ตอนที่27 หลวงตาเสาร์อาพาธหนัก
ยี่สิบนาทีต่อมา.......
อุ๊ อุ๊ อุ๊ อุ๊ ถุ้ย!
เสียงหลวงตาเสาร์ได้ไอดังไปจนทั่วกุฏิ ซึ่งในขณะนั้น ท่านก็ต้องใเป็อย่างมากเพราะหลังจากที่ท่านได้เห็นเืของตนเองที่ถุยออกมาอยู่ภายในของกระโถน..........
“อาการของเราชักจะหนักเอามากเสียแล้ว สงสัยเราจักสิ้นอายุขัยก่อนจะอยู่ถึงบุญบวชของไอ้ผาไม่ได้แล้วละกระมังเฮ้อ!” หลวงตาเสาร์พูดพึมพำขึ้นมาอยู่คนเดียว หลังจากที่ท่านได้มองเห็นเืของตนเองที่ไอผสมกับเสมหะออกมาเต็มกระโถนซึ่งมันเป็สัญญาณบอกให้ท่านได้รู้ว่าอายุขัยของท่านใกล้จะมาถึงฉากสุดท้ายแล้ว...........
เช้าวันต่อมา ณ บริเวณลานหน้าวัดท่าเสด็จ.........
ยะ ยะ ยะ!
ฮี้ ฮี้ กุกกัก กุกกัก ฮี้ฮี้!
“เอ้า! มาเร็วพี่ผา ไอ้หนูกล้วยจักชักช้าอยู่กระไรเล่า มาเล่นกีฬาขี่ม้าชิงของด้วยกันสิ!” เสียงะโของไอ้แดงดังขึ้นในขณะที่มันควบม้าวิ่งเข้ามาหยุดที่หน้าบ้านของพันผาและกล้วย เพื่อมาชวนพันผากับกล้วยออกไปเล่นกีฬาขี่ม้าชิงของด้วยกันที่ลานกว้างท้ายหมู่บ้านท่าเสด็จซึ่งเป็กีฬาที่หนุ่มๆ ทุกคนในหมู่บ้านนิยมเล่นกันเป็อย่างมาก.........
“กีฬาขี่ม้าชิงของหรือขอรับ ไปกันท่านพ่อ!” กล้วยพูดอุทานขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูตื่นเต้น ก่อนจะหันไปหาพ่อของเขาและชวนพันผาไปเล่นด้วยกัน.......
“ไปสนุกกับพี่ๆเขาเถอะลูกกล้วย! สภาพร่างกายของพ่อมันไม่เหมาะที่จะเล่นกีฬาแบบนี้ดอกอีกอย่าง พ่อเองก็ต้องเตรียมตัวเข้าเป็นาคด้วย” พันผายื่นมือไปจับที่ไหล่ของกล้วยก่อนจะพูดบอกให้กล้วยออกไปสนุกกับทุกๆคน ส่วนตัวเขานั้นขออยู่ที่บ้านจะดีกว่าเพราะเขาจะต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าเป็นาค บอกกับสภาพร่างกายของเขาที่ไม่อำนวย..........
“ก็ได้ขอรับ ถ้างั้นลูกไปเล่นกับพวกพี่ๆเขาก่อนนะขอรับ”กล้วยพยักหน้าเบาๆให้กับพันผา ก่อนที่เขาจะขอตัวและเดินไปหาไอ้แดงและกลุ่มหนุ่มๆที่อยู่ด้านหลังเพื่อตามไปเล่นกีฬาขี่ม้าชิงของด้วยกันเพราะเขารู้ว่าพ่อของเขานั้นกำลังตั้งมั่นและมุ่งมั่นที่จะบวชเขาจึงเลือกที่จะไม่รบกวนหรืองอแงดื้อดึงที่จะให้พ่อของเขาไปด้วย.........
อื้ม! ไปเถอะ!
ตุบ ตุบ ตุบ
“เอ้า! แล้วพี่ผาละกล้วย พี่ผามิไปด้วยกันกระนั้นรึ!?”ไอ้แดงะโถามกล้วยขึ้นมา หลังจากที่เขาเห็นพันผายังยืนอยู่กับที่และไม่ยอมเดินเข้ามาหาพวกตน........
“ไม่ไปจ๊ะพี่แดง! ท่านพ่อบอกว่าอยากพักผ่อนบวกกับสภาพร่างกายของท่านพ่อด้วย ดังนั้นท่านพ่อจึงให้ข้าไปกับพวกพี่ๆคนเดียวขอรับ!” กล้วยส่ายหัวให้กับไอ้แดง ก่อนจะบอกเหตุผลที่พ่อของเขาไม่ได้มาด้วยแต่ไม่ได้พูดถึงการเข้าเป็นาค เพราะพ่อของเขาได้ขอเอาไว้ว่าอย่าพึ่งบอกใครในตอนนี้ ให้รอเวลาที่ประจวบเหมาะก่อน........
“อย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ งานกีฬาใกล้จะเริ่มแล้ว!” ไอ้แดงพยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจ ก่อนจะบอกให้กล้วยขึ้นมาบนม้าของตนและควบม้าออกไป........
อึบ! ยะ ยะ ยะ
ฮี้ฮี้! กรุบกรับ กรุบกรับ
ยี่สิบนาทีผ่านไป ณ บริเวณลานกว้างท้ายหมู่บ้านท่าเสด็จ.......
หลังจากที่หนุ่มๆทุกคนควบมาเข้ามาถึงในบริเวณลานกว้างท้ายหมู้บ้านเป็ที่เรียบร้อยแล้วงานกีฬาขี่ม้าชิงของก็เริ่มพอดีซึ่งกฎกติกาในการเล่นนั้นก็ไม่ได้ยากหรือซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแค่ให้ผู้เล่นทำการแยกทีมออกเป็สองทีมโดยให้แต่ละทีมนั้นมีสมาชิกทั้งหมดเจ็ดคนเท่าๆกัน ซึ่งในการเล่นทุกคนจะต้องนั่งบนหลังของม้าเท่านั้น………
และเมื่อแบ่งทีมได้ครบตามจำนวนแล้ว สมาชิกในทีมทั้งสองจะต้องแข่งกันแย่งม้วนผาแล้วเอาม้วนผ้าไปวางไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมภายในแดนของคู่แข่งให้ได้ หากวางได้หนึ่งครั้งก็จะถือว่าเป็หนึ่งคะแนนและเมื่อทีมของใครวางได้ครบยี่สิบห้าครั้งหรือยี่สิบห้าคะแนนก่อนก็จะถือว่าเป็ฝ่ายที่ชนะไปหรือเล่นจนครบตามเวลาที่กำหนด ฝ่ายที่มีคะแนนมากกว่าก็ชนะเหมือนกัน…….
ซึ่งกีฬาขี่ม้าชิงของ เป็กีฬาพื้นบ้านที่มีลักษณะการเล่นคล้ายๆกับกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันโดยให้มีกรรมการควบม้าตัวสีขาวหรือถ้าไม่มีก็ใช้สีดำแทนได้เนื่องจากม้าสีขาวนั้นเป็สีที่หายากและมีไว้ในเฉพาะพวกขุนนางหรือพวกทหารชั้นสูงเท่าชาวบ้านทั่วๆไปจึงหาม้าสีขาวได้ยากนัก อีกอย่างมันก็ไม่จำเป็ต้องทางการมากด้วยเพราะเล่นกันเอาสนุกๆ……..
“เริ่มการแข่งขันได้!!” เสียงชายวัยกลางคนผู้ที่รับหน้าที่เป็กรรมการได้ะโขึ้นเพื่อเริ่มการแข่งขันกีฬาขี่ม้าชิงของ ก่อนที่เขาจะโยนม้วนผ้าขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อให้ทั้งสองทีมเริ่มแย่งกันหลังจากที่ม้วนผ้าตกลงมาในระดับที่สามารถคว้าจับได้........
ยะ ยะ ยะ
ฮี้ฮี้! กุกกัก กุกกัก
สามชั่วโมงผ่านไป..........
หยุด!!
“เอาละ! นี่ก็ใกล้ค่ำมากแล้วพวกเราควรหยุดเล่นกันแค่นี้ก่อน!” เสียงไอ้ทิตผู้มีอายุมากที่สุดในกลุ่ม ได้ะโขึ้นเพื่อบอกให้ทุกคนหยุดเล่นกันเอาไว้แค่นี้เพราะนี่ก็เย็นแล้ว.......
“ฟู่ว! กลับบ้านดีกว่า ป่านนี้แม่ของข้าคงจักถามหาแล้วกระมัง!” ไอ้ไก่ได้พูดเสริมขึ้นมาหลังจากที่มันได้เงยหน้าขึ้นไปดูพระอาทิตย์ที่กำลังใกล้จะตกดิน.........
“เฮ้อ! เหนื่อยเป็บ้าเลย! เป็ไงบ้างละเ้าหนูกล้วยชอบหรือไม่กีฬาเช่นนี้!?” ไอ้บุญถอนหายใจยาวออกมาเพื่อดับความเหนื่อยก่อนจะหันหน้าไปหากล้วยแล้วถามขึ้นมาว่าชอบกีฬาเช่นนี้หรือไม่.........
“ชอบมากเลยขอรับพี่บุญ สนุกดี แถมยังได้ใช้ทักษะหลายอย่างอีกด้วยขอรับ!” กล้วยตอบกลับไอ้บุญไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเหงื่อที่ไหลออกมาตามใบหน้าและร่างกายของเขาเพราะเขาได้ใช้กำลังไปมากกับการรับและส่งม้วนผ้า ไหนจะต้องควบม้าในเวลาเดียวกัน........
ฮี้ฮี้! กรุบกรับ กรุบกรับ
“เป็ไงบ้างละไอ้บุญ ถูกข้าถล่มไปถึงสี่คะแนนเชียวนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” ไอ้แดงควบมาเดินเข้าไปหาไอ้บุญ พร้อมกับหัวเราะและพูดจาเยาะเย้ยขึ้นด้วยสีหน้าที่กวนประบาทานิดๆ.........
“ปะโถ่! ไอ้แดง ไอ้คุยเยอะ ทำได้แค่สี่คะแนนมากว่าข้าคะแนนเดียวเองก็ทำมาเป็คุย! ดูไอ้เ้าหนูกล้วยสิ ขนาดมันพึ่งจักมาเล่นเป็ครั้งแรกยังทำได้ตั้งห้าคะแนน มากว่าเอ็งที่เล่นมานับครั้งไม่ถ้วนเสียอีก อีกอย่างข้าเองก็ไม่ค่อยได้เล่นด้วย”ไอ้บุญพูดตอบกลับไอ้แดงไปด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจเล็กน้อย หลังจากที่ไอ้แดงเดินเข้ามาพูดจาเยาะเย้ยตนเช่นนี้ก่อนจะยกกล้วยขึ้นมาใช้เป็ข้อเปรียบเทียบเพื่อเอาชนะได้แดงพร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าตนไม่ค่อยได้เล่นอีกด้วย.........
“ซิ! ก็ไอ้หนูกล้วยมันยังเด็กนี่หว่าร่างกายของมันก็ต้องฟิตกว่าข้าสิวะ อีกอย่างข้าก็ไม่ได้พูดถึงไอ้หนูกล้วยเสียหน่อยข้าพูดถึงเอ็งกับข้าต่างหากละไอ้บุญ!” ไอ้แดงที่มีสีหน้ายิ้มเยาะก่อนหน้านี้ได้พลันเปลี่ยนไปเป็ดูไม่ได้ทันทีเมื่อถูกไอ้บุญพูดย้อนกลับโดยใช้กล้วยมาเป็ข้อเปรียบเทียบกับตน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตนเสียหน้าไอ้แดงจึงเป็ไม่สนใจ และควบม้าจากไปทันทีโดยไม่พูดสิ่งใดต่อ.......
“เอ้า! จะรีบไปไหนละไอ้แดง อยู่คุยกับข้าก่อนสิวะ ฮ่า ฮ่าฮ่า!” ไอ้บุญอดที่จะหัวเราะอย่างมีความสุขไม่ได้ที่เห็นไอ้แดงควบม้าจากไปด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ เพราะไม่อาจอยู่เถียงกับตนได้อีกดังนั้นในขณะที่ไอ้แดงจะไปไอ้บุญได้พูดเยาะเย้ยส่งท้ายด้วย........
ข้าเองก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน!
ยะ ยะ กรุบกรับ กรุบกรับ
รุ่งเช้าวันต่อมา ณ บริเวณหน้าวัดท่าเสด็จ..........
เม้งเม้ง เม้งเม้ง เม้ง!
ตุบ ตุบ ตุบ
“ทำไมวันนี้หลวงตาเสาร์ถึงได้ออกมาช้าจังนะพี่จุก!?”หลังจากที่เสียงระฆังของวัดท่าเสด็จดังขึ้นจนผ่านไปหลายนาที กล้วยก็ได้พูดถามไอ้จุกด้วยสีหน้าที่สงสัยหลังจากที่เขาไม่เห็นหลวงตาเสารออกมาทำกิจวัตรในเช้านี้.........
“นั่นสิ! ปกติแล้วหลวงตาไม่ออกมาช้าขนาดนี้นะกล้วย! เราเข้าไปตามหลวงตากันดีกว่า! เผื่อหลวงตาจะเป็อะไร”ไอ้จุกเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน เพราะปกติแล้วหลวงตาจะมาก่อนที่ตนจะเคาะระฆังในยามเช้าเสียอีกดังนั้นไอ้จุกจึงชวนกล้วยไปดูหลวงตาเสาร์ที่กุฏิ........
จ๊ะพี่จุก!
ห้านาทีผ่านไป ณ บริเวณหน้ากุฏิหลวงตาเสาร์.......
หลวงตาเสาร์ขอรับ! หลวงตา!
........................?
หือ?!
“ทำไมหลวงตาถึงไม่ตอบกลับมาเลยละพี่จุก!” กล้วยอุทานถามขึ้นอย่างสงสัยหลังจากที่ไม่มีเสียงตอบรับจากหลวงตาเสาร์..........
“นั่นสิ! พวกเราเข้าไปดูข้างในกันเถอะ!”ไอ้จุกเองก็คิดเช่นเดียวกันว่าทำไมหลวงตาเสาร์ถึงไม่ตอบกลับมาเลยทั้งๆที่ตนก็ะโเสียงออกจะดัง และด้วยความสงสัยและเป็ห่วงไอ้จุกจึงได้ชวนกล้วยเข้าไปดูหลวงตาเสาร์ข้างในกุฏิ........
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
กระผมเข้าไปนะขอรับหลวงตา!
แกรก! แอ้ดดดด!
หลวงตา!!
ซึ่งในตอนที่ไอ้จุกและกล้วยเปิดประตูกุฏิเข้าไปนั้น ทั้งสองก็ได้เห็นหลวงตาเสาร์นอนแน่นิ่งและมีใบหน้าที่ซีดเซียวซึ่งด้านข้างของหลวงตาเสาร์ยังมีกระโถนที่เต็มไปด้วยเืตั้งอยู่.........
“หลวงตาเป็อะไรไปขอรับ! ทำไมถึงได้มีแต่เืเต็มกระโถนไปหมดเช่นนี้แถมตัวก็ร้อนมากด้วย! หรือว่าจะไม่สบายขอรับ?” กล้วยเป็คนแรกที่วิ่งเข้าไปหาหลวงตาเสาร์ ก่อนจะยื่นมือไปจับที่ขาของหลวงตาเพื่อปลุกให้ท่านตื่นแต่ในขณะนั้น เขาก็ััได้ว่าตัวของหลวงตาเสาร์มีความร้อนที่สูงเอามากๆจนน่าใซึ่งกล้วยคิดว่าหลวงตาอาจจะไม่สบาย.......
ไหน! ไหน! ไหน!
“ไหนหลบให้พี่ดูหน่อยกล้วย!” ไอ้จุกที่พึ่งได้สติกลับมา ได้รีบวิ่งเข้ามาเพื่อที่จะดูอาการของหลวงตาเสาร์ในทันทีแต่ทว่าก่อนที่ไอ้จุกจะถึงตัวของหลวงตานั้น.......
หยุดอยู่ตรงนั้นแหละไอ้จุก!
อุ อุ อุ!
“เอ็งมิต้องมาทำตัวเป็คนรู้มากเลย เอ็งคิดว่าเอ็งเป็หมอหรืออย่างไร!” หลวงตาเสาร์พูดขึ้นหลังจากที่ท่านพยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ไม่ไหวจึงได้นอนลงอีกครั้งหลังจากที่พูดจบก่อนจะหันไปมองที่กล้วยแล้วพูดขึ้นมาว่า “พวกเ้าอย่าเป็ห่วงมากเลย ข้ามิได้เป็อะไรมากดอกแค่ไม่สบายตามประสาคนชราก็เท่านั้น ไอ้จุกเอ็งจงเร่งไปต้มยามาให้ข้ากิน ข้าจะได้นอนพักและอีกสักประเดี๋ยวก็คงจะดีขึ้นเองนั่นละ!” ซึ่งหลวงตาเสาร์ได้พยายามพูดบอกทั้งสองคนว่าตนไม่เป็อะไรมากก่อนจะสั่งให้ไอ้จุกรีบไปต้มยามาให้ตนกิน จะได้นอนพักฟื้น........
“ได้ขอรับหลวงตา จุกจะไปต้มยาให้เดี๋ยวนี้ละขอรับ!” ไอ้จุกรีบตอบรับหลวงตาเสาร์ในทันที แต่ก่อนที่เขาจะไปเขาได้หันไปหากล้วยแล้วพูดขึ้นว่า“กล้วย! ดูแลหลวงตาเอาไว้ก่อนนะ! หากมีอะไรเกิดขึ้นให้ะโเรียกพี่ดังๆนะ” เมื่อไอ้จุกพูดจบมันก็รีบวิ่งออกไปทันที........
ขอรับพี่จุก!
“บ๊ะ! ไอ้นี่นิ แช่งข้ากระนั้นรึ รีบๆไปต้มยาเลยไป!”
อุ อุ อุ!
ขอรับหลวงตา จุกไปแล้วขอรับ!
ตึง ตึง ตึง
“หลวงตาจะต้องไม่เป็อะไรนะขอรับ เดี๋ยวพี่ก็ต้มยาเสร็จแล้ว!” กล้วยพูดให้กำลังใจหลวงตาเสาร์ด้วยสีหน้าที่เป็ห่วง........
“ทุกอย่างมันเป็ไปตามเหตุและผล หาได้มีความเที่ยงแท้ในชีวิตของคนเราไม่คิดมากไปก็มิได้ทำให้อะไรดีขึ้นดอก ถ้าจะต้องตายมันก็ต้องตายเท่านั้นแหละ เ้าหนูกล้วย!” หลวงตาเสาร์มองหน้ากล้วยที่ใสซื่อ ก่อนที่จับมือกล้วยเอาไว้และพูดขึ้นถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตคนเราให้กล้วยได้ฟังซึ่งท่านอยากจะบอกกล้วยเป็ความในถึงเวลาชีวิตของตนที่ใกล้จะสิ้นสุดลงในไม่ช้านี้แล้ว........
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับหลวงตา แต่ไม่ว่าเหตุอะไรก็ตามหลวงตาจะต้องอยู่กับพวกเราไปนานๆนะขอรับ!” กล้วยขยับมือข้างที่ยังว่างอยู่ไปจับมือของหลวงตาเสาร์ที่จับมือของเขาเอาไว้พร้อมกับมีน้ำใสๆที่ไหลออกมาจากดวงตาของเขาด้วยความเศร้า ก่อนจะพูดบอกให้หลวงตาเสาร์มีชีวิตอยู่กับตนให้นานที่สุด.........
อื้ม!
หลวงตาจะพยายามก็แล้วกัน!
อุ อุ อุ!