ยี่สิบวันล่วงเลยผ่านไป...
ณ ลานกว้างของสำนักเฟิงหยวน บัดนี้ปรากฏเรือเหาะขนาดกลางจอดเรียงรายอยู่ถึงหกลำ แต่ละลำสามารถรองรับผู้คนได้ราวสี่สิบชีวิต ศิษย์ระดับฐานวิญญาณกำลังทยอยก้าวขึ้นไปประจำตำแหน่งบนเรือเหาะสองลำแรก ส่วนอีกสี่ลำที่เหลือถูกจัดเตรียมไว้สำหรับศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางถึงขั้นปลาย ที่ได้รับสิทธิ์ให้เดินทางไปร่วมชมงานประลอง
เพราะอีกเพียงสิบวันข้างหน้า 'งานประลองพันธมิตรเมฆา' อันยิ่งใหญ่กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ สำนักหยุนซาน... สำนักอันดับหนึ่งแห่งดินแดนแถบนี้!
ทว่า นอกเหนือจากเรือเหาะทั้งหกลำนั้นแล้ว ยังมีเรือเหาะขนาดยักษ์อีกหนึ่งลำจอดตระหง่านอยู่ มันดูโอ่อ่า ยิ่งใหญ่ และวิจิตรงดงามตระการตากว่าลำใด ๆ ราวกับเป็นสัญลักษณ์ชูหน้าชูตาของสำนักเฟิงหยวน เพราะนี่คือเรือเหาะประจำตำแหน่งสำหรับบรรดาผู้อาวุโสระดับแก่นวิญญาณและระดับวิญญาณแรกก่อตั้ง!
ภายในโถงเรือเหาะลำยักษ์ ยามนี้มีผู้อาวุโสระดับแก่นวิญญาณถึงแปดท่านนั่งประจำที่ของตนอย่างพร้อมเพรียง บริเวณหัวเรือในห้องปรากฏเก้าอี้สลักลวดลายวิจิตรตั้งตระหง่านเป็นประธาน ผู้ที่นั่งอยู่บนนั้นคือรองเจ้าสำนักเฟิงหยวน นามว่า 'เสิ่นอู๋จี๋' ชายชราในชุดอาภรณ์สีขาวสะอาดสะอ้าน นัยน์ตาคู่คมทอดมองออกไปเบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง ลึกล้ำราวกับห้วงน้ำไร้ก้นบึ้ง คล้ายกับว่าไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าที่จะสั่นคลอนจิตใจของเขาได้
ทว่าบรรยากาศเวลานี้กลับดูหนักอึ้ง บรรดาผู้อาวุโสต่างเอ่ยปรึกษาหารือถึงงานประลองที่กำลังจะมาถึงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ชายวัยกลางคนท่านหนึ่งประสานมือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล
"ท่านรองเจ้าสำนัก... หากการประลองรอบนี้ไม่มีศิษย์ของสำนักเราผ่านเข้าสู่รอบสิบคนสุดท้ายได้อีก สำนักของเราคงต้องถูกลดสิทธิ์ในการส่งศิษย์ระดับฐานวิญญาณและลมปราณแรกเริ่มเข้าไปเก็บเกี่ยวทรัพยากรใน 'หุบเขาร้อยอสูร' ลงอีกเป็นแน่... พวกเราไม่มีศิษย์หน้าใหม่ก้าวขึ้นไปติดอันดับมานานนับร้อยปีแล้ว ทั้งในระดับลมปราณแรกเริ่มและระดับฐานวิญญาณ..."
หญิงวัยกลางคนในชุดอาภรณ์สีม่วงเอ่ยสนับสนุนทันที "จริงดังที่เขากล่าวเจ้าค่ะ หากปีนี้ยังไม่มีศิษย์ติดหนึ่งในสิบอีก ก็จะถือว่าครบหนึ่งร้อยปีพอดีที่สำนักเราไร้ซึ่งอัจฉริยะไปประชันหน้ากับพวกมัน... ถึงเวลานั้น พวกตาเฒ่าจากสำนักเหล่านั้นคงยิ่งได้ใจจนไม่เห็นหัวพวกเรา และต้องหาข้ออ้างกดดันเพื่อลดสิทธิ์และอันดับการเข้าไปในการเข้าหุบเขาร้อยอสูรของสำนักเราลงอีกเป็นแน่!"
สิ้นคำกล่าวนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงเรือเหาะพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของเสิ่นอู๋จี๋จึงดังขึ้นทำลายความเงียบ
"ข้าเข้าใจสถานการณ์นี้ดี... ทว่าอย่างไรเสีย สำนักชั้นนำเหล่านั้นก็ล้วนมีทรัพยากรมหาศาลและอัจฉริยะล้นมือ การประลองที่รวมเอาเจ็ดมหาสำนักมาไว้ด้วยกัน การที่สำนักรั้งท้ายอย่างเราจะสอดแทรกขึ้นไปติดสิบอันดับแรกได้ ย่อมเป็นเรื่องที่ยากมาก.. แต่ปีนี้ พวกเรามีศิษย์หลักทั้งเจ็ด รวมไปถึงยอดฝีมือระดับฐานวิญญาณที่เตรียมตัวมาพร้อมกว่าปีก่อน ๆ ข้ามั่นใจว่าอย่างไรเสียน่าจะมีศิษย์ของเราเบียดเข้าสู่รอบยี่สิบคนสุดท้ายได้บ้าง ส่วนเรื่องหนึ่งในสิบนั้น... พูดตามตรง ข้าเองก็ยังไม่อาจคาดเดาได้"
เมื่อได้ยินผู้เป็นรองเจ้าสำนักกล่าวเช่นนั้น เหล่าผู้อาวุโสต่างทำได้เพียงทอดถอนใจและยอมรับความเป็นจริงอันขมขื่น เพราะอย่าว่าแต่การต่อสู้ในระดับศิษย์เลย... แม้แต่ศึกประลองระหว่างผู้อาวุโสระดับแก่นวิญญาณด้วยกัน พวกเขายังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะสามารถเบียดแทรกเข้าไปติดหนึ่งในเจ็ดอันดับแรกได้หรือไม่ สาเหตุก็เพราะสำนักเฟิงหยวนมีจำนวนผู้อาวุโสระดับแก่นวิญญาณน้อยที่สุดในบรรดาเจ็ดพันธมิตรเมฆา จนถึงขั้นต้องบังคับลงประลองเกือบทั้งหมดโดยไม่อาจคัดกรองหรือเลือกตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดได้เหมือนสำนักอื่น!
เสียงถอนหายใจดังระงมขึ้นอีกหลายสายด้วยความอัดอั้นตันใจ
"หากสุดยอดวิชาของท่านบรรพจารย์ยังคงสมบูรณ์ครบถ้วนและสามารถฝึกฝนได้... มีหรือที่สำนักเฟิงหยวนของเราจะตกต่ำลงถึงเพียงนี้!"
ชายวัยราวสี่สิบปี ใบหน้ามีรอยแผลบาง ๆ คล้ายรอยคมดาบพาดผ่าน นาม 'ม่อชางเฟิง' เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจ็บใจและเสียดายอย่างสุดซึ้ง... บุรุษผู้นี้ มิใช่ใครอื่น แต่คือผู้ที่เคยปรากฏตัวอยู่กลางอากาศหน้าเรือเหาะยักษ์ ซึ่งหลี่ซวนเคยเห็นตั้งแต่ยามที่ยังไม่ก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรนั่นเอง
เสิ่นอู๋จี๋ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนตอบกลับ "วิชาของท่านบรรพจารย์นั้นลึกล้ำยากจะเข้าใจ ซ้ำการฝึกฝนยังแสนจะทรมานและอันตรายยิ่ง หากไม่เกิดเหตุการณ์ผู้อาวุโสในสำนักรุ่นก่อน ๆ เข่นฆ่าแย่งชิงวิชากันเองเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน พวกเราก็คงพอจะมีเบาะแสให้ศึกษามันได้อยู่บ้าง... ทว่ายามนี้ วิชานั้นเหลือเพียงเศษซาก ไม่ต่างอันใดกับของมีค่าที่ได้แต่ตั้งไว้ดูเล่น... สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือพวกเจ้า! พวกเจ้าต้องรีบทะลวงก้าวขึ้นสู่ระดับวิญญาณแรกก่อตั้งให้จงได้ เพื่อขึ้นมารับสืบทอดตำแหน่งต่อจากข้าและท่านเจ้าสำนัก... เพราะข้าสังหรณ์ว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า... ข้าก็คงไม่อาจอยู่ค้ำจุนสำนักได้อีกต่อไปแล้ว"
ประโยคสุดท้ายนั้นทำเอาผู้อาวุโสทุกคนในโถงต่างสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสีด้วยความขวัญผวา!
"ทะ... ท่านรองเจ้าสำนัก! เหตุใดท่านจึงกล่าววาจาอัปมงคลเช่นนั้นเล่าขอรับ? หากไร้ซึ่งเสาหลักเช่นท่านและท่านเจ้าสำนักแล้ว สำนักเฟิงหยวนของพวกเราจะยืนหยัดต่อไปได้อย่างไร!" ชายวัยกลางคนร่างกำยำรีบโพล่งขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
เสิ่นอู๋จี๋หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ "พวกเจ้าอย่าเพิ่งตื่นตูมไป ข้าไม่ได้จะสิ้นอายุขัยในเร็ว ๆ นี้หรอก อย่างน้อย ๆ ก็ยังสามารถประคองสังขารอยู่ปกป้องสำนักได้อย่างมั่นคงไปอีกร้อยกว่าเกือบสองร้อยปี... แต่ในระหว่างช่วงเวลานี้ พวกเจ้าต้องรีบฝึกฝนจนก้าวขึ้นมาเคียงข้างข้าให้จงได้"
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสยิ่งดูหมองหม่นและหนักอึ้งกว่าเดิม
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... สายตาทุกคู่ของผู้อาวุโสทุกท่านก็พลันตวัดขวับไปจ้องมองที่บานประตูใหญ่ของห้องโถงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย!
ตึง! ตึง! ตึง!
"ผู้อาวุโส! แย่แล้วขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เสียงตะโกนร้อนรนของศิษย์ผู้หนึ่งดังลั่นมาจากด้านนอก
"เอะอะโวยวายอันใดกัน! ไม่เห็นหรือว่าพวกข้ากำลังเตรียมตัวหารือเรื่องสำคัญกันอยู่!" ผู้อาวุโสร่างกำยำตบโต๊ะเสียงดัง ปัง จนเกิดรอยร้าวพร้อมตะคอกกลับด้วยความไม่พอใจ
"ใจเย็นๆอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดมาก" ม่อชางเฟิงยกมือห้ามก่อนกล่าวอย่างใจเย็น
บานประตูถูกผลักออกอย่างแรง ศิษย์ในชุดสำนักสีน้ำเงินวิ่งพรวดพราดเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขารีบประสานมือคารวะก่อนรายงานอย่างร้อนรน
"ศะ... ศิษย์หลักของเราคนหนึ่ง... เกิดอาการธาตุไฟเข้าแทรกขอรับ!"
"เจ้าว่ากระไรนะ?!" ม่อชางเฟิงผุดลุกขึ้นยืนแล้วใส่พลังวิญญาณลงฝ่ามือก่อนตบโต๊ะดังปังจนโต๋ะหัก "เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร!"
ชายร่างกำยำถึงกับนั่งงงกับการกระทำของม่อชางเฟิง
"ศะ... ศิษย์หลักระดับลมปราณแรกเริ่มคนหนึ่ง พยายามที่จะเร่งขยายห้วงลมปราณของตนเองก่อนถึงงานประลองขอรับ... ทว่าเขาใช้โอสถเร่งดูดซับพลังฟ้าดินมากจนเกินขนาด อีกทั้งยังใจร้อนฝืนขยายเส้นชีพจรตามไปด้วยจนร่างกายทนรับไม่ไหว พลังวิญญาณจึงตีกลับและระเบิดออกกวาดทำลายอวัยวะภายใน... ยามนี้เขาสลบไสลไม่ได้สติ อาการสาหัสยิ่งนัก และที่แย่ไปกว่านั้น... ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเขาดูเหมือนจะเสื่อมถอยลงไปแล้วด้วยขอรับ!"
ม่อชางเฟิงได้ฟังก็ถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับแน่น "ไอ้เด็กโง่เขลา! หากพวกข้ากลับมาจากงานประลอง คงต้องจับมันไปลงโทษกักบริเวณเสียให้เข็ด! ดันมาหาเรื่องใส่ตัวจนเกิดปัญหาใหญ่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ได้!"
บุรุษวัยกลางคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด "ข้าขอตัวออกไปสูดอากาศข้างนอกสักประเดี๋ยว... ถึงอย่างไรตอนนี้ตัวแทนศิษย์หลักของพวกเราก็ขาดไปแล้วหนึ่งคน ข้าจะลองไปเดินดูเผื่อจะพบศิษย์สายในคนใดที่มีหน่วยก้านพอใช้ได้ ดึงตัวมาเสียบแทนตำแหน่งที่ว่างลงไปก่อน"
บรรดาผู้อาวุโสในห้องไม่มีผู้ใดเอ่ยห้ามปราม ต่างคนต่างมีสีหน้ากลัดกลุ้มและปวดขมับ เพราะการสูญเสียศิษย์หลักไปหนึ่งคนก่อนหน้าวันออกเดินทาง ย่อมส่งผลกระทบทำให้กำลังรบของสำนักลดทอนลงไปอย่างน่าใจหาย
ม่อชางเฟิงทะยานร่างพลิ้วไหวออกจากโถงเรือเหาะ ไปทิ้งตัวนั่งขัดสมาธิลงตรงบริเวณหัวเรือใหญ่ เขาหลับตาลง ก่อนจะแผ่ 'จิตสัมผัส' ระดับแก่นวิญญาณขั้นกลางสูงสุดของตน กวาดครอบคลุมออกไปกว้างไกลกินพื้นที่ถึงห้าสิบลี้ ครอบคลุมทั่วทั้งสำนักเฟิงหยวน เพื่อสอดส่องมองหาศิษย์ที่พอจะพึ่งพาได้มาสวมรอยแทน
ทว่า... หลังจากกวาดจิตสัมผัสออกไปได้เพียงชั่วครู่ ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงขึ้น! สีหน้าที่เคยมืดครึ้มพลันแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง ก่อนหันลงไปด้านล่างทันที!
‘น... นี่มันเรื่องอันใดกัน!? เป็นไปได้อย่างไร?!’
...
ตัดภาพมายังถ้ำเช่าบำเพ็ญเพียร...
ยามนี้ครบกำหนดเวลาเช่าพอดี บานประตูหินหนักอึ้งค่อย ๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้า ๆ ร่างของเด็กหนุ่มนาม 'หลี่ซวน' ค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินออกมาทีละก้าว...
ทว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ 'ไอวิญญาณ' รอบตัวของเขาในยามนี้! มันกำลังวนเวียนเป็นเกลียวคลื่นหนาแน่นมหาศาล แผ่กลิ่นอายกดดันที่หนักอึ้งเสียจนแทบไม่หลงเหลือเค้าโครงพลังของผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายทั่วไปแม้แต่น้อย! หากมีผู้ใดมาพบเห็นหลี่ซวนในสภาพนี้ แล้วมีคนบอกว่าเขาคือ 'ศิษย์หลัก' ของสำนัก ก็ย่อมไม่มีใครกล้าเอ่ยสงสัยเลยแม้แต่คนเดียว!
พลังที่เขาปลดปล่อยออกมานั้นหนาแน่นและบริสุทธิ์กว่าแต่ก่อนหลายเท่า มหาศาลเสียจนร่างกายในปัจจุบันของเขาไม่อาจกักเก็บมันไว้ภายในห้วงลมปราณได้จนหมดสิ้น!
หลี่ซวนขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ "ขืนเป็นแบบนี้คงไม่ดีแน่... ข้าต้องรีบไปที่หอตำราเพื่อหาวิชาหรือวิถีทางใดสักทาง มาช่วยสะกดไอวิญญาณที่ล้นทะลักพวกนี้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นขืนเดินไปไหนมาไหนด้วยสภาพนี้ คงสร้างความตื่นตระหนกและดึงดูดปัญหามาหาตัวไม่น้อยแน่..."
ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินออกมาจากถ้ำและพบว่าไม่มีผู้ใดเฝ้าอยู่ จึงเดินออกไปตามทางเดินหินของสำนักโดยไม่ได้คิดอันใด ผ่านไปได้ไม่นาน เขาก็เริ่มพบเจอศิษย์คนหนึ่งเดินสวนทางมาทันทีที่ศิษย์คนนั้นได้สัมผัสถึงคลื่นพลังวิญญาณอันหนักอึ้งและทรงอำนาจที่หลี่ซวนไม่ได้ปกปิดเอาไว้ ร่างกายของพวกเขาก็สั่นสะท้าน สัญชาตญาณความยำเกรงต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่าสั่งการให้พวกเขาต่างเผลอยกมือประสานคารวะ พร้อมกับเอ่ยเรียก "คารวะศิษย์พี่!" ออกมาโดยไม่รู้ตัว!
หลี่ซวนเห็นดังนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีเย่อหยิ่งอันใด เขาเพียงประสานมือตอบรับอย่างนอบน้อมเรียบง่าย แล้วเดินผ่านไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อแผ่นหลังของหลี่ซวนเดินลับสายตาไป ศิษย์ผู้หลีกทางให้เมื่อครู่ก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปเล็กน้อย ปากพึมพำด้วยความหวาดผวา
"ส... สำนักเรามีศิษย์หลักที่หน้าตาเช่นนี้ด้วยหรือ? เหตุใดพลังวิญญาณที่เขาแผ่ออกมาถึงได้น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้น... ข้าสัมผัสได้เลยว่า หากเมื่อครู่เขาเกิดไม่พอใจและคิดจะลงมือกับข้า ข้าคงถูกสังหารในเสี้ยววินาทีเป็นแน่!" ขนแขนของศิษย์ผู้นั้นลุกซู่ชันขึ้นมาด้วยความรู้สึกรอดตายอย่างฉิวเฉียด
หลี่ซวนก้าวเดินต่อไปตามเส้นทางมุ่งสู่หอตำรา ทว่าเมื่อเดินมาถึงบริเวณลานกว้างของสำนัก เขาก็ต้องชะงักฝีเท้า เมื่อเบื้องหน้าเต็มไปด้วยฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดแออัดกันอยู่ พร้อมกับภาพเรือเหาะขนาดใหญ่ถึงเจ็ดลำที่ลอยตระหง่านท้าลมอยู่กลางอากาศ
เมื่อเห็นภาพนั้น หลี่ซวนก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที... เขารู้ตัวดีว่า เวลาผ่านมาเนิ่นนานป่านนี้ การคัดเลือกคงจบสิ้นไปแล้ว และตัวเขาเองก็คงหมดสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วมงานประลองในครั้งนี้อย่างแน่นอน
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจ ตั้งใจจะเลิกสนใจและก้าวเดินตัดผ่านลานกว้างไปอย่างเงียบ ๆ เพราะเส้นทางมุ่งหน้าสู่หอตำราไม่อาจเดินอ้อมไปทางอื่นได้ มีเพียงต้องฝ่าฝูงชนตรงหน้านี้ไปเท่านั้น
ทว่า... ไอวิญญาณที่หมุนวนเอ่อล้นอยู่รอบกายเขานั้น มันช่างโดดเด่นและทรงพลังมากเกินกว่าจะถูกมองข้าม!
ทันทีที่เหล่าศิษย์นับร้อยที่กำลังยืนมุงดูเรือเหาะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันบ้าคลั่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ พวกเขาก็หันขวับไปมอง และเมื่อเห็นหลี่ซวนเดินมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ฝูงชนต่างก็พากันแตกฮือ ถอยร่นแหวกเป็นทางเดินตรงกลางกว้างขวางให้อย่างรวดเร็วด้วยความยำเกรง!
สายตานับร้อยนับพันคู่จับจ้องมองมาที่ร่างของชายหนุ่มเพียงคนเดียว และท่ามกลางความเงียบงันนั้น ในที่สุดก็มีศิษย์สายในบางคนจดจำใบหน้าของเขาได้!
"นั่น... นั่นมันศิษย์ใหม่ที่เข้ามาเมื่อครึ่งปีก่อนหลี่ซวนนี่นา! เป็นเขาจริง ๆ! แต่เหตุใดกลิ่นอายพลังของเขาถึงได้แข็งแกร่งและน่ากลัวขึ้นถึงขนาดนี้!"
ศิษย์อีกคนโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกสุดขีด "หรือว่า... หรือว่าเขาปิดด่านบรรลุเข้าสู่ 'ขั้นปลาย' ได้สำเร็จแล้ว?! สวรรค์! ขนาดตอนอยู่แค่ขั้นกลางสูงสุด เขายังสามารถเอาชนะผู้บำเพ็ญขั้นปลายอย่างหลินเซวียนได้! แล้วดูไอวิญญาณที่ทะลักล้นอยู่รอบตัวเขายามนี้สิ... เขาต้องทะลวงขึ้นสู่ขั้นปลายแล้วอย่างมิต้องสงสัย! หากเป็นเช่นนั้น ในระดับพลังยามนี้เขาจะน่าสะพรึงกลัวถึงขั้นไหนกัน!!"
เหล่าศิษย์ต่างจ้องมองการก้าวย่างของหลี่ซวนด้วยสีหน้าตกตะลึงงัน ศิษย์บางคนเอ่ยถามขึ้นอย่างนึกสงสัย
"แล้วนี่เขากำลังจะเดินไปที่ใดกัน? ทิศทางนั้นมันไม่ได้มุ่งไปที่เรือเหาะนี่นา... เขาไม่ได้มาร่วมงานประลองหรอกหรือ?"
"นั่นสิ... แต่จะว่าไป ตอนวันประลองคัดเลือก ข้าก็ไม่เห็นเขามาเข้าร่วมประลองเพื่อชิงสิทธิ์เลยนี่นา เขาจะขึ้นเรือเหาะไปได้อย่างไรเล่า?"
"คัดเลือกบ้าบออันใดกัน! เจ้าตาบอดหรือไรถึงไม่เห็นพลังของเขาในตอนนี้! แค่ไอวิญญาณที่แผ่ออกมาก็เทียบชั้นได้กับบรรดาศิษย์หลักของสำนักแล้ว! ด้วยฝีมือระดับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ เขายังจำเป็นต้องไปสนใจเรื่องการประลองคัดเลือกอะไรนั่นอีกทำไม สำนักสมควรประเคนสิทธิ์ให้เขาโดยตรงด้วยซ้ำ!"
แม้จะมีเสียงซุบซิบนินทาดังระงมอยู่รอบด้าน ทว่าหลี่ซวนที่กำลังเดินฝ่าฝูงชนกลับได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน ถึงกระนั้นเขาก็หาได้หยุดฝีเท้าไม่ ชายหนุ่มยังคงก้าวเดินตรงมุ่งหน้าไปยังหอตำราด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถึงอย่างไรตัวเขาก็พลาดการคัดเลือกมาตั้งแต่แรก การจะให้เดินดุ่ม ๆ ไปใช้กำลังแย่งชิงสิทธิ์ของผู้อื่นที่อุตส่าห์ต่อสู้ฟันฝ่ามาอย่างยากลำบากก็คงจะดูไม่ดีนัก และผิดวิสัยของเขาไปเสียหน่อย
ทว่า... ในระหว่างที่กำลังจะเดินพ้นลานกว้าง หางตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะตวัดขึ้นไปมองความยิ่งใหญ่อลังการของเรือเหาะลำยักษ์ที่ลอยเด่นอยู่เหนือหัว
และในวินาทีนั้นเอง...!
นัยน์ตาสีครามเข้มของหลี่ซวน... ก็พลันตวัดพุ่งขึ้นไปประสานเข้ากับ 'สายตา' ของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนหัวเรือเหาะลำนั้นเข้าอย่างจัง!!