ตอนที่๑๙
ห้วงมหรรณพแห่งจิตขั้นต้น
เย็นวันที่สองก่อนถึงการประลองยุทธ์ทหารติดตามทิ่ฟิราสให้ไปสืบความเกี่ยวกับเด็กหนุ่มได้เข้ามารายงานว่า เด็กหนุ่มที่ฟิราสกำลังจะประลองยุทธ์ด้วยมีนามว่าปราณโอฬารปฐี เป็บุตรชายเ้าสำนักหมัดอินทรี
บิดาคือปราชญ์ยุทธ์บุญโอฬารปฐี ปัจจุบันเป็เ้าสำนักหอกไตรโตมร ที่เมืองพริบพรีฝั่งตะวันตกของอาณาจักรส่วนมารดาคือปราชญ์ยุทธ์วรรณ โอฬารปฐี เ้าสำนักหมัดอินทรีคนปัจจุบัน
เมื่อก่อนเคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนมหรรณพาลัยเป็เด็กอัจฉริยะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับโรงเรียนอย่างมากมาย แต่จู่ๆก็หายตัวไปถึงเจ็ดปีแล้วเพิ่งกลับมาถึง
ฟิราสย่นคิ้วในข้อมูลต่างๆแม้จะค่อนข้างละเอียดแต่กลับไม่ได้มีความสำคัญต่อฟิราสมากเท่าไหร่ นามของสำนักหมัดอินทรีเขาก็พอได้ยินมาจากในรั้วในวัง ทราบว่าตอนนี้ราชสำนักลดระดับความสัมพันธ์ลงจึงเป็ได้แค่สำนักฌานยุทธ์ขนาดใหญ่เพียงเท่านั้น
“เด็กอัจฉริยะอย่างนั้นหรือ?...อัจฉริยะอย่างไร?”
ฟิราสอยากจะรู้คำจำกัดความที่ไชยครามมอบให้เด็กหนุ่ม ทหารจึงรายงานว่า สมัยที่ปราณยังเพิ่งเข้าเรียนมหรรณพาลัยตอนอายุ๖ ขวบ ก็ได้ตำแหน่งยุวาจารย์และยังมีพลังฌานสมบูรณ์ ก่อนหน้าที่จะหายไปจากโรงเรียนนั้นว่ากันว่าเด็กน้อยที่ชื่อปราณสามารถบรรลุระดับครุยุทธ์ได้ด้วยวัยเพียง ๗ ขวบเท่านั้น!!
ฟิราสได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงมิใช่น้อยแต่แล้วก็เค่นหัวเราะส่ายศีรษะอย่างดูถูก
“หึหึหึ...ความสำเร็จในอดีตหรือความเป็อัจฉริยะวัยเยาว์ของเ้าเด็กปราณนั่น ถ้าใช้กับนักฌานยุทธ์ไชยครามด้วยกันก็คงจะไม่เท่าไหร่!...แต่นี่กลับหาญกล้าท้าทายข้า...ก็คงเพราะถือว่าตนเป็เด็กอัจฉริยะอย่างนั้นหรือ?...อัจฉริยะในตอนนั้นจะเอามาใช้ในวันนี้กับนักฌานยุทธ์จากยูโรเปี้ยนคงคิดผิดถนัด...คงยังไม่รู้กิตติศัพท์ของสิงโตน้ำเงินครามว่ายิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใดสินะ!”
ฟิราสได้รู้ประวัติความเป็มาก็ยิ่งเกิดความรู้สึกอยากสั่งสอนปราณให้หลาบจำ
“แจ้งเื่ที่ข้าถูกท้าประลองให้พระองค์เ้าดาบทองทราบด้วย!...อยากดูสิว่าเ้าเด็กนั่นจะกล้าอวดเก่งกำแหงต่อหน้าเ้าเมืองของมันหรือไม่!”
ทันทีที่เื่ทราบถึงพระองค์เ้าดาบทองบุตรชายของมหาจักรพรรดิไชยครามาาธิบดีก็รู้สึกสนใจยิ่งนักจึงสอบถามกับคนสนิทใกล้เคียง
หนึ่งในนั้นคือทวิชและนรารัตน์ที่ทำงานใกล้ชิดอย่างต่อเนื่องจนได้รับความไว้วางใจจากพระเ้าดาบทอง
เมื่อทวิชและนรารัตน์ทราบว่าปราณกลับมาถึงก็ตื่นเต้นมิใช่น้อยแต่ด้วยพวกเขาทำงานให้ราชสำนักเต็มตัวอีกทั้งยังมีเงินทองร่ำรวยจากเงินสนับสนุนของสดายุตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมาเหลืออีกเพียงหนึ่งปีเท่านั้นที่จะหมดสัญญาต่างกำลังพยายามคิดที่อยากจะได้เงินสนับสนุนต่อไป
นรารัตน์เองก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมบุตรสาวอีกเลยเพราะมัวเฝ้าแต่ฟื้นฟูสำนักจนทั้งสองยอมที่จะหักกับปักษาเพราะผลประโยชน์และความยิ่งใหญ่ของสำนักตามที่ตั้งใจไว้
แม้จะตื่นเต้นกับปราณแต่มีความขุ่นเคืองกับสกุลโอฬารปฐีไปเสียแล้วตอนนี้จึงทำได้เพียงสนับสนุนและเออออตามคำสั่งของพระองค์เ้าดาบทอง เมื่อรู้ว่าปราณหาญกล้าท้าประลองกับฟิราสก็รู้สึกขุ่นเคืองมิใช่น้อย
ทวิชชักสีหน้าโกรธเคืองกล่าวโทษบุญ-วรรณที่ไม่สั่งสอนให้ปราณรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่แม้จะเป็คนเก่งแต่หากขาดมารยาทและการเคารพต่อผู้ใหญ่เช่นนี้แล้ว คงเติบโตในอาณาจักรได้ยากนัก!
สองสามีภรรยาสกุลวายุภักษ์จึงรายงานให้พระองค์เ้าดาบทองฟังทราบถึงความสามารถและความเก่งกาจของปราณโดยละเอียดทำเอาพระองค์เ้าดาบทองตื่นใมิใช่น้อย
“ฮ่า!...คิดไม่ถึงว่าเมื่อเจ็ดปีที่ผ่านมาอาณาจักรของเรามีเด็กที่เก่งกาจขนาดนั้นเชียวหรือ?...แต่ถ้าตอนนี้เ้าเด็กปราณนั่นยังคิดว่าตนเองเก่งกาจอาจหาญถึงขนาดกล้าท้าทายท่านทูตฟิราสเช่นนี้การประลองครั้งนี้ก็น่าสนใจมิใช่น้อย...ให้คนไปเตรียมสถานที่ให้พร้อมสรรพการประลองครั้งนี้ถือเป็การประลองครั้งแรกภายหลังจากที่ข้ากลับมา...ข้าจะได้เปิดหูเปิดตาเสียทีว่านักฌานยุทธ์ของเราจะเก่งกาจเพียงใดหากต้องปะทะกับนักฌานยุทธ์จากอาณาจักรยูโรเปี้ยน”
พระองค์เ้าดาบทอง บุรุษวัย ๓๕ ปีหน้าตาคมเข้มดุดันในชุดเกราะสีดำลวดลายสีทองบริเวณกลางอกแล้วเดินเส้นทองลงมาตามแนวลำตัว
เกราะหัวไหล่และสนับแขนสีทองสุกสกาวพร้อมผ้าคลุมสีขาวทางด้านหลัง ในมือกระชับดาบด้ามดำผสมทองปลายด้านหนึ่งเป็คมดาบยาวปลายอีกด้านเป็กระบองทึบ ความยาวรวมกว่า ๒ เมตร หนักกว่า ๒๐ กิโลกรัมพระองค์เ้าดาบทองได้รับการสนับสนุนและฝึกปรือจนกลายเป็นักฌานยุทธ์จากอาณาจักรยูโรเปี้ยนหาได้มีสหายชาวไชยครามสักคนไม่!
“เป็บุตรของปราชญ์ยุทธ์บุญและปราชญ์ยุทธ์วรรณเองหรอกหรือ?...หึหึหึ...สกุลโอฬารปฐีไม่ธรรมดาจริงๆ...ดีๆๆได้ยินกิตติศัพท์จากท่านพ่อ ก็ดีเลยงานนี้จะให้ท่านไปชมการประลองด้วย”
**********
เมื่อปราณกลับถึงสำนักเขาก็เก็บตัวนั่งบำเพ็ญฌานเพื่อเตรียมพร้อมสภาพจิตใจให้สมบูรณ์ถึงแม้จะมั่นใจในตนเองแต่ก็ไม่ประมาทอย่างเด็ดขาด
ปราณกำลังรวบรวมสรรพวิชาและความรู้ทั้งมวลเพื่อให้พร้อมต่อการเผชิญหน้ากับทูตฟิราสสิ่งที่ภุชโคว่าฟิราสอาจจะมีเล่ห์เหลี่ยมนั้น ปราณเองก็ได้เตรียมการไว้ด้วยเช่นกัน
นั่งขัดสมาธิหลับตานึกถึงข้อความใน“คัมภีร์มหาปราณทบทวี” ที่เขาได้รับั้แ่วัยเยาว์จนบัดนี้ก็เริ่มเข้าใจความหมายและการใช้ปราณในกายผสานกับระบบไหลเวียนพลังในกายจนเกิดการลื่นไหลเืลมในกายราวกับน้ำป่าไหลมหาศาลไหลหลากจากที่สูงสภาวะจิตของปราณทะยานเข้าสู่ห้วงมหรรณพแห่งจิตขั้นต้นจึงเริ่มเข้าใจในคัมภีร์มหาปราณทบทวี
ปราณนั่งเข้าฌานอยู่อย่างนั้นถึงหนึ่งวันเต็มๆไม่ได้กินอะไรเพราะอยู่ในสภาวะอิ่มทิพย์ร่างกายไม่้าอาหารในห้วงมหรรณพแห่งจิตกว้างใหญ่ไพศาลจนไม่มีสิ้นสุด หากเขานึกคิดสิ่งใดก็จะปรากฏออกมาให้ได้เห็น
บรรดาเพื่อนพ้องและศัตรูต่างๆดาหน้าปรากฏกายขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแม้ทุกคนที่เห็นจะเป็รูปลักษณ์เดิมแต่พลังฝีมือนั้นกลับสูงขึ้นตามความนึกคิดของปราณ
ถึงกระนั้นเขาก็ยังสามารถเอาชนะทุกคนได้เช่นเดิมและสุดท้ายท่านทูตฟิราส ลิอองบลูส์ ก็ยังปรากฏขึ้นมาให้ปราณได้เห็นการััพลังฌานยุทธ์ของฟิราสเพียงแค่การจับมือนั้น ก็เหมือนว่าจิตได้รับรู้พลังฌานยุทธ์ของฟิราสแล้วจึงปรากฏออร่าสีน้ำเงินครามห่อหุ้มกายของฟิราสให้ปราณได้เห็นแต่ยังไม่ถึงกับสมบูรณ์จนปรากฏรูปลักษณ์ออร่าอย่างแท้จริง เป็เพียงแค่พลังััที่ปราณนึกจำลองสร้างขึ้นเพื่อฝึกฝนสภาวะจิตเท่านั้น...
ปราณออกจากฌานสมาธิล่วงเวลาเย็น ทำเอาภุชโคเป็ห่วงยิ่งเห็นปราณเก็บตัวในห้องหนึ่งวันเต็มๆไม่ได้กินอะไรเลย ปราณจึงว่าเขาอยู่ในสภาวะอิ่มทิพย์ จึงมิได้โหยหาอาหารใดๆตอนนี้ก็รู้สึกอิ่มเอมใจ แต่เมื่อเห็นอาหารที่ภุชโคเตรียมไว้ให้ยังกรุ่นๆ อยู่ จึงจัดการจนหมดเพิ่มมิให้ภุชโคเสียกำลังใจ
“ขอบใจเ้ามากๆนะที่อยู่คอยดูแลข้า ตอนนี้พลังฌานยุทธ์ของเ้าอยู่ขั้นที่เท่าไหร่แล้ว?”
ภุชโคยิ้มกว้างกับคำขอบใจของปราณใบหน้าแดงระเรื่อจ้องมองปราณตลอดเวลาที่ตักอาหารเข้าปากแล้วจึงตอบปราณแบบไม่เต็มเสียเท่าไหร่
“ครุยุทธ์ขั้นที่๒๙ เท่ากับท่านพี่อุรคะเลย!...จนข้าโดนท่านพี่เขม่นเอาเสียแล้วว่าฝึกอย่างไรให้ก้าวทัน...”
“ฮ่าๆๆๆ...ก็เ้าเก่งกาจั้แ่เด็กๆนี่นา! ดีเลย...เ้าอยู่ที่นี่คอยดูแลข้า ข้าไม่มีอะไรตอบแทนเ้านอกจากจะช่วยให้เ้าบรรลุระดับอาจารย์ยุทธ์!”
พอปราณเอ่ยเช่นนี้ภุชโคก็ตาลุกวาวนอนราบกับโต๊ะเงยมองหน้าปราณด้วยดวงตากลมโตและยิ้มกระชากใจ
“จริงๆนะ!...ถ้าได้แบบนั้นก็ดีเลย...ตอนนี้ข้าเซ็งชะมัด ไม่มีคนช่วยฝึกพลังฌานยุทธ์ให้ข้า”
“ตอนนี้มีแล้ว! ข้าจะเป็คนช่วยฝึกให้เ้า”
เอ่ยจบปราณก็กินอาหารจนเกลี้ยงพอดีแล้วจึงให้ภุชโคขยับไปนั่งขัดสมาธิที่เตียงนอนของเขา พอเอ่ยเช่นนั้นภุชโคก็หน้าแดงก่ำทำเอาปราณต้องถามว่าเป็อะไร พอััแขนก็รับรู้ถึงความอุ่นและวูบวาบที่แสดงออกได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัว ปราณฉีกยิ้มกว้าง แล้วอธิบาย
“ไปนั่งที่นุ่มๆเ้าจะได้ไม่เมื่อย เดี๋ยวพอคล่องและเริ่มชิน ข้าจะให้เ้าไปนั่งในห้องฝึกฌานในนั้นมีอากาศร้อนอบอ้าวและพื้นยังเป็ปูน เ้านั่งไม่สบายแน่!”
ได้ยินปราณเอ่ยเช่นนั้นก็ถอนหายใจขยับกายช้าๆพอลงนั่งบนเตียงก็ได้ยิ้มกริ่มหน้าแดงไม่พูดอะไรปราณให้ทำอะไรก็ทำตามโดยไม่ปฏิเสธหรือสักถาม
ปราณให้ภุชโคนั่งสมาธิเพื่อจะเปิดจักระทั้งเจ็ดให้แก่ภุชโคโดยปราณนั่งอยู่ทางด้านหลังแล้วต่างหลับตาลงทั้งคู่
ปราณใช้มือทั้งสองประกบหลังของภุชโคถ่ายเทพลังฌานของตนผ่านกายภุชโคทันทีที่พลังฌานของปราณเคลื่อนที่ผ่านเนื้อ ภุชโคก็รู้สึกถึงแรงพลังดั่งคลื่นน้ำกำลังไหลเข้าสู่ร่างกายปราณจึงให้หลับตาค้นหาจุดเริ่มต้นของพลังฌานของเขาแล้วบังคับให้ไหลเวียนทั่วร่างกาย
กว่าครึ่งชั่วโมงภุชโคจึงควบคุมพลังฌานของปราณได้จนกลืนเป็หนึ่งเดียวปราณจึงให้ภุชโคโคจรพลังทั้งหมดในร่างกายให้เกิดความลื่นไหลมากที่สุด
“พลังฌานยุทธ์ส่วนหนึ่งที่ข้าส่งให้เ้าจะเป็ตัวช่วยในการพาพลังฌานยุทธ์ในกายกระจายไปในเส้นต่างๆของร่างกายได้รวดเร็วขึ้น ่สัปดาห์นี้ให้เ้าฝึกเช่นนี้จนคล่องแคล่วก่อนจากนั้นข้าจะช่วยเปิดจักระทั้งเจ็ดให้เ้า...”
ภุชโคยังคงหลับตาย่นหน้าตรึกตรองครู่หนึ่งรู้สึกได้ว่าพลังฌานของปราณช่วยนำทางพลังของนางให้ไหลเวียนชัดเจนมากขึ้น ความปรู๊ดปร๊าดมากมายเกินกว่าที่นางคาดคิดนักภุชโคนั่งต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงก็เริ่มควบคุมพลังฌานที่รุนแรงในกายได้คล่องแคล่วมากขึ้นแล้วจึงออกจากสมาธิ เหลียวมองปราณที่ลืมตาจ้องมองหน้าพอดี
“ขอบใจเ้ามากนะปราณ!”
เอ่ยจบภุชโคก็หอมแก้มปราณหนึ่งครั้งเป็การขอบคุณปราณนิ่งอึ้งพักหนึ่งแล้วก็มองหน้าภุชโคยิ้มหวานให้น้อยๆ
“ถ้าเป็แบบนี้เ้าคงต้องหอมแก้มข้าทุกวันกระมัง?”
“ชิ!...จะบ้าหรือไง! ข้าขอบใจที่เ้าช่วยบ่มเพาะพลังฌานยุทธ์ให้ต่างหากล่ะ!...”
“ฮ่าๆๆ...ก็นั่นแหละ!...เพราะต่อจากนี้ข้าจะช่วยฝึกฝนจิตของเ้าทุกวันจนกว่าเ้าจะสามารถเปิดจักระทั้งเจ็ดได้โดยสมบูรณ์!”
ภุชโคหน้าแดงซ่านแล้วจึงว่าค่ำมืดมากแล้วให้ปราณพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ได้เวลาที่ต้องประลองกับฟิราสส่วนนางนั้นรีบหมุนกายเดินออกจากห้องพอจะพ้นประตูก็หันมาส่งจูบให้ปราณแล้วก็ปิดประตูทันที ทำเอาปราณใจวูบวาบหัวใจเต้นระรัว แล้วก็ยิ้มกริ่มถอนหายใจยาวอย่างมีความสุข
**********
๑๑.๐๐น. ผู้คนทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่ชมการสัประยุทธ์พิเศษแต่เนิ่นๆด้านข้างลานอเนกประสงค์ทั้งสี่ฝั่งเป็อัฒจันทร์เตี้ยๆ สูงขึ้นไปประมาณห้าชั้น
ฝั่งหนึ่งถูกก่อสร้างเป็เพิงขนาดใหญ่คลุมอัฒจันทร์ทั้งฝั่งกันไว้สำหรับบรรดานักฌานยุทธ์ที่ได้รับเชิญและคนจากราชสำนักตรงกลางด้านหน้าตกแต่งด้วยเก้าอี้สูงกว่าปกติสองตัวเตรียมไว้ให้องค์ไชยครามและพระองค์เ้าดาบทอง
ลานอเนกประสงค์เป็กระเบื้องเรียบขนาดใหญ่ต่อกันกว้าง๓๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ในเวลาปกติเป็แหล่งชุมนุมของบรรดาเด็กๆ และคนหนุ่มสาวหลากหลายกลุ่มมาทำกิจกรรมแตกต่างกันออกไป
โดยเฉพาะการท้าประลองยุทธ์มีขึ้นแทบทุกวันส่วนมากก็เป็การหยั่งเชิงพลังฌานยุทธ์ของสหายต่างๆ แต่วันนี้คึกคักห้อมล้อมด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา
เมื่อทหารเห็นสามพี่น้องร่วมสาบานแห่งมหรรณพาลัยเดินมาก็แสดงการเคารพแล้วเชิญให้นั่งในร่มทันทีปฏิมากรตื่นเต้นมิใช่น้อยที่จะได้เห็นเด็กหนุ่มผู้หิวแสงอย่างชัดเจน ส่วนเขตขามและชาลก็มองไปรอบๆตอนนี้ยังมีมีคนของราชสำนักปรากฏกายขึ้นมาสักคน
บรรดาสาวๆ เริ่มทยอยเดินทางมารวมเป็กลุ่มก้อนต่างเตรียมร่มมากันเกือบทั้งนั้นชาลที่เห็นเช่นนี้ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“อิจฉาเ้าหนุ่มผู้หิวแสงคนนี้จริง!...ดูท่าจะกลายเป็ที่นิยมของสาวๆไปเสียแล้ว...เป็ครั้งแรกเลยนะที่ข้าเห็นสาวๆ ให้ความสนใจกับการประลองกันมากขนาดนี้”
เขตขามหัวเราะตามแล้วจึงว่า
“คงมาเชียร์เ้าหนุ่มนี่จริงๆนั่นแหละ...อดคิดไม่ได้ว่าอาจจะเป็เ้าปราณจริงๆจำได้ว่าตอนนั้นเ้าเด็กปราณก็ถูกสาวๆ ห้อมล้อมไปหมด”
พลันเสียงแตรยาวก็ดังกระหึ่มนำทางตามต่อด้วยเสียงะโของทหารห้านายดังขึ้นพร้อมๆกัน
“พระองค์เ้าดาบทองและองค์มหาจักรพรรดิไชยครามาาธิบดีเดินทางมาถึงแล้ว!!!!”