บทที่ 1 วัยรุ่นอายุ 18 ปี
ณ เมืองหางเฉิน ใน่เข้าเดือน 4 อากาศยังคงหนาวอยู่ แต่ก็ไม่สามารถห้ามใจที่ซุกซนของพวกสาวๆได้ พวกเธอยังคงแข่งกันใส่กระโปรงสั้นเสมอหูอยู่เต็มท้องถนน ถุงน่องสีดำที่ยั่วยวนใจนั้นเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้ เหมือนกำลังประกาศให้กับวัยรุ่นชายทั้งหลายได้รับรู้ว่า วันนี้เป็วันที่พวกนายจะได้อิ่มตาอิ่มใจจะมาถึงอีกครั้งแล้วหละ
“แอ่นก้นขึ้นอีกนิด ใช่! ยกมือขึ้นสูงอีก ดีมาก เยี่ยม!”
มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่กระโปรงสั้นยืนพิงกับต้นไม้ซึ่งเธอกำลังหันหลังให้กับไร่ดอกคาโนลา เธอโพสต์ท่าทางสวยงามต่าง ๆ ตามที่ตากล้องสั่ง รูปร่างของหญิงสาวอ่อนช้อยสง่างาม ใบหน้าใสบริสุทธิ์สดใสดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา ทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปจากห่างๆ
“ระวัง!! หลบไป!!”
จู่ๆ ก็มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งะโขึ้น เห็นรถออฟโรดสีขาวคันหนึ่งกำลังเสียหลักแล้วพุ่งเข้ามา เสียงเสียดสีของล้อยางที่ทำให้ทุกคนขนลุกเกรียวกำลังมุ่งตรงมาที่หญิงสาว แต่หญิงสาวเหมือนอึ้งจนไม่ขยับตัว เธอยังคงยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ราวกับท่อนไม้อย่างงั้น
“โครม!!”
รถออฟโรดพุ่งชนต้นไม้อย่างแรงจนทำให้ต้นไม้ต้นเล็กแตกหักเป็ท่อน ๆ นักท่องเที่ยวที่เห็นเหตุการณ์ต่างส่งเสียงใกันใหญ่ คาดว่าหญิงสาววัยละอ่อนผู้นี้คงต้องอำลาโลกไปซะแล้ว ในขณะที่คนขับรถเป็หญิงสาวเช่นกัน เธอกำลังใและอึ้งทึ่งหน้าซีดพาดอยู่บนพวงมาลัยที่แอร์แบ็คกระเด็นออกมา
“รีบจับเธอไว้เร็ว! อย่าให้เธอหนีไปได้!”
นักท่องเที่ยวทั้งหลายที่โมโหอย่างดาลเดือด รีบเข้ามาล้อมรอบรถออฟโรดเอาไว้ ในขณะที่เหตุการณ์กำลังวุ่นวายมีเงาของคนสองคนพยายามคลานออกมาจากไร่ดอกคาโนลาอย่างทุลักทุเล 2 คนนั้นคือหญิงสาวและตากล้องนั่นเอง พวกนักท่องเที่ยวโห่ร้องดีใจรีบวิ่งเข้าไป ในขณะที่หญิงสาวคนขับรถคลานลงมาจากรถอย่างโซซัดโซ
“คุณขับรถยังไงเนี่ย?”
ตากล้องทำสีหน้าไม่พอใจพร้อมกับนั่งฟูบลงบนพื้น หนุ่มราวอายุ 18-19 ปี สวมชุดออกกำลังกายสีฟ้าแว่นตาขอบดำ หน้าตาหล่อเหลาคมเข้มแต่กลับเซ็ทผมแหวกข้างอย่างเงาแว๊บ หน้าตาซื่อบื้อดูเหมือนเป็เด็กเนิร์ดชัด ๆ
“ขอโทษนะคะ ขอโทษด้วย เมื่อกี้จู่ๆ ก็มีหมาวิ่งออกมาจากไหนก็ไม่รู้ พวกเธอาเ็ตรงไหนไหม?”
คนขับรถหญิงที่ยังสติไม่ครบรีบโค้งตัวขอโทษ ในขณะนั้นเองชายหนุ่มก็ยกกล้องเลนส์เดี่ยวที่แหลกลาญขึ้นมา และพูดอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า
“ผมไม่เป็อะไรมากหรอก แต่ว่ากล้องนี้สิ! ผมยืมเขามา คุณแค่ให้ค่าเสียหายค่ากล้องก็พอแล้ว ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รู้ว่าจะกลับไปบอกเขายังไง”
“โอ้ นั่นกล้อง Nikon D800E อีนี่นา ราคารวมเลนส์แล้วไม่ต่ำกว่า 30,000 หยวนแน่ๆ”
คนที่ตาถึงพูดโพ่งขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่าผู้หญิงที่ขับรถนั้นจะเป็คนมีเงิน รถแลนด์โรเวอร์ที่เธอขับสามารถซื้อกล้องแบบนี้ได้ถึง 50 ตัว แถมเธอน่าจะสามารถขับรถปอร์เช่คาเยนน์มาชนเล่นได้อีกหลายคันด้วยซ้ำ
ผู้หญิงที่ขับรถพูดว่า “ขอแค่นายไม่เป็อะไรก็พอแล้ว ฉันจะซื้อกล้องตัวใหม่ให้กับนาย แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ เป็ยังไงบ้าง?”
“หนูไม่เป็ไรค่ะ แต่ว่าโทรศัพท์ของหนูพังแล้ว แม่ของหนูเพิ่งซื้อให้ใหม่…”
เด็กสาวชูโทรศัพท์มือถือขึ้นพร้อมกับร้องไห้ ไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดมีรอยแตกเหมือนใยแมงมุม แต่ว่าเมื่อเทียบกับสภาพโทรศัพท์แล้ว ท่าทีที่น่าสงสารของหญิงสาวทำให้ผู้คนยิ่งสงสารมากกว่า ผู้หญิงที่ขับรถย่อกายลงแล้วพูดว่า
“เอาบัญชีของพวกเธอมา ฉันจะโอนเงินให้พวกเธอ 100,000 หยวน ส่วนที่เหลือคิดว่าเป็ค่ารักษาก็แล้วกัน”
“ขอบคุณพี่สาวมากค่ะ”
เด็กสาวแสดงออกอย่างใสซื่อ แม้ว่าเธอเกือบจะตายเพราะผู้หญิงคนนี้ขับรถชนแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังมีจิตใจที่จะขอบคุณอีก ในขณะที่พวกเธอกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีรถ BMW เปิดประทุนมาจอดเทียบด้านข้าง หนุ่มหล่อที่ขับรถชี้หนุ่มแว่นแล้วพูดด้วยท่าทางประชดประชัน
“เซี่ยปู๋เอ้อ พวกนายวันๆ เอาแต่ต้มตุ๋นคนอื่น ไม่กลัวถูกฟ้าผ่าบ้างหรือไง?”
“ต้มตุ๋นงั้นหรอ?”
คนขับรถใรีบยืนขึ้นมาทันที พยายามตั้งสติมองหนุ่มสาวตรงหน้า พวกนักท่องเที่ยวที่มามุงดูต่างเบิกตากว้างอย่างไม่น่าเชื่อ แต่หนุ่มแว่นกลับหันไปถามหญิงสาวว่า
“หลิงหลิง เขาเป็ใครน่ะ ใช่ไอหมอบ้านรวยที่เคยจีบเธอหรือเปล่า?”
“เขานี่แหละ ไอกุ๊ยเนี่ย พวกคุณอย่าไปฟังเขาพูดมั่วซั่ว!”
หญิงสาวลุกขึ้นมาด้วยท่าทางฉุนเฉียว กระทืบเท้าจนน้ำตาคลอเบ้า แต่ว่าอีกฝ่ายกลับะโบอกผู้หญิงคนขับรถว่า
“ถ้าไม่เชื่อก็รีบดูมือถือกับกล้องเลนส์เดี่ยวเขาสิ เป็ของเสินเจิ้นทั้งนั้น และรับรองได้เลยว่าข้างในนั้นไม่มีแม้แต่เมมโมรี่การ์ดด้วยซ้ำ นี่เป็แผนที่ทั้งสองคนใช้บ่อยจะตายไป”
“เอากล้องมาให้ฉัน!!”
ผู้หญิงที่ขับรถเปลี่ยนอารมณ์จากพี่สาวใจดีกลายเป็ทีเล็กซ์ที่โเี้ขึ้นมาทันที และในจังหวะที่เธอหันหลังกลับมาพูดนั่นเอง ทั้งสองคนคู่กรณี กลับวิ่งหนีเข้าไปในทุ่งคาโนลาดั่งสายฟ้าแลบ สาวน้อยที่ดูใสซื่อและอ่อนแอในตอนแรกกลับวิ่งได้เร็วกว่านักวิ่งนักกีฬาทีมชาติหลิวเฉียงเสียอีก นักท่องเที่ยวที่ไม่ทันตั้งตัวก็เริ่มตั้งสติเกิดอารมณ์โกรธแค้น ต่างรีบวิ่งตามเข้าไปในทุ่งะโด่าพวกพวกโกหก
“เฮียเอ้อทางนี้”
ในขณะนั้นเอง ก็มีสกูตเตรอ์คันสีดำเล็กจอดเอี๊ยดที่คันนาตรงข้าม บนรถจักรยานมีชายร่างใหญ่ผิวคล้ำ ผมของเขาม้วนคอดหยิกหยอยราวกับทรงผมของพระโพธิสัตว์ คนทั้งสองคนที่วิ่งหนีไม่พูดอะไรทั้งนั้น พวกเขาใช้ความเร็วสูงสุดะโขึ้นรถจักรยานไฟฟ้าพร้อมกัน
“ไปเร็ว!! อย่าเข้าหมู่บ้าน ไปทางป่า!!”
เซี่ยปู๋เอ้อใบหน้าซีดเซียวด้วยความเหนื่อยพร้อมกับตบไหล่ของเ้าซื่อบื้อ เมื่อได้รับสัญญาณ เ้าซื่อบื้อบิดคันเร่งสกูตเตอร์จนมิด สกูตเตอร์ที่หมดสภาพมีโอกาสที่จะร่างแหลกตลอดเวลา โชคดีที่พวกเขาไม่ได้ฆ่าคนหรือลอบวางเพลิง เหล่านักท่องเที่ยวที่ขุ่นเคืองวิ่งไล่มาสักพักก็ได้แต่บ่น ๆ แล้วก็ยอมแพ้
“โครม!!”
สกูตเตอร์พึ่งจะวิ่งเข้าป่าได้สักพักก็ล้มลงกองกับพื้น สามคนที่อยู่บนรถล้มกลิ้งลงมาอย่างไม่เป็ท่า เซี่ยปู๋เอ้อกระทืบเท้าอย่างโมโห ปาแว่นตาของตัวเองลงพื้นด้วยความโกรธแล้วตะคอกว่า
“เชี่ยเอ้ย หวังเอ้อโกว มันกล้ามาขัดขวางแผนของฉัน เื่นี้ไม่จบง่ายๆ แน่”
“ใช่แล้ว ไม่จบง่ายๆ แน่”
หญิงสาวถกกระโปรงขึ้นและเด้งตัวขึ้นมา พูดด้วยท่าทางหยาบคายว่า
“เพื่องานนี้แล้ว พวกเราต้องยืนตากลมเย็นอยู่ 1 อาทิตย์เต็มๆ ผิวหน้าของฉันแทบจะแตกราวกับกระเบื้องอยู่แล้ว ความเสียหายครั้งนี้ต้องเคลียร์กับมันให้จบสิ้น!”
“ฮือ...เฮียเอ้อ ต้าหวงถูกผู้หญิงคนนั้นชนจนกระจุยเลย ฉัน...ฉันต้องหามันให้เจอ..”
อยู่ ๆ เ้าซื่อบื้อก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ ในมือยังจับเชือกจูงหมาไว้แน่น แต่เซี่ยปู๋เอ้อพูดด้วยท่าทางหงุดหงิดว่า
“พอแล้ว ก็แค่หมาตัวเดียว เดี๋ยวคืนนี้พาแกกับโก่วเม่ยไปอิ่มท้องภัตคารเนื้อแพะสักหน่อย ให้แกกินน่องแพะน่องเบ้อเร่อไปเลยโอเคมั้ย”
“ผมไม่เอา ผมอยากจะกินหม้อไฟเนื้อหมา พี่สัญญากับผมแล้ว”
เ้าซื่อบื้อเช็ดน้ำตาพร้อมกับทำปากจู๋เหมือนเด็กขี้น้อยใจ เซี่ยปู๋เอ้อกรอกตาและไม่สนใจเขาอีกนั่งยองลงบนสกูตเตอร์ที่กองอยู่กับพื้น จุดบุหรี่ให้ตัวเองหนึ่งมวน ถ้าตอนนี้ยังมีนักท่องเที่ยวอยู่แถวนี้หละก็ คงจะใน่าดูเลย
ท่าทีของเขาแตกต่างจากชายหนุ่มใสซื่อคนก่อนนี้อย่างลิบลับกลายเป็นักเลงเต็มตัว เพียงแค่มองผ่านก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่คนดี ขนาดสาวน้อยที่ใสซื่อเองก็ยังเผยธาตุแท้ ไม่เพียงแต่นั่งไขว้ขาแต่ยังถกกระโปรงให้สั้นขึ้นอีก
“เฮียเอ้อ หวังเอ้อโก่ว ทำไมถึงมาอยู่แถวนี้ได้ เขาไม่ไปทำงานเหรอ?”
โก่วเม่ยดึงบุหรี่ออกจากปากเขา ใช้ทักษะปล่อยควันด้วยท่าทางคล่องแคล่ว เซี่ยปู๋เอ้อพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า
“วันนี้พวกเขาพานักเรียนม.6 มาทัศนศึกษา หวังเอ้อโก่วที่เป็ครูพละก็ต้องมาด้วยอยู่แล้ว แต่ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าเ้าหมอนั่นมันจะมาสาย แล้วมาเจอกับพวกเราพอดี ซวยจริงๆเลยวุ้ย!”
“นี่ก็ใกล้จะสอบแอดมิดชั่นอยู่แล้วทำไมยังมาทัศนศึกษากันอีกเนี่ย?”
โก่วเม่ยขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ในขณะนั้นเอง เซี่ยปู๋เอ้อก็ลุกขึ้นหันหลังรูดซิปกางเกงออกแล้วปัสสาวะใส่ต้นไม้ข้างๆ ในขณะที่โก่วเหม่ยก็ยืนอยู่ที่นั่น
“เธอไม่ได้ดูข่าวหรือไง มีนักเรียน 2 คนเครียดเกินไปจนะโตึก โรงเรียนกลัวว่าเื่นี้จะเกิดขึ้นอีกเลยพาพวกเขามาผ่อนคลาย พวกเขามาพักอยู่ที่เย่วหยงซานจวงคืนหนึ่ง”
“หึ ฉันว่า ครูโรงเรียนของเฮีย เหมือนเป็เพชฌฆาตกันหมด ถ้าตอนนั้นเฮียไม่ถูกไล่ออกก็คงถูกทรมานจนกลายเป็คนบ้าแน่ๆ”
โก่วเม่ยลุกยืนขึ้นแล้วบ่นไปด้วย เธอยืนเคียงไหล่เซี่ยปู๋เอ้อ กัดปลายประโปรงไว้แล้วปล่อยฉี่ออกจนหมดโล่งตัว เซี่ยปู๋เอ้อพูดอีกว่า
“พอดีเลย พวกเราไปหาเงินที่ซานจวงซักก้อนหนึ่ง พอจบเื่แล้วค่อยไปหาหวังเอ้อโก่ว เื่ในวันนี้จะต้องให้มันชดใช้”
“เฮ้อ ถ้าไม่ใช่เพราะหวังเอ้อโก่วมาขัดจังหวะ เงินผ่าตัดของโต้วโต้ว ก็จะได้ครบแล้วแท้ๆ”
โก่วเม่ยมองไปทางเ้าซื่อบื้อด้วยสายตาสงสาร แต่เ้าซื่อบื้อกำลังอุ้มแมลงหัวเราะโง่ ๆ อยู่คนเดียว ส่วนเซี่ยปู๋เอ้อไม่ได้พูดอะไรต่อ ตบบ่าเ้าซื่อบื้อแล้วดึงสกูตเตอร์ขึ้นมา โก่วเม่ยปล่อยกระโปรงลงแล้วหันหน้ามาะโ
“โต้วโต้ว อย่านั่งบนพื้น นั่นเป็กางเกงที่ฉันพึ่งซื้อให้แกนะเว้ย”
ทั้งสามคนขึ้นค่อมบนสกูตเตอร์และรีบออกเดินทางอีกครั้ง โก่วเม่ยที่ตัวยาวนั่งอยู่นั่งอ้อมกอดของโต้วโต้ว ส่วนเซี่ยปู๋เอ้อที่เป็คนขี่รถพิงอยู่บนหลังของโต้วโต้ว ในปากคาบกิ่งข้าวสีลาแหงนมองท้องฟ้า สกูตเตอร์คันเล็กที่มีเสียงอี๊ดอ๊าดก็เหมือนคนบ้าสามคนนี้ หนักหน่วงสาหัสแต่ไม่เคยจะล้มลง
“หืม?”
จู่ๆ เซี่ยปู๋เอ้อก็เห็นบางอย่างขยับอยู่ทางพุ่มไม้ข้างทาง เมื่อเขามองอย่างชัดเจนเขาพบผู้หญิงคนหนึ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเืนั่งแทะกินอะไรบางอย่าง พอเขาขยี้ตามองอีกครั้ง เขาก็พบว่าในมือของผู้หญิงถือศีรษะมนุษย์อยู่ ใบหน้าของศีรษะนั้นถูกผู้หญิงคนนั้นแทะจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม
“เฮ้ย!!”
เซี่ยปู๋เอ้ออุทานออกมา ร่างกายของเขาราวกับถูกไฟช็อต แผ่นหลังของเขาเย็นะเื เขารีบตบหลังของโต้วโต้วทันที แต่ในขณะนั้นเองโก่วเม่ยก็ร้องะโขึ้นว่า
“แย่แล้ว ดูสิ ข้างหน้ามีเครื่องบินตก!!”
เซี่ยปู๋เอ้อเหลียวกลับมามองโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นควันไฟพุ่งขึ้นเต็มท้องฟ้า มีเศษซากเครื่องบินติดอยู่กลางเขา หลังจากที่เขาหันกลับมามองพุ่มไม้อีกครั้ง ผู้หญิงที่เคยนั่งอยู่ที่นั่นกลับหายไปแล้ว เหลือเพียงแต่เศษหญ้าที่มีคราบเืปลิวสะบัดไปตามกระแสลม