“คุณปู่สัญญากับผมนะครับ ว่าจะกลับมาเยี่ยมอีก ปีที่แล้วคุณปู่ผิดสัญญาตลอด ถ้าผิดสัญญาอีกผมจะเกลียดคุณปู่เลย" เด็กน้อยวัยกำลังซุกซนวิ่งเข้าไปหาอ้อมกอดคุณปู่ของตัวเอง
คุณปู่วัยผมดอกเลา ผมหงอกเริ่มกระจายไปทั่วศรีษะ ถึงจะบำรุงรักษามาอย่างดีแต่อายุก็ล่วงเลยวัยหนุ่มไปแล้ว ทำได้เพียงทำใจไปเท่านั้น เป็คุณปู่ที่ใจดีต่อหลานของเขาอย่างยิ่ง
เสื้อโปโล กางเกงขายาว รองเท้าแสล็คเงาวับ และแว่นตาหนาเตอะ เป็สัญลักษณ์ของคุณปู่คนนี้
"หลานปู่ ครั้งนี้ปู่สัญญากับหลานว่าปู่จะไม่ผิดสัญญา ครั้งก่อนปู่ติดงานจริงๆ แต่ครั้งนี้ปู่เกษียณแล้ว ไปทำงานอีกเดือนเดียวปู่ก็มาหาหลานได้ตลอดเวลาแล้ว" ปู่ที่รักหลานกว่าชีวิตของตัวเองกอดหลานชายตัวน้อยเอาไว้แน่นตัวปู่คนนี้ก็ไม่อยากห่างจากหลานรักและหลานคนเดียวหรอกแต่ภาระหน้าที่ของเขานั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่จะทิ้งมันไปได้ ถึงปากจะพูดว่าจะเกษียณมาอยู่กับหลานของตน แต่การทำจริงเป็เื่ยากเย็นยิ่งนัก
ปู่หลานกอดกันกลมเกลียวด้วยความอบอุ่น เด็กน้อยนั้นพ่อและแม่ของเขาได้ตายจากภัยาระหว่างสองรัฐในการรบพุ่งครั้งที่สามซึ่งเป็ครั้งที่ใหญ่และหนักหนาที่สุด รัฐของปู่และเด็กน้อยคือสาธารณรัฐสันตคีรี เป็รัฐที่มีเทือกเขาล้อมกรอบเป็ปราการทางธรรมชาติ มีการป้องกันที่แข็งแกร่งยิ่งนัก แต่ขาดเพียงอาวุธยทโธปกรณ์เท่านั้น และารัหว่างรัฐถ้าไร้อาวุธหรือมีอาวุธน้อยกว่าก็นับได้ว่าแพ้ไปหนึ่งก้าวแล้ว
รัฐที่เป็ผู้เปิดศึกระหว่างสองรัฐนั้นมีชื่อว่า ราชอาณาจักรเมียวก๊ก ราชอาณาจักรที่มีจักรพรรดิเมียวก๊กที่สามสิบ เมียวพโย ผู้ปกครองรุ่นที่สามสิบนำทัพใหญ่รุกคืบไปยังรัฐและอาณาจักรต่างๆเผื่อแผ่ขยายอำนาจของราชอาณาจักรตัวเองให้แผ่ปกคลุมไปทั่ว โดยเมียวก๊กได้ส่งราชโองการให้รัฐต่างๆยอมแพ้และมาเป็รัฐบริวารของราชอาณาจักรเมียวก๊ก แต่ถ้าไม่ยอมแพ้แต่สู้กับเมียวก๊กถ้าเมียวก๊กกำชัยมาได้ก็จะเป็การฆ่าล้างทั้งอาณาจักรหรือรัฐนั้นๆ สถานการณ์ของสันตคีรีก็เข้าขั้นวิกฤต เพราะผู้นำของสันตคีรีนั้นถูกลอบสังหารคาโต๊ะทำงาน
เกิดสุญญากาศทางการเมืองผู้นำเหล่าทัพล้วนอยากจะแย่งชิงอำนาจการปกครองมาอยู่ที่ตนเอง ปู่ของเด็กน้อยก็เป็ผู้นำทัพกองพันที่สามจากห้ากองพัน เนื่องจากสาธารณรัฐสันตคีรีเป็รัฐที่มีประชากรน้อยการมีทหารห้ากองพันก็นับว่าเยอะแล้ว แต่ถ้าเทียบกับราชอาณาจักรเมียวก๊กที่แผ่ขยายอำนาจมานานสามสิบชั่วอายุคนแล้วเทียบไม่ติดเลยทีเดียว แต่เนื่องจากเป็ป้อมปราการทางธรรมชาติที่เข้าประชิดยากแล้ว ยังมีพื้นที่ติดูเาและแม่น้ำทางราชอาณาจักรเมียวก๊กจึงหาหนทางตัดเสบียงยากอย่างยิ่ง แต่าภายในนี่แหละคือจุดอ่อนที่ราชอาณาจักรเมียวก๊กเจอในสาธารณรัฐสันตคีรีและใช้การตายผู้นำของสาธารณรัฐสันตคีรีเป็เครื่องเร่งสถานการณ์สร้างความร้าวฉานของกองทัพ ทำให้ทั้งห้ากองพันเกิดความโลภในอำนาจและเข้าห้ำหั่นกันเอง ซึ่งได้ผลชะงัดนัก
กองพันที่หนึ่ง พระยาบูรพาชัย ผู้นำกองพันที่หนึ่งเป็คนที่ทะเยอทะยานเป็อย่างยิ่งเขารอคอยผู้นำสูงสุดตายมานานแล้ว และเขาเตรียมแผนยึดอำนาจมานานแล้วเช่นกัน เป็กองทัพที่มีแผนการล้ำลึกยิ่งนัก
กองพันที่สอง พระยาจิตต์พยัคฆ์ ผู้นำกองพันที่สอง เป็ผู้นำเผด็จการคนหนึ่งที่สามารถควบคุมกองพันให้ทำตามเขาได้โดยไม่ขัดคำสั่งของเขา แม้จะเป็คำสั่งให้สังหารบิดามารดาของตัวเองก็ตาม
กองพันที่สาม พระยาศรไกรราช ผู้นำกองพันที่สามที่ได้รับความเคารพจากทหารด้วยใจจริงเพราะพระศรไกรราชเป็ผู้ที่เก่งกาจจนได้รับฉายาเทพาแห่งสันคีรี
กองพันที่สี่ พระยาทศกร ผู้นำกองพันที่สี่ที่น่าจับตามองยิ่งนัก เก่งกาจาเช่นเดียวกับพระศรไกรราชยามนี้ยังไม่เทียบเท่าแต่อีกไม่นานก็คงก้าวข้ามได้ ยามศึกสามารถต่อสู้กับข้าศึกสิบคนได้ไม่เสียเปรียบราวกับมีสิบมือจึงได้อวยยศเป็ขุนทศกร (พระยาสิบแขน) และกองพันที่สามกับกองพันธ์สี่มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างยิ่ง
กองพันที่ห้า พระยาฟ้าคำรณ ผู้นำกองพันที่ห้า และเป็กองพันที่ดุดันที่สุดยามรบพวกเขากู่ร้องคำรามดุจฟ้าผ่าทุกครั้งที่เข้าสนามรบ สร้างความหวาดกลัวแก่ข้าศึกที่ต้องสู้กับกองพันนี้ยิ่งนัก
แต่ทั้งห้ากองพันนั้นทีอาวุธระยะไกลอย่างปืนนั้นน้อยมาก จึงเน้นการต่อสู้ระยะประชิดเป็หลัก การพัฒนาอาวุธของยุคนี้ได้หยุดชะงักลงเพราะทุกฝ่ายนั้นต้องใช้กำลังพลในาไม่เว้นแม้แต่นักประดิษฐ์วัยหนุ่มสาว หนุ่มสาวยุคนี้ทุกคนต้องเข้าร่วมาอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะถ้าไม่เข้าร่วมบ้านเมืองของพวกเขาอาจพังทลายได้จากา การพัฒนาจึงทำได้ยากเพราะส่วนมากของนักประดิษฐ์และคิดค้นในยุคนี้ได้ต่ยจากาที่พวกเขาไม่ถนัดในสนามรบไปแล้ว ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆต้องระดมสมองของคนหมู่มากที่ชำนาญและชื่นชอบแต่คนเ่าั้ตายไปแล้ว เหลือรอดเพียงพวกบ้าาเท่านั้นและการคิดค้นต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานและเงินมหาศาลในยุคนี้นั้นเป็ไปไม่ได้แม้แต่น้อยเพราะเงินและทรัพยากรล้วนถูกใช้ในาทั้งหมด
ปืนที่เป็อาวุธสังหารนั้นก็ใช้งานยากและใช้เวลาอย่างยิ่ง เพราะต้องผสมดินปืนในลำกล้องและใส่ลูกปืนอีกและถ้ายิงไม่โดนก็เสียเวลามากกว่าเดิมอีก ปืนจึงไม่เป็ที่นิยมในยุคานี้ และยังมีราคาแพงอย่างยิ่งมีแค่คนมีเงินเท่านั้นที่มีใน
ความวุ่นวายบังเกิดขึ้นท่ามกลางศึกภายนอก ากลางเมืองทำให้แผ่นดินสาธารณรัฐสันตคีรีแตกออกเป็เสี่ยงๆแตกออกเป็ห้าแคว้นของแต่ละผู้นำกองพัน
ราชอาณาจักรเมียวก๊กที่อยู่เื้ัเหตุความวุ่นวายนี้ก็เตรียมตอกฝาโลงแคว้นเกิดใหม่ทั้งห้า ด้วยการนำทัพทหารห้าหมื่นนายที่มากกว่าทัพทั้งห้าแคว้นรวมกันสิบเท่าบุกประชิดและเข้าโจมตีทันทีดุจสายฟ้าแลบ
แต่ราชอาณาจักรเมียวก๊กได้พยากรณ์ผิดไปเพียงนิดเดียว เพราะตามปกติทั้งห้ากองพันก็ทำหน้าที่ป้องกันดินแดนอยู่แล้วทำให้เขตการป้องกันนั้นไม่เปลี่ยนแปลงชัยภูมิที่เป็ูเาและความเชี่ยวชาญในการรบในเขตพื้นที่ของตนเองก็สร้างความเสียหายแก่กองทัพห้าหมื่นอย่างแสนสาหัส
หินูเาลูกใหญ่ ลูกไฟที่ปามาจากเบื้องบนหล่นกระแทกใส่ทหารของเมียวก๊กที่กรีฑาทัพมาอย่างฮึกโหมความวายป่วงทะลวงใส่กองทัพห้าหมื่น เมียวจ้ง ลูกพี่ลูกน้องของจักรพรรดิเมียวพโยเป็ผู้นำทัพมาได้โดนหินขาดใหญ่ทัพจนบี้แบนตายคาที่ เพียงเพราะคิดว่าาภายในจะทำให้ฝ่านห้าแคว้นใหม่ประมาทและรบพุ่งกันเองจนไม่ได้สนใจศึกภายนอก แต่พวกเขาคาดผิดถนัด
กองพันทั้งห้านั้นเชี่ยวชาญในการรบในพื้นที่ลาดชันอย่างยิ่งมีรองเท้าและอุปกรณ์ที่จำเป็ในการเกาะติดกับูเาและเทือกเขาโดยรอบ
กองทัพของเมียวจ้งระส่ำระส่ายเพราะผู้นำนั้นได้ตายไปอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขากองทัพเมียวก๊กนั้นคร่ำหวอดในการสู้รบมาหลายชั่วอายุคน จึงมีแรงใจฮึกเหิมพุ่งใส่ทหารห้ากองทัพด้วยท่าทีดุร้าย
แต่อาวุธกับอุปกรณ์รบนั้นไม่เหมาะกับการรบบนเทือกเขาเช่นนี้ถึงจะมีแรงใจมากเพียงใด ไม่เหมาะสมก็คือไม่เหมาะสม
ชุดเกราะที่ถูกตีมาอย่างดีแต่หนักเกินไปในการขึ้นเขา และทหารหลายคนก็ไม่คุ้นชินกับแรงกดันอากาศที่เปลี่ยนไปหลายคนถึงกับสลบและร่วงลงจากเขาตายไปโง่ๆเช่นนั้น
รองผู้นำทัพทำหน้าที่แทนเมียวจู้ขึ้นนำหัวเรือกองพันห้าสิบกองพันชั่วคราวจึงต้องสั่งถอยชั่วคราวอย่างช่วยไม่ได้ เพราะทุกสิ่งนั้นไม่เอื้ออำนวยแก่กองทัพของเขาแม้แต่น้อยมีแต่จะเสียเปรียบเท่านั้น
แสนยานุภาพของกองทัพเมียวก๊กนั้นเหนือกว่าห้าแคว้นทุกด้าน สรรพกำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ ความเชี่ยวชาญและชำนาญการรบ แต่เมื่อมาเจอป้อมปราการธรรมชาตินั้นก็ยากที่จะฝ่าไปได้
และการรบที่แพ้ย่อยยับในครั้งนี้ก็สร้างความะเืใจแก่ทหารของเมียวก๊กอย่างยิ่ง การรบพุ่งนั้นเกิดขึ้นมาแล้วสิบปี าที่รุนแรงมีทั้งหมดห้าครั้ง ครั้งนี้เป็ครั้งที่หกที่ฝ่ายเมียวก๊กคิดว่าจะเผด็จศึกได้อย่างรวดเร็วแต่ผลนั้นคนละอย่างกับที่วางแผนการเอาไว้ทั้งหมด
ฝ่ายกองทัพเมียวก๊กได้เสียทหารไปโดยไร้ประโยชน์หลายพันนายจากก้อนหินและเปลวไฟสร้างความอับอายให้แก่จักรพรรดิเมียวพโยอย่างยิ่ง
ปั้ง!!! เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นในท้องพระโรงของจักรพรรดิเมียวพโย เมียวพโยโกรธเกรี้ยวอย่างหนักอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"สิบปี!!! พวกมันโง่เง่าขนาดนั้นได้ยังไง เราเสียทหารฝีมือดีไปเปล่าประโยชน์จากการรบครั้งล่าสุดหลายพันจากการบัญชาการโง่ๆและจองหองของเมียวจ๊กลูกพี่ลูกน้องของเรา สมควรตายจริงๆ ดีแล้วที่ตายไป!!!" เมียวพโยกำจดหมายจากม้าเร็วเอาไว้แน่นแล้วฉีกจนจนหมายเหลือเพียงเศษกระดาษด้วยความหัวร้อน
"ส่งกองทัพหนึ่งแสนไปล้างบางไอพวกสันตคีรีให้สิ้น ท่านนายพลวุยเราขอแต่งตั้งท่านเป็เ้าของกองพลปราบสันตคีรีและนำหัวของผู้นำห้าแคว้นใหม่มาให้เรา เพื่อลงโทษที่พวกมันทำให้เราขายขี้หน้าขนาดนี้!!"
"กระหม่อมวุยคมง รับราชโองการฝ่าาห้าแคว้นไม่สิ้นทัพแสนไม่กลับ!!!" วุยคมงรับคำแล้วสั่งการเตรียมทัพใหญ่ทันที
ฝ่ายห้าแคว้นที่ได้รับข่าวก็ตื่นตัวทันที สร้างความตื่นตระหนกให้พวกเขาอย่างยิ่งทัพห้าหมื่นที่เข้าโจมตีพวกเขานับครั้งไม่ถ้วนก็สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับพวกเขายิ่งนักแล้วนี่คือทัพใหญ่เรือนแสนที่นำมาโดยตำนานอย่างวุยคมงที่ไม่เคยรบแพ้ในาครั้งไหนเลย
หลายคนคิดหาหนทางอพยพและหนีกันบ้างแล้ว เหล่าทหารนั้นไม่ทีทางหนีพวกเขาอยากสู้จนตัวตาย แต่พลเรือนนั้นทันทีที่ทราบข่าวก็รีบลงเรืออพยพจากภัยาที่ไม่มีหนทางชนะครั้งนี้ เดชเองก็เช่นกัน
เดชเป็หลานของพระยาศรไกรราชหรือก็คือหลานกับปู่ที่กอดกันกลมเกลียวนั่นเอง
"ท่านย่า แล้วท่านปู่ไม่ไปเที่ยวกับพวกเราเหรอครับ ไหนท่านปู่บอกจะมาไงครับ?" เด็กน้อยวัยซุกซนวัยห้าขวบถามภรรยาของพระยาศรไกรราช ท่านย่าของเดชที่คอยเลี้ยงดูประคบประหงมเดชจนเป็เด็กที่ฉลาดเฉลียวช่างจ้อและช่างถามนัก
"หลานย่า ท่านปู่นั้นไปเที่ยวที่อื่นเดี๋ยวท่านก็กลับมาหาหลานรอประเดี๋ยวเดียวก็มาหาแล้วจ้ะ!!" ท่านย่าพยายามปั้นยิ้มทั้งๆที่รู้แล้วว่าการไปครั้งนี้คงไม่ทีหนทางได้กลับมาอีกแล้วถึงกลับมาคงไม่เหลือแม้แต่เศษซากของสาธารณรัฐสันตคีรีเดิมอีกแล้วทำได้เพียงโกหกเด็กน้อยไปเช่นนี้
...
"เดชเอ้ย ปู่ขอโทษที่ผิดสัญญากับหลาน แต่เมื่อหลานเติบใหญ่คงจะเข้าใจปู่คนนี้นะ อภัยให้ปู่คนนี้ที่ต้องผิดสัญญาด้วย" พระยาศรไกรราชมีน้ำตาไหลรื้นที่ขอบดวงตา