บทที่ 7 กำไลเงินใบผู๋ถี
“คะ คุณหนู คุณหนูจะต้องตาย...” อี้ถิงอ้าปากค้าง ถามคุณหนูของตนเองเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ชู่...เบาๆหน่อยเถอะ”
“แต่คุณหนูเ้าคะ ฮึก ฮือ คุณหนูเ้าคะ!!” หลิวหร่วนอี้มองดูเด็กสาวที่เหมือนจะสติหลุดไปแล้วด้วยสายตาเหนื่อยใจ นางรู้อยู่แล้วว่าอธิบายแบบนี้จะทำให้อี้ถิงหวาดกลัวมาก สิ่งที่เด็กสาวคนนี้ไม่้ามากที่สุดก็คือการปล่อยให้เ้านายต้องตาย
ดังนั้น...หลิวหร่วนอี้จึงรีบพูดห้ามก่อนที่เื่จะวุ่นวายไปกันใหญ่โตมากกว่านี้
“แม้จะมีคำทำนายเช่นนั้น แต่พระพุทธองค์ก็อาจจะให้โอกาสก็ได้”
“คุณหนู ฮึก คุณหนูหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ โอกาสอันใดเ้าคะ”
“อืม โอกาสที่จะมีชีวิตต่อไปได้อีก แต่...นั่นมีเงื่อนไขที่ว่าข้าจะต้องเข้าใจสัจธรรม หาทางดับทุกข์ให้ได้เสียก่อน” หลิวหร่วนอี้กล่าวเช่นนั้น เด็กสาวก็เบิกตากว้าง
“เข้าถึงสัจธรรมสินะเ้าคะ” แม้ว่าอี้ถิงจะไม่เข้าใจอะไรเลย ทว่าเมื่อได้ยินว่าคุณหนูของตนเองยังมีทางรอด นางก็กลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง
น้ำตาที่ไหลก่อนหน้านี้ถูกเช็ดออกไปจนหมดจด จากคำอธิบายของคุณหนู ดูเหมือนว่าตอนนี้ที่คุณหนูเป็อยู่ไม่ใช่เพราะทุกข์ใจอะไร แต่กำลังพยายามตามหาสัจธรรมของชีวิต อยู่กับความทุกข์ใจให้ได้อย่างนั้นสินะ
ในตอนนั้น หลิวหร่วนอี้คิดว่าอี้ถิงได้ผ่านเื่นี้ไปได้แล้ว นางเตรียมที่จะใช้ชีวิตเอกเขนกอย่างมีความสุข ทุกสิ่งทุกอย่างเพียงโยนให้เื่การตามหาสัจธรรมก็น่าจะรอดพ้นไปได้ ทว่า...เช้าวันต่อมา หลิวหร่วนอี้กลับต้องปวดหัวอีกครั้งเมื่อพบว่าอี้ถิงผู้นี้ได้ใช้เงินเก็บทั้งหมดของตนเองเพื่อตามหา “สัจธรรม” มาให้
สร้อยประคำ ไม้เท้ากระพรวน คัมภีร์สวดมนต์ และอื่นๆอีกมากมาย รอบห้องของนางถูกประดับตกแต่งไปด้วยยันต์รูปแบบต่างๆ กลายเป็บ้านของนักพรตไปเสียแล้ว
กริ้ง กริ้ง!!
“ความมืดปรากฏ แสงสว่างดับสูญ เมื่อแสงสว่างปรากฏ เวลานั้นความมืดจึงจะดับสูญ จงเข้าใจความมืด และจงรอแสงสว่าง จงพิจารณาแสงสว่าง และรับรู้ถึงความมืด จง...”
“ถิงถิง” หร่วนอี้มองดูเด็กสาวที่กำลังท่องบทสวดของนักพรตสำนักหนึ่งในห้องไปมา กลิ่นธูปหอมเริ่มทำให้นางปวดหัว ยิ่งได้ยินเสียงของอี้ถิงแบบนี้...นางก็ไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว
“คุณหนูเ้าคะ มีคุณหนูจึงมองเห็น เมื่อไม่มีคุณหนูแล้วจักมองไม่เห็น...”
“ถิงถิง พอได้แล้ว”
“คุณหนูกล่าวเช่นนั้นไม่ได้นะเ้าคะ เพื่อไปให้ถึงสัจธรรมที่แท้จริง บ่าวผู้นี้ยินดีสละตนเองเพื่อกลายเป็ผู้ชี้ทางให้กับท่าน”
“พอแล้วล่ะ สิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้เลย”
“แต่คุณหนู นักพรตนักบวชมากมายในเมืองหลวงก็ทำเช่นนี้กันทั้งนั้นนะเ้าคะ ทำไมคุณหนูถึงกล่าวว่าไม่ใช่สัจธรรมได้เล่า” อี้ถิงชะงักไป สีหน้าของนางเหมือนไม่อยากเชื่อ ทั้งยังทำเหมือนว่าคุณหนูยังไม่เข้าใจสัจธรรมจริงๆเสียอีก
หลิวหร่วนอี้ที่คิดจะโกหกเพื่อตัดปัญหา ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายแล้วอี้ถิงจะก่อเื่ให้กลายเป็เื่ที่น่าปวดหัวมากกว่าเดิมได้ ดังนั้นแทนที่จะได้พักผ่อน หร่วนอี้กลับรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้กำลังก่อกวนตนมากกว่าเดิม
“ข้าคือผู้ที่ไปพบพระพุทธองค์ ดังนั้นเป็ข้าที่ต้องทำความเข้าใจเอง สิ่งที่ทำตามกันมาล้วนไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องสำหรับทุกคน สัจธรรมของแต่ละคน หนทางหลุดพ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน”
“เช่นนั้น....”
“ถิงถิงไม่เชื่อใจว่าข้าจะทำได้งั้นหรือ?”
“ไม่ ไม่เ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวเก่งกาจที่สุดอยู่แล้ว ดังนั้นคุณหนูจะต้องทำได้แน่นอนเ้าค่ะ บ่าวเชื่อเช่นนั้น”
“ใช่ พระพุทธองค์ก็ตรัสเช่นนั้น เ้าเองก็ควรจะเชื่อใจข้าด้วย ปล่อยให้ข้าได้ทำตามที่คิด ถึงอย่างไรก็มีเวลาอีก 5 ปีให้ค้นหา รีบร้อนมากเกินไปจะกลายเป็การหลงผิดแทนนะ”
หลิวหร่วนอี้พูดด้วยเหตุและผล แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็การพูดเพื่อหลอกล่อให้เด็กสาวเชื่อใจก็เท่านั้น วิธีการพูด ทั้งน้ำเสียง สายตา และท่าทางของนางไม่เหมือนกับคนที่แต่งเื่ขึ้นมาเลยสักนิด ต่อหน้าของฮองเฮาเคียงบัลลังั...นางยังโกหกโดยไม่กระพริบตาได้ เช่นนั้นอี้ถิงผู้ใสซื่อคนนี้จะไม่หลงกลได้อย่างไร
สุดท้ายนางก็จัดการกับสาวใช้ตัวน้อยได้สำเร็จ หลังจากนี้คืนวันดีๆที่หร่วนอี้้าก็ควรจะได้เริ่มต้นขึ้นเสียที ทว่า...นางจะรู้ได้อย่างไรว่าหลังจากที่โกหกหร่วนอี้ไปเช่นนั้น สามวันต่อมา...ของขวัญที่เคยเป็เครื่องประดับหรูหรา นางก็ได้รับ “สร้อยข้อมือสีเงิน” ทั้งยังมีการแกะสลักลวดลายใบผู๋ถี (ใบโพธิ์) กลิ่นอายของเต๋ามาอย่างจัดเต็ม
ตาของหลิวหร่วนอี้ก็กระตุกซ้ำไปซ้ำมา มองดูอี้ถิงที่กำลังหวีดร้องชื่นชมในใจ พยายามไม่ส่งเสียงดังเพราะกลัวจะรบกวนคุณหนูของตนเองอยู่ ยิ่งระอามากเข้าไปกันใหญ่
หากนี่เป็โลกปัจจุบันที่จากมา หลิวหร่วนอี้คงจะเรียกอี้ถิงว่า “แฟนคลับอันดับหนึ่ง” ของหลี่จื่อหยวนไปแล้ว!!
“คุณหนูเ้าคะ ในกล่องของขวัญวันนี้มีจดหมายด้วยเ้าค่ะ คุณหนูอยากจะอ่านหรือไม่เ้าคะ”
อี้ถิงที่เตรียมบันทึกสร้อยข้อมือที่งดงามแต่ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์นี้เข้าคลังสินเดิม แต่ตอนที่ขยับมันเพื่อตรวจสอบรายละเอียด ไม่ปล่อยให้มีคนสับเปลี่ยนไปได้ง่ายๆ จดหมายแผ่นเล็กก็ร่วงลงมา
“ไม่จำเป็...”
“แต่คุณหนูเ้าคะ จดหมายนี้เขียนระบุไว้ข้างหน้าด้วยเ้าค่ะ” อี้ถิงส่ายหน้า ครานี้นางไม่สามารถโยนจดหมายน้อยนี้ทิ้งไปได้
“หืม? ระบุว่าอะไรล่ะ”
“ระบุว่า... “หากโยนทิ้ง จะมาพูดด้วยตนเอง” เ้าค่ะ” อี้ถิงอ่านไปก็แก้มแดงไปด้วย จดหมายฉบับนี้เป็จดหมายพิเศษจริงๆ ลายมือของผู้เขียนหนักแน่นมาก สมกับที่เป็ลายมือของรองแม่ทัพใหญ่ และเป็ว่าที่แม่ทัพคนต่อไป นี่หมายความว่า...มันเป็จดหมายที่คุณชายหลี่คู่หมั้นเขียนมาด้วยตนเองอย่างไรล่ะ
หลิวหร่วนอี้ชะงักไปเล็กน้อย นึกถึงใบหน้าและสายตาจริงจังยามเขามอง นางก็รู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงเขาผ่านจดหมายฉบับนี้ด้วย แค่คิดก็ขนหัวลุกชันแล้ว
ถึงอนาคตจะต้องแต่งงานกันจริงๆ ทว่ามันก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานไม่ใช่หรือ? อย่างที่นางกล่าวถึงครั้งก่อน...พระสนมเต๋อเฟยยังเหลือเวลาอีก 3 เดือนก่อนที่นางจะเสียัน้อยในพระครรภ์ไป ซึ่งหลังจากนั้น...หากอ้างอิงด้วยหลักการของพวกผู้ใหญ่ เมื่อเสียสายเืัแล้ว จำเป็ต้องไว้ทุกข์อย่างน้อยก็ 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้นงานแต่งระหว่างทั้งสองคงจะถูกจัดขึ้นหลังจาก 9 เดือนไปแล้ว
แม้พวกเขาจะเอาวันเดือนไปเกิดไปดูฤกษ์สมรส ก็ไม่ได้แปลว่าจะเร่งให้เกิดการแต่งงานได้อยู่ดี ฉะนั้น...ในเมื่อยังมีเวลาเหลืออยู่ หลิวหร่วนอี้ก็ไม่้าจะเข้าใกล้บุรุษที่จะมาดูดพลังของตนเองไปแบบนั้น
จดหมายที่ส่งมาแล้ว ต่อให้ไม่อยากอ่านก็ควรต้องอ่านเสียหน่อย หลิวหร่วนอี้กระดิกนิ้วเล็กๆของตนเอง ขอให้อี้ถิงเอาจดหมายมาให้
นิ้วเรียวยาวที่งดงามคลี่อ่านเนื้อหา มีเพียงรายละเอียดที่บอกว่ากำไลข้อมือนี้จะช่วยปัดเป่าภัยร้ายให้นาง ทั้งยังจะช่วยให้พลังหยินของนางสมดุลมากขึ้น เหมาะสมกับการเตรียมตัวตั้งครรภ์มีบุตรสืบเชื้อสายต่อไป
เดิมทีอ่านถึงตรงนี้ คิ้วของหลิวหร่วนอี้ก็ขมวดมุ่น เกือบจะขว้างกำไลนี้ออกไปเสียแล้ว แต่...ประโยคต่อมาที่เขียนเอาไว้กลับทำให้นางมือสั่นเทาไปด้วยความโกรธ
“หากเ้าถอดมันออกแม้เพียงวันเดียว ข้าจักสวมมันกลับคืนด้วยตนเอง”
ประโยคนี้หมายความเช่นไร? หมายความว่าเขากำลังบังคับให้นางสวมใส่มันอย่างไรล่ะ!! กำไลข้อมือเพี้ยนๆที่เขาบอกว่าไปขอมาจากนักบวชเต๋าชื่อดัง ช่วยเสริมมงคลให้คู่แต่งงานโดยเฉพาะนี้...เขา้าทำให้นางขายหน้าต่อผู้อื่นงั้นหรือ? ถ้านางสวมใส่สิ่งประหลาดนี้แล้วมีคนคิดว่านางเพี้ยนไปแล้วจะว่าอย่างไร
ให้ตายเถอะ!! แม้ว่าหลิวหร่วนอี้จะ้าเตรียมใช้ชีวิตเพื่อรอวันตายอย่างสงบ ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะอยากทนอยู่กับบุรุษกวนประสาทคนนี้เสียหน่อย
ฟู่!!
หลังจากที่หอบหายใจเข้าลึกๆ หลิวหร่วนอี้ก็พยายามคิดในแง่ดี อย่างน้อยการสวมใส่มันก็ทำให้เ้าคนเอาแต่ใจที่ใช้การข่มขู่ที่น่ากลัวที่สุดมาบังคับไม่ต้องมาเจอนางด้วยตนเอง
ข้อมือเรียวขาวราวกับไข่มุก ไม่ได้คิดว่าเมื่อประดับกำไลเงินลวดลายใบผู๋ถีแล้วจะเข้ากันดีขนาดนี้ อี้ถิงถึงกับหลุดปรบมือออกมา ปากชมว่า “เข้ากันดี” “เข้ากันดี” “เข้ากันดี” สามรอบติดเลยด้วยซ้ำ โดยไม่ได้ดูสีหน้าซังกะตายของคนเป็เ้านายเลยสักนิด
สุดท้ายกำไลข้อมือนั้นก็สวมอยู่บนข้อมือของหร่วนอี้ั้แ่บัดนั้นราวกับนางกำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามของนางเปลี่ยนไป ไม่แม้แต่จะทำให้ผู้คนมองว่านางเป็สตรีงมงายเลยด้วยซ้ำ การออกแบบลวดลายให้เหมาะสมและทันสมัย สุดท้ายกลับกลายเป็กระแสที่ผู้คนเอาไปทำตามเสียอีก เกิดเป็กระแสให้คนในเมืองหลวงค่อยๆสวมใส่กำไลเงินกันมากขึ้น หรือบางคนก็ใช้หยกเขียวแล้วแกะสลักเป็ใบผู๋ถีแทน
หร่วนอี้เมื่อเห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ติดกันหลายวัน แต่นางก็เข้าใจได้...เื่นี้พ่อพระเอกอยู่เื้ั ผลลัพธ์จะออกมาแย่ได้อย่างไร
แม้เขาจะมีคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่สตรีมากมายยังคงคาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขอแค่เกิดอะไรขึ้นก็ได้ ให้มีการเปลี่ยนตัวคู่หมั้นคู่หมาย พวกนางก็พร้อมจะทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้กับคุณชายหลี่ผู้นี้!!
่เวลาที่สงบสุขผ่านไปอีกครั้ง จู่ๆบัตรเชิญที่มีสัญลักษณ์เฉพาะจากวังหลวงก็ถูกส่งมาถึงเรือนหร่วนอี้ เมื่ออี้ถิงอ่านเนื้อความในจดหมายเชิญ สีหน้าของหลิวหร่วนอี้ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
นี่เป็จดหมายเชิญจากพระสนมฮุ่ยเฟย พระสนมที่มีความนิ่ง เยือกเย็น และสุขุมมากที่สุดในบรรดาสนมทั้งสาม มีคนกล่าวว่า...หากไม่มีฮองเฮาอยู่ในวัง คาดว่าผู้ที่ดูแลวังหลังที่ดีที่สุดคงเป็พระสนมฮุ่ยเฟยนี้
ภายนอกนางเหมือนเป็คนยุติธรรมและไม่คิดแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด ทว่าหลิวหร่วนอี้ที่ผ่านมาแล้ว 3 ชีวิตจะเชื่อเช่นที่แสดงออกได้อย่างไร
เื่ในวังหลังหร่วนอี้ก็คร้านที่จะยุ่งด้วย ความวุ่นวายพวกนั้นไม่ใช่เื่ที่นางจะเข้าไปมีส่วนร่วมอีกแล้ว ชีวิตนี้เลือกที่จะเป็ “ฮูหยินผู้น่าสงสาร” ในจวนสกุลหลี่ เช่นนั้นนอกจากจะต้องรับบทน่าสงสารแล้วก็คงไม่มีอะไรอื่นอีก แต่...นางจะไปคิดได้อย่างไรว่าจู่ๆพระสนมฮุ่ยเฟยก็คิดอยากจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้นมาบ้าง
“หัวข้องานเลี้ยงนี้ก็คือการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันชิงตำแหน่งบุปผางามประจำปี โดยได้เชิญสตรีที่มีสิทธิเข้าร่วมแข่งขันมารวมตัวกัน แลกเปลี่ยนความคิดกัน เผื่อว่าจะได้มีแนวทางในการเตรียมตัวมากขึ้น”
หร่วนอี้อ่านรายละเอียดแล้วก็แค่นหัวเราะออกมา การจัดงานเพื่อเตรียมตัวสำหรับการประลองบุปผางามงั้นหรือ? จะเป็แบบนั้นได้อย่างไร....
บุปผางามมีดอกไหนบ้างที่ไร้หนาม หากเสนอความคิดของตนเองออกมาทั้งหมดแล้ว คู่แข่งทั้งหมดก็จะสามารถไปเตรียมการรับมือได้น่ะสิ ดังนั้น...นี่ดูเหมือนจะเป็การเรียกมาดูหน้าดูตากันเสียมากกว่า
พระสนมฮุ่ยเฟยผู้นี้ฉลาดมาก นางรู้ว่าตำแหน่งบุปผางามประจำปีนั้นมีความหมายอย่างไร อย่าลืมว่าปีก่อนๆหน้านี้...ผู้ที่ได้ตำแหน่งล้วนกลายเป็พระสนมพระชายาที่วังนั้นวังนี้ไปหมด กระทั่งมีพระสนมของฮ่องเต้ที่มาจากการแข่งขันนี้ไม่น้อย นี่ก็เหมือนเป็การ “รู้เขารู้เรา” ใช่หรือไม่?
ถึงจะน่าประหลาดใจที่ตามเนื้อเื่นิยายแล้วไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ ทว่า...หลิวหร่วนอี้นึกี้เีไม่อยากไปก็คงทำไม่ได้ จดหมายเชิญที่ระบุมาถึงตัวเช่นนี้ นางจะมีข้ออ้างอะไรไปปฏิเสธได้เล่า!
“ถิงถิง สงสัยว่าคงต้องเหนื่อยเ้าช่วยเตรียมชุดเข้าวังให้ข้าแล้ว...”
หลิวหร่วนอี้แม้นไม่อยากแต่งตัวให้วุ่นวาย แต่ถ้านางไม่แต่งกายให้เหมาะสมก็จะเป็ข้ออ้างให้คนอื่นรังแกได้ง่ายๆ แต่งน้อยก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าไม่ให้เกียรติพระสนมฮุ่ยเฟย แต่งมากไปก็จะถูกมองว่าเป็นกกาที่ประชันสีสัน
ยังดีที่ยุคสมัยนี้ยังไม่รู้จักคำว่า “ดอกบัวขาว” หรือ “ชาเขียว” ดังนั้นนางแต่งตัวอย่างถูกต้อง เรียบง่ายแต่ดูสง่างามก็คงไม่ถูกคนหาว่าอยากจะเป็ดอกบัวขาวแย่งซีนผู้อื่นไปได้...แม้ว่านางจงใจจะทำตัวเช่นนั้นจริงๆก็ตาม
นางจะเป็ดอกบัวขาว ไม่สิ! ดอกบัวที่จืดชืดรวมกับดอกบัวขาวทั้งหลาย เปลี่ยนลานงานเลี้ยงน้ำชาให้กลายเป็ทุ่งดอกคาร์เนชั่นสีขาว มองไปทางไหนก็ล้วนแต่เป็สีขาวทั้งหมด ซึ่งรวมถึงตัวนางเองด้วย!!
………………………………….