โม่เจิ้งหนานหันกลับไปมองข้างหลังอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าซ่งจินเหยาไม่ได้ตามพวกเขามา จึงกระซิบถามว่า “ท่านพี่ ผู้หญิงคนนั้นเป็ใครกัน?”
โม่เจิ้งตงเม้มปากด้วยความหงุดหงิดใจ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้น “นางอาจจะเป็ภรรยาของท่านพ่อ”
“หา? แล้ว…แล้วพวกเราจะทำยังไงดีล่ะ?”
โม่เจิ้งหนานหวาดวิตก
เขาได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าเป็เพราะพวกเขาทั้งสามคนจึงไม่มีใครอยากแต่งงานกับท่านพ่อ ต่อให้ยอม ผู้หญิงพวกนั้นก็คงไม่มีใครเมตตาพวกเขาแน่
แม่เลี้ยงมักจะโหดร้าย บางทีอาจจะหาทางกำจัดลูกเลี้ยงอย่างพวกเขาให้พ้นทางก็เป็ได้
โม่เจิ้งหนานเคยได้ยินเื่ราวเช่นนี้มาก่อน…แม่เลี้ยงไม่อยากให้สามีมีลูกจากภรรยาเก่า จึงลงมือฆ่าลูกเลี้ยงเสียเอง
เขายังไม่อยากตาย!
โม่เจิ้งตงอายุมากกว่าโม่เจิ้งหนานสองปีจึงสงบนิ่งกว่ามาก เขาปลอบประโลมน้องชาย “อย่ากังวลไปเลย นางเพิ่งมาถึง ต่อให้อยากทำอะไรก็คงไม่รวดเร็วขนาดนั้น ค่อย ๆ ดูท่าทีไปก่อนเถอะ”
“อืม…” โม่เจิ้งหนานพยักหน้ารับอย่างหวาด ๆ
โม่เจิ้งหนานหันกลับไปมองและเห็นว่าซ่งจินเหยากำลังเดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้า เขาถึงกับกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
เมื่อครู่เขาเห็นชัดเจนเต็มสองตา ในนั้นมีทั้งเนื้อและไข่
เขาไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้ว ต่อให้ได้กิน มันก็เป็เพียงเศษเนื้อชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น แถมพี่ชายยังบอกให้เขาเก็บไว้ให้ซีซีน้อยของพวกเขาอีก
เนื้อในวันนี้…
พวกเขาคงจะได้กินบ้างสักสองสามคำล่ะนะ
ซ่งจินเหยาไม่รู้ถึงความคิดในใจของพวกเด็ก ๆ นางเพียงสั่งว่า “คนหนึ่งไปดูแลซีซี ส่วนอีกคนมาช่วยข้า”
โม่เจิ้งหนานยังคงหวาดกลัวซ่งจินเหยาอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจึงอาสาไปดูแลโม่ซีซีอย่างรวดเร็ว โดยยกหน้าที่ช่วยทำกับข้าวไว้ให้กับพี่ชาย
ที่จริงแล้ว โม่เจิ้งตงเองก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน แต่ในฐานะพี่ชาย เขาจำต้องกัดฟันยืนอยู่ช่วย
โชคดีที่ซ่งจินเหยา้าความช่วยเหลือเพียงเพราะนางไม่คุ้นเคยกับห้องครัวที่นี่เท่านั้น นางแค่อยากให้เขาช่วยหยิบของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
ซ่งจินเหยาทำหมูสามชั้นตุ๋น แป้งทอดและหมูสับใส่ไข่ เดิมทีนางตั้งใจจะผัดผักเพิ่ม ทว่าในครัวแทบจะไม่มีผักเลย ที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะวางทิ้งไว้นานแล้ว
“บ้านเราไม่มีแปลงผักเลยหรือ?”
กลิ่นหอมของเนื้อทำเอาโม่เจิ้งตงแทบน้ำลายไหล เขาฝืนความหิว อธิบายออกมาเสียงเบา "มี...แต่ไม่มีใครปลูก"
งั้นหรือ…
“แล้วพอจะหาซื้อได้ไหม?” ซ่งจินเหยาเอ่ยถาม
โม่เจิ้งตงเงียบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพูด แต่สถานการณ์ของครอบครัวพวกเขาค่อนข้างพิเศษ —บิดามารดาของพวกเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว ครอบครัวของพวกเขาตัดขาดจากตระกูลมาระยะหนึ่ง และความสัมพันธ์กับพวกชาวบ้านในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยดีนัก
เขาและน้องชายมักถูกล้อว่าเป็เด็กกำพร้า ถึงขั้นเคยมีเื่ชกต่อยกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านด้วย
ซ่งจินเหยาเห็นดังนั้นก็ไม่เร่งเร้า “เอาล่ะ งั้นวันนี้เอาแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ข้าค่อยคิดหาทางดูอีกที”
เมื่ออาหารถูกยกออกมา กลิ่นหอมก็โชยไปทั่วบริเวณจนโม่เจิ้งหนานเกือบจะเอื้อมมือไปคว้าอาหารโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ถูกซ่งจินเหยาจ้องเขม็ง
“ไปล้างมือก่อน ล้างมือแล้วถึงจะกินได้”
โม่เจิ้งหนานรีบวิ่งออกไปทันที ส่วนโม่เจิ้งตงก็ไม่ลืมจูงมือซีซีน้อยไปด้วย เขาล้างมือให้นางก่อน แล้วค่อยกลับมานั่งที่โต๊ะ
มื้อนี้อาจเป็มื้อที่ดีที่สุดและอิ่มท้องที่สุดในรอบปีของสามพี่น้องตระกูลโม่เลยก็ว่าได้
โม่เจิ้งหนานหลงลืมความหวาดกลัวที่เคยกังวลก่อนหน้านี้ว่าจะถูกแม่เลี้ยงทำร้ายไปจนหมดสิ้น ในหัวคิดแค่ว่า —ถ้าจะตายก็ขอเป็ผีที่ท้องอิ่มก็พอใจแล้ว!
ยังดีที่โม่เจิ้งตงหักห้ามใจตัวเองได้ ตบมือน้องชายที่กำลังจะคว้าเนื้อออกไป “หยุดกินได้แล้ว ต้องเก็บเอาไว้ให้ท่านพ่อด้วย”
ซ่งจินเหยาซึ่งกำลังสอนโม่ซีซีให้ใช้ช้อนตักข้าวกินเอง เมื่อได้ยินก็เงยหน้าขึ้นถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านพ่อของพวกเ้าจะกลับมากินข้าวที่บ้านหรือ?”
“ไม่ใช่ขอรับ เราต้องเป็คนเอาอาหารไปให้ท่านพ่อ”
“อะไรนะ? ยังต้องเอาข้าวไปส่งด้วยหรือ?”
ซ่งจินเหยาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงตอนที่เจอกับโม่หงเชินวันนี้ที่ตัวเมือง เขาแสดงท่าทีเ็าต่อนาง ราวกับว่า้าตัดสัมพันธ์กับนางอย่างไรอย่างนั้น แล้วเหตุใดนางจะต้องไปสนใจว่าเขาจะได้กินข้าวหรือเปล่ากัน?
โม่เจิ้งหนานพยักหน้า “ใช่ขอรับ ทุกคนที่ไปทำงานเป็ผู้ชายทั้งหมด พวกเขาไม่มีเวลากลับไปกินข้าวที่บ้าน ต้องให้คนในบ้านเอาไปส่ง ตอนเที่ยงหนึ่งมื้อ ตอนเย็นอีกหนึ่งมื้อ”
ซ่งจินเหยาพยายามต้านทานแรงกระตุ้นที่จะกลอกตา โม่หงเชินอาจจะเป็คนเ็า แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ขี้เหนียว
ไหน ๆ คนจ่ายเงินก็อารมณ์แปลกขนาดนี้ นางก็คงต้องทนต่อไปก่อนแหละนะ...
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ซ่งจินเหยาจึงให้โม่เจิ้งตงหยิบกล่องข้าวมา บรรจุอาหารที่เหลือลงไป จากนั้นจึงสั่งเด็กชายทั้งสอง "พวกเ้าสองคนเอาสิ่งนี้ไปให้เขา"
โม่เจิ้งหนานเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเราหรือ? ปกติแล้วท่านย่าห้าจะ…”
ซ่งจินเหยาตัดบทเสียงเรียบ “เช่นนั้นก็ไม่ต้องไป”
โม่เจิ้งตงรู้สึกเป็ห่วงท่านพ่อ จึงรีบพูดขึ้นทันที “พวกเราไปเองขอรับ”
ทุ่งปศุสัตว์อยู่ห่างจากหมู่บ้านตุ้นเจียราวสามลี้ เด็กทั้งสองเดินไปตามทาง หิ้วกล่องข้าวไปด้วยพูดคุยกันไปด้วย
คนที่พูดส่วนใหญ่เป็โม่เจิ้งหนานที่เจื้อยแจ้วไม่หยุด ในขณะที่โม่เจิ้งตงมีสีหน้าจริงจัง การแสดงออกของเขานั้นละม้ายคล้ายโม่หงเชินไม่มีผิด
“ท่านพี่ เนื้อวันนี้อร่อยมากเลย ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยเท่านี้มาก่อน...เอิ้ก~ อยากกินอีกจัง”
“ท่านพี่ อาหารของแม่เลี้ยงคนใหม่อร่อยกว่าที่ท่านย่าห้าทำอีก”
“ท่านพี่ แม่เลี้ยงทั้งสวยแล้วก็ดูเป็คนใจดี โดยเฉพาะตอนที่นางป้อนซีซีน้อย นางเบามือและอ่อนโยนมาก ไม่เหมือนท่านย่าห้าสักนิด”
“ท่านพี่ ถ้านางมาเป็แม่เลี้ยงพวกเราจริง ๆ ก็คงจะดีไม่น้อยเลยเนอะ”
ดวงตาของโม่เจิ้งตงหรี่ลงเล็กน้อย เขาอายุแปดขวบแล้ว ไม่ใช่เด็กเล็กเหมือนน้องชาย เขาจะไม่ยอมถูกซื้อตัวด้วยอาหารดี ๆ เพียงมื้อเดียวแน่
แม้ว่ามื้อนี้...จะอร่อยกว่าที่เขาเคยกินมากก็ตาม
ครั้งสุดท้ายที่เขาได้กินเนื้อมากขนาดนี้ คือตอนที่ท่านพ่อของพวกเขาเพิ่งกลับมาใหม่ ๆ และบิดามารดาผู้ให้กำเนิดของพวกเขายังไม่ตาย…
แต่...ก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้ บางทีนี่อาจเป็ส่วนหนึ่งในแผนการของผู้หญิงคนนั้น ที่จะเอาชนะใจพวกเขาและได้รับความโปรดปรานจากท่านพ่อ และเมื่อนางได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวแล้ว นางก็จะหาวิธีกำจัดพวกเขาออกไป…
โม่เจิ้งตงขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
ในฐานะพี่ชายคนโต เขาจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
ทันใดนั้นก็มีเสียงคนเรียกพวกเขามาจากด้านหลัง
“เจิ้งตง เจิ้งหนาน”
เป็ท่านย่าห้านั่นเอง
โม่เจิ้งตงเฝ้ามองนางอย่างระแวดระวัง ก้าวไปยืนขวางหน้าน้องชายเอาไว้โดยไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา "ท่านย่าห้า”
“กำลังจะไปส่งข้าวให้พ่อพวกเ้าหรือ?” อาสะใภ้ห้าฝืนยิ้มอย่างเป็มิตรและเดินเข้าไปหาพวกเขา “ไปด้วยกันเถอะ ข้าก็จะไปทางนั้นเหมือนกัน”
โม่เจิ้งหนานเอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านย่าห้าจะไปทางนั้นทำไมหรือ?”
มุมปากของอาสะใภ้ห้ากระตุกเล็กน้อย “ข้าหมายถึง...ข้าบังเอิญมีเื่ที่ต้องทำแถวนั้นน่ะ พวกเราไปด้วยกันสิ”
อาหารในกล่องข้าวนั้น อาสะใภ้ห้าไม่รู้ว่าซ่งจินเหยาได้ลงมือทำจานใหม่แล้ว ยังคงคิดว่ามันเป็อาหารที่นางทำไว้ก่อนหน้านี้
โม่เจิ้งหนานไม่พูดอะไร
อาสะใภ้ห้าเอ่ยถาม “ผู้หญิงคนนั้น…นางไม่ได้ทำร้ายพวกเ้าใช่ไหม?”
โม่เจิ้งหนานอยากจะเล่าให้ท่านย่าห้าฟังว่า อาหารที่ผู้หญิงคนนั้นทำอร่อยมากเพียงใด ทว่าโม่เจิ้งตงซึ่งคอยระวังตัวอยู่เสมอกลับดึงตัวเขากลับมาและเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“ไม่หรอกขอรับ นางกำลังดูแลซีซีอยู่”
อาสะใภ้ห้าเบะปากอย่างไม่พอใจ ผู้หญิงคนนี้ช่างเสแสร้งนัก อาหารเย็นที่ผ่าน ๆ มา ล้วนเป็นางที่นำไปส่งให้โม่หงเชินทั้งนั้น
แน่นอนว่าอาสะใภ้ห้าลืมไปแล้วว่า ที่ตัวเองอาสาไปส่งอาหารก็เพราะอยากเอาหน้า อยากให้โม่หงเชินจำได้ว่านางขยันและทุ่มเทเพียงใด
“เ้าเด็กโง่ คิดว่าแค่นี้นางก็ดีแล้วหรือ? เื่ของผู้หญิงแซ่เซียวคนนั้น พวกเ้าลืมไปแล้วหรือ?”
โม่เจิ้งหนานตัวแข็งทื่อ —ผู้หญิงแซ่เซียวคนนั้น ตอนแรกที่เจอพวกเขาก็ทำตัวใจดีและเป็มิตร
แต่พอหลัง ๆ…
อาสะใภ้ห้าถอนหายใจ “อีกอย่าง พวกผู้หญิงที่มาจากเมืองใหญ่น่ะ ทั้งเ้าเล่ห์และเห็นแก่ตัว ใจคอของพวกนางซับซ้อนกว่าเรามากนัก พวกเ้าเผลอใจเมื่อไร นั่นแหละพวกนางก็จะลงมือ!”
ขณะพูด นางยังทำท่าปาดคอให้ดูด้วย
“นิทานที่ข้าเคยเล่าให้พวกเ้าฟังยังจำได้ไหม? แม่เลี้ยงนะ...เฮอะ! พวกนางล้วนเป็งูพิษกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคนอย่างนางที่วันนี้มาทำดีกับพวกเ้า เพราะพ่อพวกเ้าให้เงินนางยังไงล่ะ!”
เด็กชายทั้งสองหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
ในที่สุดอาสะใภ้ห้าก็รู้สึกพอใจ นางลูบศีรษะโม่เจิ้งหนานเบา ๆ
“ท้ายที่สุดแล้ว คนที่เ้าไว้ใจได้ก็คือคนในบ้านเท่านั้นแหละ ข้าเป็คนของตระกูลโม่ อย่างไรเสียพวกเราก็นับว่าเป็ครอบครัวเดียวกัน จริงไหม?”
.
.
.