กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 47 จู่โจมกลางป่าทึบ

            เสี้ยวอู่หมิงทดลองโคจรกำลังภายใน ก็พบว่ามีอยู่ นับเป็นโชควาสนาหากสถานการณ์เช่นนี้ไม่สามารถใช้วรยุทธได้ ผลลัพธ์คงจะเลวร้ายเกินคาดเดา

            มันเลียนแบบจิ้งจกเลื้อยไต่ขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งจากนั้นกระโดดไปตามยอดไม้ เฟิงตงเปียนกับเจิงเจิ้งจิงตามไปติด ๆ ทันใดนั้นลูกธนูนับร้อยดอกก็ปลิวฝ่าความมืดเข้ามาราวห่าฝน เสี้ยวอู่หมิงตั้งใจจะเร่งท่าร่างไปแต่ธนูหนาแน่นยิ่งนัก จึงต้องทิ้งตัวลงมาหมอบที่โคนต้นไม้

            “ร้ายกาจ พวกมันยิงธนูอย่างมีแบบแผน พวกท่านปลอดภัยดีไหม”

            “ข้าฯไม่เป็นไร แต่ท่านเจิงบาดเจ็บแล้ว”

            “ยังพอไหว พวกท่านมิต้องกังวล”

            เสี้ยวอู่หมิงมองเห็นเจิงเจิ้งจิงหักลูกธนูที่ปักหัวไหล่ได้แต่หวังว่าธนูดอกนี้ไม่มีพิษ

            “ดูเหมือนพวกมันรอจังหวะที่เราเคลื่อนไหวแล้วยิงธนู”

            เสี้ยวอู่หมิงวิเคราะห์

            “เช่นนั้นควรทำอย่างไร”

            เฟิงตงเปียนถาม                     

            เจิงเจิ้งจิงมองผ่านช่องว่างของต้นไม้หนาทึบ เห็นเนินเขาเป็นเงาตะคุ่มอยู่ไม่ไกลเท่าใดป่าแถบนั้นรกกว่าบริเวณที่ทั้งสามอยู่ในปัจจุบัน

            “พวกเราแยกย้ายกันจะได้ไม่เป็นเป้าใหญ่ แล้วไปรวมตัวที่ป่าตรงเนินเขานั่นต้นไม้หนาแน่นจะช่วยกันลูกธนูได้”

            “บาดแผลของท่านเป็นอย่างไร”

            เสี้ยวอู่หมิงกังวลเพราะเจิงเจิ้งจิงวิชาตัวเบาอ่อนด้อยที่สุดในพวกตนทั้งสาม

            “ไม่กระทบการเคลื่อนไหวนัก ข้าพเจ้าจะไปตรงกลาง พอพวกมันยิงธนูออกมา ให้พวกท่านไปทางด้านข้าง”

            ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะทักท้วง เจิงเจิ้งจิงก็พุ่งออกไป ลักษณะตั้งใจเผยให้ศัตรูมองเห็นตนชัดๆ พอวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ฝนธนูก็ถูกยิงมาอีกคราวนี้เจิงเจิ้งจิงเตรียมพร้อมอยู่ก่อน จึงรีบหลบไปหลังต้นไม้

            เฟิงตงเปียนกับเสี้ยวอู่หมิงอาศัยจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ทันยิงธนูชุดใหม่แยกตัวไปด้านซ้ายและขวา พริบตาก็ล้ำหน้าเจิงเจิ้งจิง เสี้ยวอู่หมิงหันกลับไปมองยังเห็นมันวิ่งตามมาจึงค่อยคลายใจลง

            แต่ยังไม่ทันจะไปได้ไกลก็มีเสียงโห่ร้องดังลั่นทั่วผืนป่า คบเพลิงหลายร้อยอันถูกจุดขึ้นเสี้ยวอู่หมิงวิ่งเข้าไปใกล้กับต้นไม้ คะเนจากเสียงตะโกน ศัตรูอาจมีถึงห้าร้อยคนพวกมันไม่เสียดายกับการทุ่มเทกำลังจู่โจมคนเพียงสามคน น่าประหลาดนัก

            ศัตรูบางส่วนโอบล้อมเข้ามาด้านหน้า แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามมองออกว่าพวกตนจะไปที่ป่าทึบตรงเนินเขาเสี้ยวอู่หมิงเพิ่มความเร็วขึ้นอีกเท่าตัว

            ธนูนับร้อยดอกยิงขึ้นฟ้าเป็นแนวโค้งสกัดไว้ เสี้ยวอู่หมิงจำต้องชะลอเร้นกายอยู่หลังพุ่มไม้

            จากตรงนี้มองไม่เห็นเจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียน

            เสียงโห่ร้องดังใกล้เข้ามา เสี้ยวอู่หมิงพุ่งตัวเลียดไปกับพื้นดินจนใบหน้าแทบจะไถไปกับพงหญ้าถีบเท้ากับต้นไม้แล้วพุ่งไปอีกต้นหนึ่งสลับไปมา ด้วยวิธีเดียวกับตอนที่หลบธนูของไกว่เช่อเฉียวนี่ทำให้ศัตรูจับทิศทางได้ยากและยังสามารถไปยังจุดนัดพบได้

            วงล้อมถูกบีบกระชับยิ่งขึ้น แสงคบเพลิงทำให้ยากซ่อนตัว

            เสี้ยวอู่หมิงเพิ่งร่อนพ้นแนวโอบของศัตรู ฝนธนูชุดหนึ่งก็ถูกยิงมาทางด้านหลังเมื่อหันไปเห็นเฟิงตงเปียนพ้นวิถีลูกธนูมาอย่างเฉียดฉิว แต่ไม่เห็นเจิงเจิ้งจิง จึงหยุดร่างไว้

            เฟิงตงเปียนเหมือนจะรับรู้เช่นกัน หลบเข้าหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง

            เสี้ยวอู่หมิงมองไปยังทิศทางที่ผ่านมา แล้วตัดสินใจวิ่งกลับไปในทันที

            ศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุดห่างไปไม่ถึงห้าสิบก้าว

            เสี้ยวอู่หมิงวิ่งไปบริเวณที่คาดว่าเจิงเจิ้งจิงต้องผ่านครู่หนึ่งก็เห็นนายทหารหนุ่มใหญ่นั่งพิงร่างอยู่กับต้นไม้ ธนูดอกหนึ่งปักที่สะโพกขวาโลหิตไหลออกมามากเพราะเจ้าตัวออกแรงวิ่งมาอย่างเต็มที่

            “พี่ท่านเป็นอย่างไร”

            “ไหวอยู่ ท่านรีบไปก่อน”

            เสี้ยวอู่หมิงคิด คนผู้นี้สมเป็นชายชาติทหารโดยแท้ มันโดนธนูยิงใส่ไปแล้วสองดอกแต่ไม่แสดงความอ่อนแอให้เห็น ทั้งยังจะให้พวกตนล่วงหน้าไปก่อนเสมอ ว่ากันตามตรง ด้วยวิชาตัวเบาของเจิงเจิ้งจิงไม่แน่ว่าจะหลบหนีได้ทัน

            เสี้ยวอู่หมิงหักก้านธนูที่โผล่มา แล้วดึงเจิงเจิ้งจิงลุกขึ้น

            “พี่ท่านเคลื่อนไหวได้หรือไม่”

            “สบายมาก”

            ครู่เดียวที่ทั้งสองพูดกัน ศัตรูหลายสิบคนก็ล้อมไว้แล้ว

            เสี้ยวอู่หมิงดึงเจิงเจิ้งจิงให้วิ่ง แต่ธนูปักลึกบริเวณสะโพกจึงไปได้ไม่เร็วเท่าใด ศัตรูกลุ่มแรกกวัดแกว่งดาบมาถึง เสี้ยวอู่หมิงจี้พัดเข้าใส่จนกระเด็นออกไปสี่ห้าคนแล้วคว้าแย่งดาบจากมือของฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งได้ ก็ฟาดฟันศัตรูอีกสิบกว่าคนที่กระโจนเข้ามา

            เจิงเจิ้งจิงชักดาบออกมาสกัดศัตรูที่กรูมาทางด้านข้าง มันฝีมือเข้มแข็งแต่ตอนนี้รับบาดแผลฉรรจ์ถึงสองแห่ง ต้องทำได้เพียงป้องกันตัวเป็นส่วนใหญ่

            เสี้ยวอู่หมิงกวาดดาบยับยั้งศัตรู กระบวนท่าที่ใช้แฝงลมปราณซึ่งมาจากที่ใดมิทราบเมื่อปะทะกันดาบของศัตรูบางคนหักไป คนที่พอถือดาบไว้ได้ก็ง่ามมือฉีกขาด จากนั้นเปิดช่องให้เจิงเจิ้งจิงวิ่งไปได้อีกหลายก้าวก็ปรากฎศัตรูล้อมเข้ามาอีก

            “ท่านหนีไปก่อน ข้าฯจะระวังหลังให้” เจิงเจิ้งจิงพูดทั้งที่เริ่มอ่อนล้าจากการเสียโลหิต

            บัดนี้เสี้ยวอู่หมิงมั่นใจแล้วว่าตนได้พบกับบุรุษผู้เป็นชายชาตรีโดยแท้

            “นั่นจะได้อย่างไร”

            เสี้ยวอู่หมิงทางหนึ่งดึงแขนเจิงเจิ้งจิงวิ่งต่อ ตาคอยมองศัตรูเมื่อไปอีกพักหนึ่ง พบศัตรูราวสามสิบคนเจิงเจิ้งจิงยกดาบขึ้นรับดาบสี่ห้าเล่มที่ฟันเข้ามาก่อนเสี้ยวอู่หมิงรีบปัดป่ายดาบที่เหลือ ขณะที่ไม่รู้ว่าจะไปทิศใด เฟิงตงเปียนใช้ดาบฟันแหวกเข้ามาเป็นทางสายหนึ่ง

            “หาพวกท่านพบจนได้ ทางนี้ศัตรูเบาบางตามข้าพเจ้ามา”

            “ท่านเจิงบาดเจ็บเคลื่อนไหวไม่สะดวก”

            “ไม่เป็นไร ข้าฯ ไปได้”

            เฟิงตงเปียนกับเสี้ยวอู่หมิงจับแขนของเจิงเจิ้งจิงไว้คนละข้างก่อนจะพุ่งผ่านศัตรูที่ล้อมไว้ทั้งสองวาดดาบออกเต็มแรงโดยไม่ยั้งมือ ผู้ที่ขวางหน้าล้มลงดุจไบไม้ร่วง

            เจิงเจิ้งจิงเมื่อถูกหิ้วปีก คล้ายลอยอยู่กลางอากาศต้องยอมรับว่าด้านพลังฝีมือเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตนเปียนเหนือล้ำกว่าตนมากนักที่ทั้งสองไปได้ไม่ไกลเป็นเพราะห่วงตนจะตามไม่ทัน บัดนี้เมื่อช่วยกันแบกมัน จึงเร่งท่าร่างจนฝ่าศัตรูนับร้อยมาถึงแนวป่าทึบที่หมายตาไว้ในเวลาไม่นาน

            เฟิงตงเปียนรีบสกัดจุดห้ามเลือดให้เจิงเจิ้งจิง

            “พวกท่านไปก่อน ข้าพเจ้าจะหาที่ซ่อนแถวนี้”

            เสี้ยวอู่หมิงหันไปมองเฟิงตงเปียนทั้งสองรู้ใจกันโดยไม่ต้องปรึกษาหารือ

            แสงคบเพลิงและเสียงคนใกล้เข้ามาเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนช่วยกันพาเจิงเจิ้งจิงมาถึงเนินเขาเตี้ยแห่งหนึ่งจึงเร่งเร้าวิชาตัวเบาไต่ขึ้นไปประมาณสิบช่วงตัวก็พบชะง่อนผาเล็ก ๆให้เจิงเจิ้งจิงหลบอยู่ที่นั่น

            “พี่ท่านรอตรงนี้ พอกยาใส่แผลไว้”เสี้ยวอู่หมิงกล่าวพลางหยิบยาผงออกมาให้ ย่อมเป็นยาของหวงฮูหยินเช่นเคย

            “พวกท่านรีบไป”

            เจิงเจิ้งจิงยังคงสำทับอีก

            เสี้ยวอู่หมิงเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด

            “พี่เฟิงพร้อมหรือไม่”

            “คงต้องสั่งสอนพวกมันบ้าง”

            เจิงเจิ้งจิงสงสัยว่าทั้งสองมีแผนใด แต่ก็รีบพอกยากับบาดแผล

            เสี้ยวอู่หมิงกับเฟิงตงเปียนพากันกระโดดลงจากชะง่อนผาแล้วพุ่งไปในป่าทึบที่ศัตรูหลายร้อยคนล้อมเข้ามา

            เจิงเจิ้งจิงขยับร่างไปหลังหินก้อนใหญ่เพื่อป้องกันลูกธนูของศัตรู

            ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังอยู่ในป่าเบื้องล่างคบเพลิงดับไปทีละอันสองอัน เสียงร้องด้วยความแตกตื่นดังมาจากทางโน้นทีทางนี้ทีบางครั้งก็มีเสียงลูกธนูแล้วตามด้วยเสียงร้อง คล้ายยิงถูกพวกเดียวกันเองเหตุการณ์เป็นไปอย่างชุลมุนสับสน

            ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามคบเพลิงดับลงหมดสิ้นเจิงเจิ้งจิงได้ยินเสียงร้องของคนบาดเจ็บระงมไปทั่วผืนป่า

            พักหนึ่งทั้งสองก็กลับขึ้นมา เสี้ยวอู่หมิงทิ้งกายลงพิงกับผนังหินส่วนเฟิงตงเปียนนั่งสมาธิโคจรลมปราณ

            เจิงเจิ้งจิงสังเกตว่าเสื้อผ้าของเฟิงตงเปียนมีรอยเลือดเล็กน้อยแต่เสื้อผ้าเสี้ยวอู่หมิงไม่มีรอยเลือดเลย

            ครู่หนึ่ง เฟิงตงเปียนลืมตาขึ้นมองเสี้ยวอู่หมิง

            “พี่ท่านใยไม่โคจรลมปราณ”

            ที่แท้ชาวยุทธเมื่อต่อสู้อย่างหนักจนลมปราณอ่อนแรง จะต้องพักโคจรลมปราณให้กลับมามีพลังขั้นตอนนี้แม้เหน็ดเหนื่อยกินเวลา แต่เป็นเรื่องจำเป็นเฟิงตงเปียนจึงแปลกใจที่เห็นเสี้ยวอู่หมิงเอาแต่นั่งพิงผนังอยู่เฉย ๆ

            “หากผู้น้องทำได้คงทำไปแล้ว”

            เฟิงตงเปียนรีบเข้าไปจับชีพจรของเสี้ยวอู่หมิง พบว่าแทบไม่มีลมปราณอยู่เลย

            “นี่เป็นไปได้อย่างไร เมื่อกี้ยังเห็นท่านเคลื่อนไหวอยู่ในป่าราวแมวยักษ์หรือท่านเผชิญกับยอดฝีมือตอนใด”

            “พวกมันห่างจากคำว่ายอดฝีมือนัก”

            “หรือมีผู้ใช้พิษ”

            “หามิได้ อยู่ ๆ กำลังภายในของข้าพเจ้าก็หายไปดีที่ไหวตัวทันจึงรีบถอยออกมาพร้อมพี่ท่านนี่แหละ”

            เจิงเจิ้งจิงฟังทั้งสองพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงแทบเป็นปกติไม่มีท่าทีวิตกกังวลต่อศัตรูเบื้องล่าง

            “พวกท่านลงมือเช่นไร เข่นฆ่าพวกมันหรือ”

            เสี้ยวอู่หมิงกับเฟิงตงเปียนหันไปยิ้ม

            “ไม่ขนาดนั้น พวกข้าฯ ลงมือพอให้มันบาดเจ็บไปก่อนสักหลายสิบคน  คราวนี้พวกที่เหลือต้องช่วยคนเจ็บเราก็เล่นงานคนที่มาช่วยให้บาดเจ็บอีก จนร่ำส่ำระสายกันใหญ่ สุดท้ายพวกมันตัดสินใจล่าถอยไป”

            เฟิงตงเปียนเฉลย

            “แต่พวกมันมีหลายร้อยคน”

            “พวกมันส่วนใหญ่ฝีมือพื้นเพ ที่น่ากลัวคือมือธนูประมาณร้อยคน แต่พอต่อสู้ตะลุมบอนมันก็ไม่ค่อยกล้ายิงมาทางพวกเดียวกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยกความดีให้พี่เสี้ยวขณะที่ข้าพเจ้าไล่เอาดาบฟาดฟันศัตรูเหน็ดเหนื่อยตัวแทบขาดพี่เสี้ยวกับหยิบก้อนหินก้อนดินขว้างใส่พวกมันบาดเจ็บไปหลายสิบคนโดยมิต้องเข้าไปใกล้ให้เสียเวลา”

            เจิงเจิ้งจิงฟังอย่างตั้งใจ นี่แม้ยามพูดเหมือนกับเป็นเรื่องง่ายแต่ตอนลงมือยากเย็น ต้องอาศัยกำลังภายใน ความกล้าหาญและความเฉลียวฉลาดประกอบกันจึงกระทำได้สำเร็จ

            ที่สำคัญเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนไม่มีท่าทีจะทิ้งมันไปแม้แต่น้อย

            “โชคดีที่ข้าพเจ้าเดินทางพร้อมกับท่านทั้งสอง หาไม่คงต้องฝังกายอยู่แถวนี้”

            เสี้ยวอู่หมิงลุกขึ้นยืนมองไปในป่า ศัตรูถอยห่างออกไปมาก

            “บาดแผลของพี่เจิงเป็นอย่างไร”

            “เลือดไม่ค่อยไหลแล้ว พรุ่งนี้น่าจะเดินทางได้”

            คืนนั้นทั้งสามนอนหลับบนชะง่อนผาพอรุ่งเช้าก็ช่วยกันผ่าเอาธนูที่ฝังอยู่ที่ไหล่และสะโพกของเจิงเจิ้งจิงออกดีที่เป็นหัวธนูธรรมดา จึงสร้างบาดแผลไม่สาหัสนักเมื่อโรยยาผงของหวงฮูหยินแล้วพันผ้าไว้เลือดก็แทบจะไม่ไหลอีกเฟิงตงเปียนช่วยจี้จุดห้ามโลหิตไว้อีกทาง แล้วพากันลงมายังพื้นเบื้องล่าง

            เจิงเจิ้งจิงแยกเขี้ยวเล็กน้อยเมื่อเท้าเหยียบพื้นดิน แต่ไม่ส่งเสียงออกมา

            “พวกท่านรออยู่นี่”

            เฟิงตงเปียนวิ่งไปครู่หนึ่งก็กลับมาด้วยสีหน้าโมโห

            “มารดามันเถอะ พวกมันเอาม้าของเราไปด้วย พี่เจิงพอเดินไหวหรือไม่”

            “ย่อมได้”

            “อย่ากระนั้นเลย พวกเราสลับกันแบกพี่เจิงไปจะเร็วกว่าหมู่บ้านข้างหน้าน่าจะอยู่อีกไม่ไกลมาก” เสี้ยวอู่หมิงออกความเห็น

            เจิงเจิ้งจิงรีบส่ายหน้า

            “ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นภาระเช่นนั้น”

            ที่แท้มันไม่ต้องการให้เกิดภาพตนต้องถูกแบกไปเช่นคนอ่อนแอ

            เฟิงตงเปียนหัวเราะเบา ๆ

            “แต่ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับพี่เสี้ยว อย่างไรพี่เจิงต้องทำใจข้าพเจ้ารับปากว่าหากไม่เมาสุราถึงขนาด จะมิเล่าเรื่องที่แบกหามท่านให้ใครฟัง”

            โดยไม่รู้ตัว มิตรภาพของทั้งสามกลมเกลียวแน่นแฟ้นมากขึ้น

            ระยะทางไม่ไกลตามที่เสี้ยวอู่หมิงคาด ต้องใช้เวลาเดินทางถึงครึ่งวันทั้งสองสลับกันให้เจิงเจิ้งจิงขี่หลังแล้วใช้ผ้ามัดติดกับตัว จึงใช้วิชาตัวเบาได้ถึงขีดสุดไม่ต้องกังวลว่าจะถูกศัตรูตามทัน 

            “ดีที่กำลังภายในของพี่เสี้ยวกลับมาแล้ว”

            เฟิงตงเปียนกล่าวขณะที่หอบเล็กน้อย แม้แต่ตอนที่เสี้ยวอู่หมิงแบกเจิงเจิ้งจิงวิ่งมันยังต้องทุ่มเทกำลังเกือบเต็มที่ถึงตามได้ทัน

            “หวังว่ามันจะไม่หดหายไปกลางทางเสียก่อน” เสี้ยวอู่หมิงตอบยิ้ม ๆ

    ในที่สุดทั้งสามมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นหมู่บ้านชนบทจึงมีโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียว เมื่อเข้าห้องพัก เฟิงตงเปียนรีบตรวจดูบาดแผลของเจิงเจิ้งจิง

            “ยาของหวงฮูหยินมหัศจรรย์นัก บาดแผลของพี่เจิงแห้งสมานดีพักสักคืนสองคืนคงพอเดินทางได้”

            “เราควรออกเดินทางให้เร็วที่สุด ถ้าเป็นไปได้พรุ่งนี้เช้าเลย”เจิงเจิ้งจิงกล่าวแล้วรีบนอนหลับเอาแรง

            “ข้าพเจ้าจะลงไปหาอาหาร”

            เสี้ยวอู่หมิงเดินมาที่ชั้นล่างซึ่งกั้นเป็นร้านอาหารเล็ก ๆมีโต๊ะเพียงสามโต๊ะ เจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นสองสามีภริยาวัยกลางคน

            “ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดทานบ้าง”

            สามีรับหน้าที่เป็นเสี่ยวเอ้อรีบเข้ามาหา

            “ยามค่ำมืดเช่นนี้ คงมีเพียงผัดผักกับเต้าหู้เท่านั้น”

            “เพื่อนข้าพเจ้าไม่สบาย ไม่ทราบว่ายกอาหารไปในห้องได้หรือไม่”

            “ย่อมได้ เชิญนายท่านไปรอที่ห้อง พวกข้าฯจะจัดการให้”

            เสี้ยวอู่หมิงกลับเข้าห้องก็พบเจิงเจิ้งจิงนอนหลับไปแล้ว ส่วนเฟิงตงเปียนเพิ่งโคจรลมปราณเสร็จ

            “อาการพี่เจิงเป็นเช่นไร”

            “ดีขึ้นมาก แต่อย่างไรก็ควรพักสักคืนหนึ่ง”

            เสี้ยวอู่หมิงผลักหน้าต่างเปิดออก ภายนอกมืดมิดหมู่บ้านห่างไกลตัวเมืองเช่นนี้ พอหัวค่ำผู้คนพากันเข้านอน ทั้งไม่ค่อยจุดโคมไฟให้สิ้นเปลือง

            ครู่หนึ่งหญิงเจ้าของร้านยกผัดผักมาพร้อมชาร้อนกาหนึ่ง

            “อาหารบ้านนอกอาจไม่โอชะ ขอนายท่านโปรดอภัย”

            แล้วนางก็ออกไป

            ทั้งสามความจริงหิวโหยยิ่ง เฟิงตงเปียนเข้าไปปลุกเจิงเจิ้งจิงเสี้ยวอู่หมิงนั่งลงใช้ตะเกียบคีบผัดผักขึ้นมา

            กลิ่นประหลาดโชยเข้าจมูก

            มันวางตะเกียบทันที

            เฟิงตงเปียนเห็นท่าทางผิดปกติ พยายามส่งสายตาสอบถาม

            “เสี้ยวอู่หมิงไม่พูดแต่ชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะ”

            เจิงเจิ้งจิงเห็นกิริยาของทั้งสองก็พอคาดเดาออก

            เสี้ยวอู่หมิงมองผ่านหน้าต่าง หมู่บ้านนี้ช่างเงียบเชียบเสียจริงเงียบจนคล้ายไม่มีผู้คนอาศัยอยู่สักน้อย

            เมื่อลองเปิดประตูห้องออกไป ผัวเมียเจ้าของร้านไม่อยู่แล้ว

            เสี้ยวอู่หมิงปิดประตูเบา ๆ

            “พี่เจิงพอเดินทางได้หรือไม่”

            “ไหว”

            เจิงเจิ้งจิงตอบคำเดียว บุรุษผู้นี้มีความเข้มแข็งเป็นพื้นฐาน

            “พี่เฟิงแบกพี่เจิงก่อน ข้าฯจะทะลวงออกไป”

            เฟิงตงเปียนไม่ถามไถ่มากความ แบกเจิงเจิ้งจิงขึ้นหลังมัดไว้แล้วพากันออกจากห้องลงมาด้านล่าง

            ไม่มีคนอยู่

            ธนูนับหลายดอกพุ่งเข้ามาในร้าน เสี้ยวอูหมิงและเฟิงตงเปียนหลบเข้าหาที่กำบัง

            บางดอกเป็นธนูเพลิง

            ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เสี้ยวอู่หมิงไม่แปลกใจเพราะได้กลิ่นน้ำมันตอนที่ลงมาคาดว่าเป็นฝีมือของผัวเมียเจ้าของร้านนั่น

            “ลองไปด้านหลัง”

            เฟิงตงเปียนพูดพร้อมกับผลักประตูหลังร้านออก ธนูหลายสิบดอกก็ถูกยิงสกัดไว้

            เสี้ยวอู่หมิงยกโต๊ะไม้ขึ้น แม้ไม่แข็งแรงมากนักแต่พอกันลูกธนูได้

            “พี่เฟิงตามมา”

            เสี้ยวอู่หมิงเตะเท้าใส่ผนังไม้ของโรงเตี๊ยมจนแตกเป็นช่องใหญ่ แล้วผลักดันโต๊ะออกไปก่อนเฟิงตงเปียนตามติดอยู่ด้านหลัง ธนูหลายดอกพุ่งเข้ามาปักโต๊ะไม้ทันทีมีธนูเพลิงดอกหนึ่ง แสงไฟบอกตำแหน่งของพวกมันอย่างเด่นชัดเสี้ยวอู่หมิงรีบเคลื่อนที่ออกไปทางด้านข้างท่ามกลางห่าฝนธนูที่ถูกยิงเข้าใส่แสงไฟเมื่อพบตรอกแคบแห่งหนึ่งก็ล่าถอยเข้าไป

            “ดูท่าพวกมันล้อมไว้หมด” เฟิงตงเปียนมองไปรอบตัว

            เสี้ยวอู่หมิงตบไฟที่ไหม้โต๊ะให้ดับลง

            “เราคงต้องผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน ใช้ตัวอาคารเป็นกำบัง แต่ต้องระวังกับดัก”

            ว่าแล้วเสี้ยวอู่หมิงก็สละโต๊ะวิ่งนำเข้าไปในหมู่บ้านที่มีบ้านอยู่ไม่กี่หลังคาเรือนลูกธนูถูกยิงมาอีกหลายชุด แต่ทั้งสามสามารถใช้มุมเหลี่ยมของตัวบ้านบังไว้ได้

            จนมาถึงบริเวณท้ายหมู่บ้าน เลยไปเป็นป่าอันมืดมิด 

            “พวกมันไม่ยอมจุดคบเพลิง คงกลัวจะถูกเล่นงานเหมือนครั้งก่อน”เฟิงตงเปียนกระซิบ

            “เป็นเช่นนั้น” เสี้ยวอู่หมิงเห็นด้วย

            “หากไม่จุดไฟ พวกมันยากจะยิงธนูในป่า พวกเราคนน้อยสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกแต่ต้องกำหนดจุดนัดพบให้ชัดเจน ป้องกันการพลัดหลง”เจิงเจิ้งจิงอาศัยวิชาทหารเข้าช่วย

            “เราจะไปพบกันที่ใด” เสี้ยวอู่หมิงถามด้วยนอกจากหมู่บ้านนี้แล้วที่เหลือก็เป็นป่าเขา ยากที่จะหาจุดนัดพบได้

            “ห่างจากที่นี่ไปราวยี่สิบลี้ มีด่านตรวจระหว่างทางแห่งหนึ่งพวกเราทำท่าเป็นหนีเข้าป่า แล้ววกกลับเข้าถนนใหญ่มุ่งหน้าไปที่ด่านน่าจะถึงก่อนเช้า”

            เฟิงตงเปียนพยักหน้า แม้พวกตนจะมีวรยุทธสูงกว่า แต่เจิงเจิ้งจิงได้รับบาดเจ็บทั้งฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมาก ควรหลีกเลี่ยงจากการปะทะโดยตรง

            “ข้าพเจ้าแบกพี่เจิงบ้าง”

            เฟิงตงเปียนแก้มัดแล้วให้เจิงเจิ้งจิงขี่หลังเสี้ยวอู่หมิงจากนั้นทั้งหมดก็ซุ่มอยู่พักหนึ่ง

            “ไม่ได้ยินเสียงพวกมันเคลื่อนไหว แสดงว่ารอให้เราเปิดเผยตัว” เจิงเจิ้งจิงกล่าวพลางชี้มือไปยังแนวป่า

            “จากจุดนี้ห่างไม่กี่ก้าว พวกท่านไปให้เร็วที่สุดเชื่อว่าศัตรูยิงธนูใส่ไม่ทัน”

            “ข้าพเจ้านำเอง” เฟิงตงเปียนขยับตัวรอจนเสี้ยวอู่หมิงพร้อมก็พุ่งออกไปเสี้ยวอู่หมิงแบกเจิงเจิ้งจิงตามติด มีธนูถูกยิงมาจากด้านข้างแต่ไม่ทันเฟิงตงเปียนและเสี้ยวอู่หมิงวิ่งเข้าไปในป่าได้ก่อน จากนั้นทั้งสองไม่รั้งรอเร่งฝีเท้าลึกเข้าไปในป่าหลายลี้ ก่อนวกกลับเข้าหาถนนใหญ่

    ใช้เวลาไม่ถึงชั่วยามก็มาถึงด่านตรวจแห่งหนึ่ง แม้จะเป็นด่านระหว่างทางแต่มีทหารประจำการนับร้อยนาย เนื่องจากเป็นช่วงที่ใกล้กำหนดเสด็จกลับของพระนางบูเช็กเทียนจึงกวดขันเข้มงวดเป็นพิเศษ

            เสี้ยวอู่หมิงหยุดก่อนถึงด่าน แก้มัดให้เจิงเจิ้งจิงเดินเข้าไปเองเพื่อรักษาหน้าตาของเพื่อนร่วมทาง

            เมื่อเจิงเจิ้งจิงเข้าไปแสดงตัว ทหารที่เฝ้าอยู่ก็รีบต้อนรับ

             “ผู้ใดกล้าเล่นงานพวกท่านถึงเพียงนี้”

            นายทหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาของด่านเข้ามาดูอาการของเจิงเจิ้งจิงด้วยตนเองมันไม่อยากให้คนสนิทของเจ้ากรมตุลาการมาประสบเภทภัยที่นี่

            “ยังไม่ทราบ พวกมันไม่แสดงตัว แต่ลงมือจู่โจมทันที”

            เจิงเจิ้งจิงไม่ยอมเอ่ยถึงพรรคปราบมังกรเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนก็รู้ทัน ไม่พูดอันใดออกไป

            “ท่านเฟิงตงเปียนสังกัดเจ้ากรมตุลาการเช่นเดียวกับข้าพเจ้าส่วนท่านเสี้ยวอู่หมิงเป็นคนสนิทของเว่ยกงกง”

    เมื่อทหารเฝ้าด่านทราบว่าผู้มามีหน้ามีตาถึงเพียงนี้จึงพากันมาดูแลอย่างดี กล่าวไปส่วนใหญ่ล้วนต้องการโยกย้ายไปทำงานในตัวเมืองเพื่ออยู่ใกล้ครอบครัว หากมีผู้มีอำนาจบอกกล่าวช่วยเหลือก็จะสะดวกยิ่ง

            “วันพรุ่งนี้ผู้น้อยจะส่งกองทหารลาดตระเวนออกตรวจตราไปหมู่บ้านนั่น พวกท่านพักผ่อนอย่างสบายใจ”

    ทหารที่เฝ้าค่ายยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่ศัตรูมีถึงห้าร้อยคนไม่เช่นนั้นทั้งสามจะหนีรอดมาได้อย่างไร

            “พวกท่านระวังให้มาก กำลังพวกมันมากกว่าทหารในด่านนี้”เจิงเจิ้งจิงกำชับ

            คืนนั้นทั้งสามทานอาหารแล้วรีบนอนเอาแรง ยาของหวงฮูหยินชงัดนักเจิงเจิ้งจิงไม่มีอาการไข้จากบาดแผลแม้แต่น้อย

            เมื่อถึงช่วงเช้าเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนตื่นนอนแทบจะพร้อมกันทั้งสองออกมาเดินบริเวณหน้าด่าน  

             “เหมือนพวกมันไม่กล้าตามมา”เฟิงตงเปียนกล่าวขณะทอดตาไปยังผืนป่า

            “แสดงว่าศัตรูยังไม่ต้องการเปิดเผยตัวตอแยกับทางการ”

            “มันเป็นพวกโจรป่าหรือไม่”

            “โจรป่าไม่ลงทุนกับคนเดินทางเพียงสามคนเช่นนี้ น่ากลัวเป็นพรรคปราบมังกรเสียมากกว่า”

            “เราจะทำเช่นไร”

            “พักที่นี่สักระยะ รอบาดแผลท่านเจิงทุเลา ยืมม้าของด่านเร่งเข้าฉางอาน”

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน