บทที่ 21 ตรวจสอบบัญชี
เมื่อฉินจงเจิ้งเห็นอนุหลี่กำลังโกรธเคืองตนเองอยู่ เขาจึงกุมมือเรียวเล็กของนางไว้ สีหน้าพลันอ่อนโยนลงทันใด “สิ่งที่ฉินหยวนกล่าวก็มีเหตุผล หากเ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้อีก ไม่ว่าข้ารับใช้ผู้นี้จะมีความผิดอะไร เ้าจะต้องถูกลากไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปล่อยให้อนุหยางเป็ผู้ตรวจสอบเื่นี้เถิด อย่างไรเสียก็คงไม่พบสิ่งใดอยู่แล้ว เ้าจงวางใจเถิด”
ไม่ว่าผู้ใดจะเป็ผู้ดูแลจวน ย่อมต้องมีปัญหาเล็กบ้างใหญ่บ้าง ฉินจงเจิ้งเองก็รู้ดีแก่ใจ อนุหลี่นั้นไม่มีครอบครัวคอยหนุนหลัง มีเพียงพี่ชายที่เป็นักปราชญ์ผู้เดียวเท่านั้น อีกทั้งยังคิดอะไรได้เชื่องช้า จึงควบคุมได้ง่ายที่สุด
ฉินจงเจิ้งพอใจมากกับตำแหน่งผู้ดูแลจวนตระกูลฉินคนนี้…
ในภายหน้า หากมีความจำเป็ฉินจงเจิ้งจะไม่ยอมจมปลักอยู่กับอนุหลี่เพียงผู้เดียว การแต่งงานกับภรรยาคนใหม่ นางผู้นั้นจะต้องมีฐานะทัดเทียมกับตนเท่านั้น จึงจะเป็ทางเลือกเดียวของเขา
เพียงแต่ครานี้ความผิดพลาดที่อนุหลี่ได้ก่อขึ้น ใหญ่โตเกินกว่าที่ฉินจงเจิ้งคาดไว้มากนัก
ในตอนนี้อนุหลี่ยังไม่รู้ตัว…
นางยิ้มอย่างอ่อนหวานเย้ายวน “ข้าจะทำตามที่นายท่านประสงค์ทุก อย่างเลยเ้าค่ะ”
หากยังดื้อดึงต่อไป เกรงว่าฉินจงเจิ้งจะต้องสงสัยอนุหลี่เข้าสักวัน นางจึงคิดว่า ต้องรีบนำเงินที่ยักยอกออกไปกลับใส่เข้าไปในบัญชีโดยเร็วที่สุด
ในยามนี้อนุหลี่ที่แท้งบุตรในครรภ์ไปได้ไม่กี่วัน นางจึงห่วงใยสุขภาพของตนเองมากขึ้น จึงขัดขืนต่อมือใหญ่ของฉินจงเจิ้งที่กำลังลูบไล้ไปตามเรือนร่างของนาง “นายท่าน... ข้ายังไม่พร้อมที่จะรับใช้ท่านในยามนี้เ้าค่ะ”
เมื่อครู่ถูกความใคร่จนลุ่มหลงในกามารมณ์ไปชั่วขณะ ฉินจงเจิ้งได้สติกลับมาในทันที ใบหน้าของเขาในตอนนี้แดงก่ำไปหลายส่วน แม้จะรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่ฉินจงเจิ้งก็ยังพูดว่า “เ้าพักผ่อนที่นี่เถิด ข้าต้องไปจัดการธุระข้างนอก”
หลังจากฉินจงเจิ้งออกไปแล้ว อนุหลี่ก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้นไปอีก จึงรีบให้ข้ารับใช้ในเรือนไปตามหลี่อันพี่ชายของนางมาสอบถามทันที
“เงินที่ข้าให้ยืมออกไปเมื่อคราก่อน เ้าบอกว่าเดือนนี้จะนำเข้าบัญชี ข้าอยากถามว่า ตอนนี้มีความคืบหน้าบ้างหรือไม่?” อนุหลี่มองพี่ชายของตนเองแล้วเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
ความจริงแล้วเื่นี้เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…
อนุหลี่ได้แอบยักยอกเงินก้อนหนึ่งจากงบประมาณของจวนตระกูลฉินไป เนื่องจากจำนวนเงินค่อนข้างมาก รวมกับสินสอดเดิมที่นางนำติดตัวมาตอนแต่งงานก็มีน้อยนิด ทำให้นางไม่สามารถหาเงินมาสำรองจ่ายส่วนที่ขาดหายไปได้ทัน
โชคดีที่พี่ชายของนางมีช่องทางทำเงิน นางจึงได้แอบยักยอกเงินจากจวนตระกูลฉินไปให้พี่ชายลงทุน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะได้กำไรกลับมาเป็เท่าตัว ในตอนนั้นอนุหลี่จึงรู้สึกหวั่นไหว
แต่กระนั้นนางก็ยังไม่กล้าเชื่อใจพี่ชายนัก จึงยอมควักเงินสินสอดของตนเองเพียงไม่กี่ร้อยตำลึง ทว่าไม่นึกเลยว่าเพียงแค่เดือนเดียว เงินจำนวนนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวจริง ๆ!
หลังจากนั้น อนุหลี่ก็ได้ลองให้พี่ชายนำเงินไปลงทุนอีกหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งก็ได้เงินกลับคืนมาเป็เท่าตัว นางจึงเริ่มวางใจ
ครานี้ก็เป็เพราะพี่ชายติดหนี้การพนัน จำนวนเงินไม่น้อยเลย ถ้าไม่ใช่เพราะอนุหลี่ส่งคนไปห้ามไว้ ป่านนี้พวกทวงหนี้คงทุบตีพี่ชายของนางจนพิการไปแล้ว ไม่วายพวกนั้นยังคงตามมาทวงหนี้ถึงจวนตระกูลฉินอีกด้วย
น่าสงสารตระกูลหลี่ของพวกนาง อนุหลี่เหลือเพียงหลี่อันผู้เป็พี่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น นางจะปล่อยให้เขาถูกทำร้ายโดยไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร?
อนุหลี่ครุ่นคิดในใจว่าถ้าทำก็ต้องทำให้สุด ลงทุนเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในมือไปเลยดีกว่า คืนทุนครั้งเดียวให้พอ ไม่ต้องลงทุนทีละครั้งแล้ว นางสามารถใช้เงินซื้อตำแหน่งให้พี่ชายทำได้อีกด้วย ให้เขาอยู่เฉย ๆ อย่าสร้างปัญหาให้นางต้องกังวลอีก
เห็นพี่ชายคนนี้แล้ว อนุหลี่ก็กังวลใจและปวดหัวยิ่งนัก…
“เ้าวางใจเถิด พรุ่งนี้ก็ครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว เมื่อวานข้ายังไปดื่มสุรากับเ้าของโรงรับจำนำอยู่เลย เขาบอกว่าพรุ่งนี้จะได้รับทั้งเงินต้นและกำไร เห็นแก่น้องหญิงที่ลงทุนใหญ่ขนาดนี้ ข้าจะให้เขาเพิ่มกำไรให้อีกสองส่วน” หลี่อัน พี่ชายของอนุหลี่เอ่ยขึ้น ใบหน้าของเขาเรียวเล็ก ดวงตาแฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์ ท่าทางดูไม่น่าไว้วางใจ ทั้งวันเอาแต่คบค้าสมาคมพวกอันธพาล ทั้งยังเป็คนโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งและไม่มีผู้ใดคอยดูแลสั่งสอน
“เช่นนั้นก็ดี หยางหวั่นซิงคงจะยังไม่ทันได้ตรวจสอบ ก่อนที่นางจะตรวจสอบบัญชี ข้าจะเอาเงินที่ยักยอกออกไปมาใส่คืนให้เรียบร้อยก่อน เื่นี้รู้กันแค่ฟ้าดิน พี่แล้วก็ข้า… หากอนุหยางอยากจะตรวจสอบอย่างไรก็ไม่มีทางหาหลักฐานเจอแน่นอน!” อนุหลี่พูดพลางลูบมือทั้งสองข้างไปมา นิ้วเรียวสะกิดพู่ห้อยที่เหนือหน้าผากขึ้นเล็กน้อย หางตากระดกขึ้น แม้จะไม่สาวสะพรั่ง แต่ก็ยังคงเค้าความงามสะคราญอยู่ไม่น้อย
ณ เรือนร่มเย็นของอนุหยาง หวั่นลวี่ได้ย้ายบัญชีทั้งหมดจากห้องเก็บบัญชีมาจนเต็มสองหีบใหญ่ เจี้ยงหงที่ไม่รู้หนังสือ เมื่อมองดูบนสมุดบัญชีที่เต็มไปด้วยตัวอักษรเล็ก ๆ ราวกับมด ก็พลันปวดหัวขึ้นมา
“บัญชีพวกนี้จะตรวจสอบเสร็จเมื่อใดหรือ?” เจี้ยงหงอดไม่ได้ที่จะถาม
“ไม่ต้องรีบร้อน” อนุหยางคอยดูอยู่ข้าง ๆ ตลอด หวันลวี่ตรวจดูหนึ่งเล่ม อนุหยางก็ดูอีกเล่ม แล้วนางก็ดูซ้ำอีกรอบ หวันลวี่เองก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน การตรวจสอบบัญชีละเอียดถี่ถ้วนเช่นนี้ แม้จะพบร่องรอยบางอย่าง ทว่าทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะลงโทษอนุหลี่ได้
“จะต้องมีหลักฐานที่ใช้มัดตัวนางได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะตามนิสัยของอนุหลี่ที่โลภมากนั้น นางคงไม่ละเว้นที่จะฉ้อโกงแม้แต่น้อย” ในตอนนี้พวกนางตรวจพบความผิดปกติในบัญชีเป็จำนวนมาก และยังมีสิ่งของอีกมากที่จัดซื้อในราคาสูงกว่าที่เคยซื้อมาหลายเท่า
ทว่าความผิดปกติยังไม่หมดแค่เพียงเท่านี้…
เจี้ยงหงชงน้ำชาและคอยรับใช้อยู่ไม่ห่าง จากนั้นนางจึงจุดเตาผิงไว้ใกล้ ๆ เพราะเกรงว่าอนุหยางจะหนาว
“อนุหยาง ท่านดูตรงนี้ก่อนเถิด!” หวั่นลวี่ะโจากด้านข้าง “นี่คือบัญชีที่ท่านเพิ่งดูไปเมื่อครู่ ท่านไม่สังเกตเห็นอะไรผิดปกติเลยหรือเ้าคะ?”
หวั่นลวี่ยื่นสมุดบัญชีให้อนุหยาง แล้วชี้ไปที่มุมซ้ายบนของหน้าปก ก่อนจะเริ่มอธิบายว่า “วันที่หกเดือนสิบ มีการเบิกเงินออกจากคลังห้าพันตำลึง และในวันที่หกเดือนสิบเอ็ด มีการคืนเงินห้าพันตำลึง และยังมีตรงนี้ด้วยเ้าค่ะ จำนวนเงินมหาศาลเหล่านี้ ไม่ทราบว่าเอาไปใช้ทำอะไร แม้ว่าจะลงบัญชีไว้แล้ว แต่ก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าเอาไปใช้ทำอะไร อนุหยางไม่คิดว่ามันผิดปกติหรือเ้าคะ?”
เมื่อครู่อนุหยางก็สังเกตเห็นเช่นกัน แต่นางคิดว่าคืนถูกนำคืนเข้าคลังไปแล้วจึงไม่ได้ใส่ใจ
หลังจากอนุหยางพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว นางก็รู้ว่าตัวเองประมาทเกินไป จึงถามหวั่นลวี่ว่า “มีวิธีอะไรบ้างหรือไม่?”
“เมื่อครั้งที่ข้าอยู่บ้าน เคยได้ยินมารดาเล่าเื่ของญาติผู้หนึ่งให้ฟังว่าญาติคนนั้นถูกหลอกให้เอาทรัพย์สินในบ้านทั้งหมดไปลงทุน ไม่คิดเลยว่าพวกคนชั่วเ่าั้จะยักยอกเอาทรัพย์สินหนีไปทั้งหมด ญาติของข้าผู้นั้นก็ะโน้ำตาย พอคิดเช่นนี้แล้ว… เื่นี้ช่างคล้ายกันเหลือเกิน” หวันลวี่พูดอย่างฉะฉาน หากนางไม่เคยรู้เื่ราวนี้มาก่อนเกรงว่านางเองก็คงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติในนั้นเช่นกัน
“แต่อนุหลี่ ไม่ใช่คนโง่ขนาดนั้น เื่โจ่งแจ้งขนาดนี้แม้แต่เ้ายังมองเห็นถึงความผิดปกตินั้นเลย แล้วนางจะมองไม่เห็นได้อย่างไร?” อนุหยางงุนงงอย่างยิ่ง การที่อนุหลี่จะกระทำการโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้ นางจะต้องได้รับผลประโยชน์จากเื่นี้โดยตรง มิฉะนั้นแล้วอนุหลี่จะทำอะไรโง่เขลาเช่นนี้ได้อย่างไร? อนุหยางเอ่ยถามอีกว่า “่นี้ข้าไม่ได้ยินข่าวของพี่ชายนางมากสักพักแล้ว มีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือ?”
นอกจากหลี่อันผู้เป็พี่ชายแล้ว อนุหลี่ไม่มีทางขาดเงินจากที่อื่นแน่
“อนุหยางไม่ทราบหรอกเ้าค่ะ พวกเ้าของโรงรับจำนำพวกนี้ล้วนเป็โจรกันทั้งนั้น พวกเขารู้ว่าชาวบ้านไม่มีทางเอาเงินออกมาให้ในครั้งแรกง่าย ๆ จึงใช้หว่านล้อมล่อลวงทีละน้อย เช่นวันนี้แจกไข่ไก่ พรุ่งนี้เป็แป้ง หลอกล่อให้ชาวบ้านเชื่อว่าพวกเขาทำเพื่อการกุศล แล้วจึงเรียกเก็บเงิน” หวั่นลวี่กล่าว “และเพื่อดึงดูดบรรดาเศรษฐีที่ยอมควักเงินพวกเขาจะไม่เก็บเงินแล้วหนีไปในครั้งแรก แต่จะปล่อยไปสองสามครั้ง และเมื่อเห็นว่าได้เงินมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจำนวนที่้าแล้ว ก็จะเก็บข้าวของหนีไปทันที แต่ข้าไม่ทราบแน่ชัดว่าอนุหลี่ลงทุนไปเท่าไหร่?”
คงจะเป็อย่างที่หวั่นลวี่คาดการณ์ไว้ อนุหลี่ต้องเคยลองเชิงมาหลายครั้ง อีกทั้งยังมีความจำเป็ที่ต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน ด้วยความโลภมาก จึงได้ทุ่มเงินไปมากมายขนาดนี้
“ตรวจสอบต่อไป หาเงินที่นางลงทุนออกไปในเดือนนี้ให้เจอ!” อนุหยางออกคำสั่งทันที
ในขณะเดียวกัน ความเร็วในการตรวจสอบบัญชีก็เพิ่มขึ้น…
ไม่นานนัก… หวั่นลวี่ก็พบบันทึกการลงทุนในเดือนนี้ เงินจำนวนมหาศาลถึงสองแสนตำลึง ทำเอาอนุหยางหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที
ฉินจงเจิ้งเพิ่งจะรุ่งเรืองขึ้นมาใน่ไม่กี่ปีมานี้ ก่อนหน้านี้ก็ได้แต่พึ่งพา ตระกูลไป๋ค้ำจุนมาตลอด แม้ว่าตอนนี้จะตั้งตัวได้แล้ว แต่ก็ไม่มีทั้งอิทธิพลและทรัพย์สมบัติ
ต้องอาศัยเงินจากการดำเนินกิจการหมุนเวียนไปเท่านั้น นอกจากนี้ยังติดสินบนขุนนางอยู่เป็ประจำ ไล่ั้แ่ขุนนางชั้นผู้น้อยไปจนถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ผู้ใดก็ตามที่สามารถหาทางเข้าถึงฉินจงเจิ้งได้ ต่างก็รุมทึ้งเรียกเอาเงินทองจากเขาไปทั้งนั้น
แม้จะไม่อยากให้ แต่ฉินจงเจิ้งก็ไม่มีทางเลือก เพราะบรรดาขุนนางเหล่านี้ล้วนมีเส้นสายกัน และอยู่ในเครือข่ายเดียวกับองค์ชายอวิ๋น หากพวกเขาไม่พอใจผู้ใดขึ้นมาก็จะส่งผลกระทบเป็วงกว้าง แล้วเขาจะทำอย่างไรได้?
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ทำให้ฉินจงเจิ้งหมายปองตำแหน่งพ่อค้าหลวง เพราะพ่อค้าหลวงนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของราชวงศ์และขุนนาง จึงสามารถแสวงหาเงินทองได้มากมายมหาศาลและมั่นคงกว่า
ดังนั้น จวนตระกูลฉินจึงไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่คนภายนอกคิด นอกจากเงินที่ใช้หมุนเวียนแล้ว เงินที่คงเหลืออยู่กลับมีไม่มากนัก
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว อนุหยางก็ยิ่งใมากขึ้นไปอีก เพราะจำนวนเงินที่มากมายขนาดนั้น คงจะสูญเปล่าไปเสียแล้ว
แต่ไม่นานนางก็ตั้งสติได้ อย่างไรเสียก็ไม่ใช่เงินที่นางเป็คนทำยักยอกไป ต่อให้กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์…
“หวั่นลวี่ เ้าไปที่เรือนบัวหยก บอกเื่ทั้งหมดที่เราพบเจอให้คุณหนูใหญ่ฟัง จำไว้ว่าห้ามตกหล่นแม้แต่คำเดียว ให้คุณหนูใหญ่ช่วยคิดว่า เราจะใช้จุดอ่อนนี้กำจัดอนุหลี่ได้อย่างไร?” อนุหยางเอ่ยอย่างเดือดดาล อนุหลี่ช่างกล้ายิ่งนักที่ทำเื่เช่นนี้ โชคดีที่นางตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในขณะเดียวกัน ฉินหยวนกำลังคิดหาวิธีบีบให้ฉินจ้งเจิ้งปล่อยมารดาของตนเองกลับมาจากวัด หวั่นลวี่ก็เข้ามาถึงพอดี และได้เล่าเื่ราวทั้งหมดให้ฉินหยวนฟังอย่างละเอียด
ฉินหยวนลูบมือของตนเองไปมา ครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เ้าไปสืบดูสิว่าพี่ชายของอนุหลี่ไปลงทุนที่ใด ถ้าเ้าของร้านยังไม่หนีไป ให้ส่งข่าวลับไปบอกเขาว่าทางการกำลังมาตรวจสอบเื่นี้อยู่และหาหลักฐานที่พวกเขากระทำผิดมา”
อย่างไรเสีย เงินทองของตระกูลฉินก็ไม่ใช่ของฉินหยวนอยู่ดี ฉะนั้นนางย่อมไม่ได้รู้สึกเสียดายอยู่แล้ว
“แต่เราจะปล่อยให้พวกเขาหนีไปง่าย ๆ ไม่ได้” ฉินหยวนคิดแผนร้ายกาจขึ้นมาในใจ มือเรียวสะบัดเบา ๆ ก่อนจะส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้เจี้ยงหง “ข้าต้องขอรบกวนเ้าด้วยเจี้ยงหง เ้าจงนำส่งจดหมายฉบับนี้ไปส่งที่จวนองค์ชายหนิงให้ข้ามี แล้วก็ฝากบอกเื่นี้กับองค์ชายหนิง ด้วย”
“คุณหนู เมื่อครู่ท่านเขียนอะไรไปหรือเ้าคะ? เหตุใดถึงเกี่ยวข้องกับท่านองค์ชายหนิง” หงอวี้รู้สึกสงสัย ชัดเจนว่าเื่นี้เป็เื่ของจวนตระกูลฉิน ถึงแม้องค์ชายหนิงจะยินดีช่วยเหลือคุณหนู แต่หงอวี้ก็เกรงกลัวว่าคนอื่นจะนินทาว่าร้ายเอาได้!
“มิใช่ มิใช่ เ้าไม่ต้องกังวลหรอก ครานี้อนุหลี่จะต้องตายอย่างแน่นอน”
บัดนี้ ข้ารับใช้ในจวนองค์ชายหนิงต่างรู้ว่าฉินหยวนเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคุณชายน้อย ท่านอ๋องหย่งซาบซึ้งใจยิ่งนัก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าขัดขวาง ปล่อยให้เจี้ยงหงเข้าไปพบองค์ชายหนิงได้
ขณะนั้นองค์ชายหนิงกำลังอยู่ในห้องหนังสือ ครั้นเห็นว่ามีผู้มาเยือน จึงเขียนบทกวีที่ค้างอยู่จนจบอย่างลื่นไหล ก่อนจะเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “คุณหนูฉินมีเื่อันใดจึงได้มาหาข้าถึงที่นี่อย่างนั้นหรือ?”
“เรียนองค์ชายหนิง คุณหนูฝากมาบอกว่า หากท่านอ่านจดหมายฉบับนี้แล้วจะเข้าใจทุกอย่างเองเ้าค่ะ” เจียงหงกล่าวอย่างสุภาพ พลางยื่นจดหมายออกไปโดยไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
องค์ชายสูงศักดิ์เยี่ยงนี้ นางจะกล้ามองตรง ๆ ได้อย่างไร?
เมื่อองค์ชายหนิงรับจดหมายมาแล้ว จึงเพียงแค่กวาดสายตามองคร่าว ๆ เท่านั้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา เด็กสาวผู้นี้ ช่างรู้จักหาของกำนัลมาให้เขาเสียจริง!
องค์ชายเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเป็ประกายขึ้นมาทันที ทำเอาเจี้ยงหงถึงกับตะลึงงัน
เขาเอ่ยขึ้นว่า “กลับไปบอกคุณหนูของเ้าว่า บุญคุณในครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้ไม่มีวันลืม”