฮ่าวด้วยสายตาหลงใหล พลางกล่าวถามว่า “ทำไมท่านถึงงดงามเช่นนี้?”
    แต่ทว่าคนที่ตอบกลับเป็นพนักงานชายผู้หนึ่ง ดังขึ้นว่า “แน่นอน ว่านางคือผู้ที่สวรรค์สรรสร้างขึ้นมา จะให้มีรูปโฉมธรรมดาได้อย่างไร”
    จี๋ฮ่าวหันไปมองค้อนคนกล่าวคราหนึ่งและพูดว่า “เหอะ เจ้าเคยขึ้นสวรรค์หรือไงถึงรู้จักสวรรค์ดีกว่าข้าเสียอีก?”
    อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเจื่อน จี๋ฮ่าวจึงหันมาถามกับสตรีชุดดำว่า “สร่างเมาแล้วก็กลับบ้านเสียเถิด ดึกดื่นค่ำมืด มันอันตราย”
    นางก้มหน้าทำตาเศร้า ก่อนจะตอบว่า “ข้าไม่มีบ้านให้กลับหรอก”
    จี๋ฮ่าวเห็นแล้วก็ยิ้มขึ้นกล่าว “เป็นเด็กหนีออกจากบ้านงั้นรึ?”
    “ข้า ข้าเปล่านะ ไม่ได้หนีออกจากบ้านเสียหน่อย” นางกล่าวตะกุกตะกัก ทำท่าเสียอย่างกับเด็กน้อยไม่มีผิด ก่อนจะทำหน้าตาอ้อนวอนกล่าวกับจี๋ฮ่าวว่า
    “พี่สาว ข้าอยู่กับท่านได้หรือไม่ ข้าไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ”
    “ไม่ได้!!” เจ้าของเสียงเป็นปีศาจชราที่อยู่ในร่างของมนุษย์ เอ่ยขึ้นเสียงแข็ง ก่อนจะพูดต่อไปว่า “เจ้าเป็นใครกัน จู่ ๆ จะมาขออาศัยอยู่กับนาง”
    สตรีชุดดำหลงคิดไปว่าทุกคนเข้าใจว่านางเป็นบุรุษ จึงรีบกล่าวแก้ตัวว่า “ไม่ใช่นะไม่ใช่ ที่จริงแล้วข้าเป็นสตรีเหมือนกัน ไม่เชื่อท่านจับดูก็ได้”
    ไม่พูดเปล่า นางเดินเข้ามาคว้ามือจี๋ฮ่าวไปจับหน้าอกตนเองอย่างหน้าไม่อาย แต่คนที่อายกลับเป็นจี๋ฮ่าวแทน
    คนอื่นที่เห็นเช่นนั้นก็โมโห แทบจะลงมือทุบตีนางอยู่มะรอมมะร่อ แต่เห็นว่าอยู่ต่อหน้าจี๋ฮ่าว จึงไม่มีใครกล้าลงมือต่อนาง
    จี๋ฮ่าวตั้งสติได้ก็ถอนหายใจขึ้นคราหนึ่ง แล้วถามขึ้นว่า “ถ้างั้นเจ้าชื่ออะไร?”
    “ซินหยู” นางตอบด้วยแววตาใสซื่อ
    จี๋ฮ่าวจ้องมองตาของนางอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ยอมตัดใจลองเชื่อดู “เช่นนั้นข้าก็จะให้โอกาสเจ้าเล่าเรื่องราวให้ข้าฟัง หลังจากนี้ข้าจะตัดสินใจเองว่าจะเอาอย่างไรต่อไป”
    พูดจบนางก็เดินนำทุกคนกลับเข้าไปยังด้านหลังเวทีอีกครั้ง...