ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 130 คนทรยศ
รถคันแรกเคลื่อนเข้าไป คันที่สองตาม จนกระทั่งคันสุดท้าย ในที่สุดทุกคันรถก็เคลื่อนผ่านเข้าไปภายในช่องแคบทั้งหมด
ขบวนรถทั้งสี่คันเคลื่อนตัวผ่านช่องแคบแนวเขาไปอย่างช้าๆ บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงเท้าของสัตว์และล้อเกวียนที่บดไปตามพื้นดินสีส้ม
ทั้งผู้คนภายในรถ และภายนอกรถ ต่างก็ไม่ได้พูดอะไรกันทั้งสิ้น ดูเหมือนว่าทุกคนจะตึงเครียดมากพอสมควร ไม่เหมือนขบวนเดินทางตามปกติที่ท่องเที่ยวไประหว่างเมือง
เด็กหนุ่มในรถเกวียนเล่มที่สามขมวดคิ้วหนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งผ่านเวลานานไป ดูเหมือนเขาจะยิ่งรู้สึกเป็นกังวลมากเข้าไปใหญ่จนแทบนั่งไม่ติดที่ บางทีก็หันซ้ายแลขวา บางทีก็ชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่าง
ตลอดเวลาเด็กหนุ่มกำจี้ห้อยคอสีทองไว้แน่น ดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจได้
เด็กหนุ่มในชุดขาวพยายามสงบสติอารมณ์ นั่งนิ่ง ตัวตั้งตรง หลับตาลง หายใจเข้าออกช้าๆ หลายครั้ง ก่อนจะเปิดจี้ห้อยคอออกดู
ฝั่งซ้ายเป็นรูปของหญิงสาวผมทองผู้งามสง่า ในมืออุ้มเด็กทารกเอาไว้ในอ้อมแขน ส่วนด้านข้างมีเด็กชายตัวเล็กๆ ยืนอยู่ ส่วนฝั่งขวาเป็นลายมือสลักลงบนโลหะ เขียนเอาไว้ว่า 'ด้วยรัก -เด็บบร้า ฮาวีรอน-'
เด็กหนุ่มมองรูปภาพและข้อความเหล่านั้นด้วยดวงตาที่สั่นไหว สูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ก่อนจะปิดจี้ห้อยคอนั้นกลับไปตามเดิม สอดมันกลับเข้าไปในหน้าอกเสื้อ
ตึกตึก ตึกตึก
เสียงหัวใจของเด็กหนุ่มดังขึ้นถี่ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งเต้นรัวเร็วขึ้น
เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปสัมผัสที่หน้าอกด้านซ้าย ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหันหน้าไปมองเด็กสาวที่นอนหลับอย่างสบายใจ
เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีขาวขลิบฟ้าเอื้อมมือไปจับที่แขนของอีกฝ่าย ก่อนจะเขย่าเบาๆ
“น้องเล็ก ตื่นได้แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหลับ” เสียงของเด็กหนุ่มกระซิบที่ข้างหูของเด็กสาวที่มีผิวขาวใสราวหิมะ
“อืม” เด็กสาวขมวดคิ้วเข้าหากัน เปลือกตายังคงปิดสนิท แต่ดูเหมือนว่าสติจะเริ่มกลับมาจากห้วงนิทราแล้ว เพียงแต่ยังไม่คุ้นชินกับแสงที่ส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างของคันรถก็เท่านั้น
เปลือกตาของเด็กสาวค่อยๆ หรี่รับแสง ตาปรือค่อยๆ กะพริบถี่ๆ ก่อนจะมองไปยังเด็กหนุ่มด้วยความงุนงง
“มีอะไรหรือท่านพี่” เด็กสาวลุกขึ้นมานั่ง แต่หัวก็ยังก้มพับไปตามแรงโน้มถ่วง ดูเหมือนว่าอาการมึนงงยังคงมีอยู่
“ตอนนี้เรากำลังผ่านเส้นแบ่งระหว่างเขตแดน......ทักษะพิเศษของพี่ร้องเตือนว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย” เด็กหนุ่มพูดกับเด็กสาว แต่ใบหน้าหันมองออกไปนอกหน้าต่างตลอด ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล
เมื่อได้ยินเรื่องจากปากเด็กหนุ่ม อาการง่วงซึมก็ค่อยๆ คลายหายไป ดวงตาของเด็กสาวกลายเป็นแจ่มชัด คิ้วขมวดเข้าหากันมองพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ
เธอรู้ดีถึงความสามารถของบุคคลตรงหน้า หากอีกฝ่ายบอกว่าไม่ปลอดภัย ก็หมายความว่ามันไม่ปลอดภัยจริงๆ
ก่อนหน้านี้คนทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วในวัง ชีวิตของทั้งสองภายในพระราชวังที่เรียกกันว่าเป็นบ้านไม่เคยทำให้อุ่นใจได้สักครั้ง มันเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี มีอันตรายนับไม่ถ้วน หากไม่มีพี่ชายเช่นเด็กหนุ่มตรงหน้า ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้ตัวนางจะมีชะตาชีวิตที่เลวร้ายมากเพียงใดยามเมื่ออยู่ที่นั่น
“แล้วพวกเราควรทำเช่นไร?” ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเด็กสาว
“ทำอะไรไม่ได้ ครั้งนี้พี่ไม่แน่ใจเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายแบบไหน...” เด็กหนุ่มในชุดขาวส่ายศีรษะ ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ตอนนี้สถานการณ์ภายในเขต C ไม่ปกติอย่างยิ่ง องค์ราชาจึงส่งคนทั้งสองกลับไปยังอาณาจักรของพระสนมหรือก็คือแม่ของเด็กทั้งสองคน โดยส่งอเวกระดับเก้าถึงสามคนติดตามมาคอยคุ้มกันภายในขบวนด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดขององค์ชายและองค์หญิงที่อาณาจักรฝั่งพระสนมส่งมาคุ้มครองอยู่แล้ว
ที่องค์ราชาส่งมาได้แค่อเวกระดับเก้าเป็นเพราะอีโวลจำเป็นมากสำหรับสงครามครั้งใหญ่ ผลการต่อสู้สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอหากขาดอีโวลไปสักคน การตรึงกำลังส่วนใหญ่เอาไว้ที่มหานครเขต C จึงเป็นสิ่งสำคัญ
“พวกเราทำได้แค่เชื่อมั่นในหน่วยคุ้มกันที่พวกเรามี และหวังว่าศัตรูจะไม่ได้ให้ค่าพวกเราไว้สูงนัก” เด็กหนุ่มเปรยเบาๆ ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนสีไปในฉับพลัน
“ไม่ดีแล้ว!” เด็กชายโพล่งออกมา หันไปด้านหน้าคันรถก่อนจะตะโกนออกไป “หยุดรถเดี๋ยวนี้!”
พลขับที่เป็นนักฝึกอสูรได้ยินคำสั่งก็ชะลอรถตามที่เจ้านายบอกทันที ก่อนจะส่งสัญญาณให้คันรถที่ตามมาด้านหลังหยุดเคลื่อนที่
ครืด!
เนื่องจากคำสั่งที่กะทันหัน ทำให้สัตว์อสูรที่ลากเกวียนทั้งสองคันถึงกับต้องชะลอความเร็วจนตัวโก่ง รถที่พุ่งไปด้านหน้าค่อยๆ ลดความเร็วจนหยุดตัวลง
“เกิดอะไรขึ้น?!” เสียงตะโกนของชายชราดังมาจากรถเกวียนด้านหลัง รัศมีพลังของอเวกระดับเก้าถูกปลดปล่อยออกมา ร่างของชายชราในชุดสูทสีเทาพุ่งผ่านระยะมาหาคันรถด้านหน้าทันที
ตูม!
ยังไม่ทันที่ชายชราจะเข้าใจสิ่งใด เสียงระเบิดก็ดังมาจากด้านหน้าขบวนรถ หลังจากนั้นก็เห็นก้อนหินขนาดใหญ่กลิ้งลงมาจากแนวเขาทั้งสองข้าง
ตึง!
หินขนาดยักษ์จากแนวเขาทั้งสองข้างบดทับรถเกวียนลำดับที่สองจนเละ แม้แต่สัตว์อสูรลากเกวียนก็นอนตายอยู่ใต้ก้อนหิน
โชคดีที่รถเกวียนลำดับที่สามหยุดรถได้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นมันอาจจะเป็นอีกคันที่ถูกก้อนหินยักษ์ทับจนบี้แบน และเมื่อถึงตอนนั้น แม้เด็กหนุ่มเด็กสาวจะไม่ตาย แต่ก็ต้องบาดเจ็บจนหลบหนีลำบาก
“บัดซบ!” ชายชราที่พุ่งมาจากรถคันหลังรู้สึกใจหาย หากหยุดรถช้ากว่านี้สักนิด ก็ไม่แน่ใจว่าสภาพของเจ้านายของตนจะเป็นเช่นไร ชายชราผู้นี้นี่เองที่เป็นคนรับใช้ใกล้ชิดติดตามพระมารดาขององค์ชายองค์หญิงทั้งคู่มาตั้งแต่อยู่อาณาจักรฮาฟแลนดิสอันแสนห่างไกล
ชายชราพุ่งตัวเข้าไปดูความปลอดภัยของหนุ่มสาวทั้งคู่ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก เจ้านายตัวน้อยทั้งคู่ของเขายังปลอดภัยดี ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
ชายชราเปลี่ยนเป้าหมายไปมองที่หน้าขบวนและแนวเขาด้านข้างแทน แววตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว 'ผู้ใดกันที่กล้าลงมือเช่นนี้!'
เบื้องหน้าที่ดูพังทลาย ปรากฏร่างของผู้แข็งแกร่งทะยานขึ้นมาสองคน ทั้งคู่เป็นอเวกระดับเก้าที่องค์ราชาส่งมาคุ้มครองขบวนเดินทาง
ส่วนด้านบนแนวเขา มีกลุ่มคนที่สวมใส่ชุดสีดำปกปิดทั่วทั้งตัวโผล่ออกมาดูผลงานของตนเองทีละคนสองคน นับรวมๆ แล้ว พวกมันมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน หากวัดกันที่ปริมาณ แน่นอนว่าอีกฝ่ายมีมากกว่าขบวนเดินทางคุ้มกันราชวงศ์ไปหลายเท่า แต่ที่ไม่รู้คือความแข็งแกร่งของพวกมัน
ชายชราเหยียบอยู่บนหลังคาของรถเกวียน จับจ้องไปที่พวกมันทุกคนไม่วางตา พยายามตรวจจับพลังงานผันผวนที่พวกมันปลดปล่อยออกมา
ทว่าไม่ทันจะตรวจจับดี เสียงร้องจากด้านหน้าขบวนรถก็ดังขึ้นมาเสียก่อน...
ปัง!
“อั่ก” ร่างของอเวกระดับเก้าคนหนึ่งกระเด็นถอยหลังกลับมา
สิ่งที่เกิดขึ้นหาใช่ฝีมือของศัตรูไม่ แต่เป็นอเวกระดับเก้าอีกคนหนึ่งที่องค์ราชาส่งมาคุ้มครองขบวนรถนั่นเอง มันฟาดฝ่ามือเข้าใส่เพื่อนร่วมหน้าที่ของตนทีเผลอ
“จาเวียส เจ้า! แค่กๆ” อเวกระดับเก้าที่ถูกโจมตีจนกระเด็นถอยหลังชี้มือไปที่อีกฝ่ายอย่างโกรธเกรี้ยว ก่อนจะสำรอกเลือดออกมา
“เจ้ามันโง่เองอลัน ราชวงศ์ที่เป็นเหมือนกับอูฐผอมไม่สามารถทำให้เราเติบโตไปมากกว่านี้แล้ว” ชายหน้าตาคมเข้มที่มีนามว่าจาเวียสเปรยขึ้นมา
ใบหน้าของผู้ลงมือยังคงสงบนิ่ง ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนกับท่าทีของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ไม่นานกลุ่มอเวกในชุดดำก็ทิ้งตัวทะยานลงมาตรงกลางช่องแคบ ล้อมหน้าล้อมหลังขบวนเดินทางไว้ทั้งหมด ปิดกั้นไม่ให้มีใครหลบหนีออกไปได้
พลังที่พวกมันปลดปล่อยออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นอเวกระดับสูง และมีหนึ่งคนในหมู่พวกมันที่เป็นถึงอเวกระดับเก้า หากรวมกับจาเวียสที่เหมือนจะย้ายพรรค อีกฝ่ายก็มีอเวกระดับเก้าถึงสองคน...นี่นับว่าฝ่ายของชายชราเสียเปรียบด้านกำลังพลอย่างมาก แถมอเวกระดับเก้าอีกคนอย่างอลันยังมาได้รับบาดเจ็บอีก
“คุ้มกันเจ้านาย!” ชายชราตะโกนเสียงดัง เหล่าผู้คุ้มกันที่ยังเหลือรอดชีวิตก็รวมตัวเข้ามาที่ศูนย์กลาง หันหน้าออกเตรียมปกป้องขบวนรถที่มีองค์ชายและองค์หญิงหลบซ่อนตัวอยู่
พวกเขามีเพียงห้าถึงหกคน เผชิญหน้ากับศัตรูที่มีมากกว่ายี่สิบคน ด้อยกว่าทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่พวกมันก็จะไม่ยอมทิ้งเจ้านายของตนเองไปไหน เพราะรู้ดีว่าถึงหนีเอาตัวรอดไป อีกฝ่ายก็คงไม่ไว้ชีวิตพวกมันอยู่ดี...
----------------------------------
สองวันก่อนหน้า
พื้นที่รกร้าง เทือกเขาแบ่งเขตแดนระหว่างเขต B และ C
“ดูเหมือนว่าเราต้องข้ามเทือกเขานี้ไปจึงจะถึงอาณาเขต B” ชายหนุ่มชุดแดงลายเมฆกางแผนที่พร้อมกับมองไปที่ภูเขาสูงเบื้องหน้า
มันเป็นเทือกเขาสูงที่ทอดยาวจนสามารถแบ่งอาณาเขตสองแห่งออกจากกันได้ไม่ยาก ซึ่งบัดนี้นักเดินทางทั้งสองคนได้หยุดอยู่ตรงหน้าเทือกเขาแห่งนี้แล้ว
ร่างขมุกขมัวลักษณะคล้ายมนุษย์จ้องมองไปที่เทือกเขาที่ยาวจนสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้า ก่อนจะหันกลับมามองแผนที่ในมือของชายหนุ่มชุดแดง
“พวกมันเป็นเทือกเขาที่สูงชัน การข้ามเทือกเขาพวกนี้จะทำให้เสียเวลามากเกินไป ทางที่ดีที่สุดคือยอมเดินอ้อมเลาะไปตามตีนเขา แล้วตรงเข้าไปยังช่องแคบระหว่างเทือกเขาตรงนี้” มือของร่างเงาขมุกขมัวชี้ไปตามเส้นทางบนแผนที่ ก่อนจะพูดต่อ “แม้จะเสียเวลาในการเดินอ้อมนานขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ดีกว่าต้องแบกสัมภาระทั้งหมดขึ้นภูเขา... เมื่อเทียบกันแล้ว ใช้เส้นทางนี้น่าจะเร็วกว่าและเปลืองแรงน้อยกว่า”
ร่างขมุกขมัวแนะนำชายหนุ่ม ซึ่งอีกฝ่ายเองก็เห็นด้วย แผนการเดินทางจึงต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เพราะการเห็นจากแผนที่เทียบกับการเห็นสถานที่จริงกับตา มันแตกต่างกันอย่างมาก
ชายหนุ่มไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกลุ่มพ่อค้าหรือคณะเดินทางจึงมักเลี่ยงไปใช้เส้นทางอ้อมเทือกเขากันเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นเพราะความชันของภูเขาเบื้องหน้ามันมากเกินกว่าอเวกระดับสูงจะข้ามผ่านไปได้ง่ายๆ ไม่ต้องพูดถึงขบวนรถหรือคนธรรมดาเลย