“ที่จริงแล้วพระองค์อาจจะทรงไม่เชื่อแต่อย่างไรข้าก็ยังต้องบอกท่านอยู่ดี ข้าแอบได้ยินหมิงเสวียนพูดคุยกับบริวารของเขาซึ่งดูเหมือนเขากำลังมีแผนการร้ายอยู่”
หมิงอวี่พูดเสียงเข้มว่า “เดิมมีพระองค์คนเดียวเท่านั้นที่รู้วิธีการทำผลึกโลหิตเก้าโคจรแต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลยยังมีคนอื่นที่รู้วิธีการทำผลึกโลหิตเก้าโคจรเหมือนกัน เพราะเหตุนี้ที่หมิงเสวียนต้องการเดินทางไปยังดินแดนอสูรว่านโซ่วก็เพราะต้องการล่าหัวใจของอสูรร้ายระดับสิบเก้าตัวแต่เขาไม่ได้ต้องการมอบหัวใจอสูรให้กับพระองค์!”
“เขาต้องการทำผลึกโลหิตเก้าโคจรขึ้นมาเพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานของตัวเขาเอง!”
หมิงอวี่บอกเล่าเรื่องที่น่าตกใจนี้ให้หมิงเฉินเหยียนฟัง เขารู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกไปแล้ว
“เจ้าหมายความว่า เสวียนเอ๋อร์คิดจะเก็บผลึกโลหิตเก้าโคจรไว้ใช้เองอย่างนั้นหรือ?”สีหน้าของหมิงเฉินเหยียนนั้นเริ่มดูย่ำแย่
“ถูกต้องแล้ว เขาแค่ต้องการให้พระองค์ ...”
“เจ้าทำให้ข้าผิดหวังมาก”
หมิงอวี่กำลังคิดจะพูดอะไรอีกแต่คิดไม่ถึงเลยว่าหมิงเฉินเหยียนกลับส่ายหน้าแล้วถอนหายใจแทรกขึ้นมา
หมิงอวี่มองไปที่หมิงเฉินเหยียนด้วยความสงสัยเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่หมิงเฉินเหยียนพูดนั้นหมายความว่าอย่างไร
หมิงเฉินเหยียนพูดด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังว่า“เจ้าวิ่งมาหาข้ากลางดึกก็เพื่อใส่ร้ายเสวียนเอ๋อร์เนี่ยนะ?”
“อะไรนะ?” หมิงอวี่มองไปที่หมิงเฉินเหยียนหมิงเฉินเหยียนพูดอะไรนะ บอกว่าเขาใส่ร้ายหมิงเสวียนอย่างนั้นหรือ?
หมิงอวี่ไม่ลังเลใจเลยที่จะถอดเสื้อตัวนอกและเกราะออกหน้าท้องที่มีรอยเท้าโผล่ออกมาให้ได้เห็น “เสด็จพ่อนี่คือรอยเท้าที่หมิงเสวียนถีบข้าเมื่อครู่นี้ในป่าหลังวังหลวงเขาคิดว่าถีบข้าจนสลบไปแล้ว แต่ที่จริงเปล่าเลยข้าบังเอิญได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันทั้งหมด มันเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง!”
ระหว่างที่พูดเขาก็เปิดหัวไหล่ข้างที่มีรอยแผลสายฟ้าสีดำแล้วพูดเสียงเข้มว่า “หมิงเสวียนมีร่างกายแห่งสายฟ้า นี่เป็นบาดแผลที่เขาทำท่านลองมองดูให้ดีสิ”
เดิมหมิงอวี่คิดว่าหมิงเฉินเหยียนจะคิดได้ แต่สิ่งที่เขาได้กลับมากลับเป็นสายตาที่ผิดหวังมากกว่าเดิมของหมิงเฉินเหยียน
“เสวียนเอ๋อร์เป็นคนมีพรสวรรค์ความสามารถสูง จะลงมือทำร้ายคนอื่นได้อย่างไรอาการบาดเจ็บที่หน้าท้องของเจ้าผู้กล้าที่อยู่ในสามร้อยอันดับแรกในวังหลวงก็ทำได้กันทั้งนั้น”
“แล้วก็บาดแผลจากสายฟ้าที่หัวไหล่ขวาของเจ้าขอแค่คนที่เรียนรู้ทักษะการต่อสู้ธาตุสายฟ้าก็สามารถทำได้เช่นกัน เท่าที่ข้ารู้ผู้กล้าที่มีทักษะการต่อสู้สายฟ้านั้นมีอย่างน้อยก็สามสิบกว่าคนเจ้าคิดว่าอาศัยหลักฐานแค่นี้ ก็จะยืนยันได้ว่าเป็นเสวียนเอ๋อร์แล้วอย่างนั้นหรือ?”
หมิงเฉินเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “อีกอย่างเจ้าบอกว่าเจ้าได้ยินเสวียนเอ๋อร์พูดกับชายบริวารอีกคนถ้าอย่างนั้นเจ้าบอกข้ามาหน่อยสิว่า ชายชุดดำคนนั้นเป็นใคร? นอกจากข้าแล้วจะเป็นใครที่รู้เคล็ดลับในการทำผลึกโลหิตเก้าโคจรอีก?”
หมิงอวี่ถอยหลังไปสองก้าว เขาพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็นลงแล้วพูดอย่างอดทนว่า“พระองค์ลองคิดดูให้ดี ในหลายปีที่ผ่านมาหมิงเสวียนเป็นผู้กล้ามีพรสวรรค์ที่ใครหลายคนพูดถึง เขามีพรสวรรค์เหนือกว่าท่าน แต่ว่าทรัพยากรที่เขาได้รับในการฝึกกับอำนาจที่เขามีนั้นกลับเป็นรองท่าน”
ระหว่างที่พูด หมิงอวี่ก็ส่ายหน้าแล้วพูดว่า“ที่จริงเขาไม่ได้พอใจกับสิ่งที่เขาได้รับเลยความทะเยอทะยานที่เขามีมันมากจนพระองค์ทรงคาดไม่ถึงแน่!”
“วันนี้ในตำหนักหลงเถิง ทรงจำตอนที่เขาคุกเข่าลงได้ไหม? เขาบอกว่าหากทรงไม่รับปากให้เขาไปดินแดนอสูรว่านโซ่วเขาก็จะไม่ยอมลุกขึ้นเด็ดขาด นั่นมันเป็นการบังคับข่มขู่ให้ทรงกระทำการต่อให้เขาจะแข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ยังมีตำแหน่งเป็นแค่ขุนนาง จะให้ขุนนางมามีอำนาจเหนือกษัตริย์ได้อย่างไรกัน?”
หมิงอวี่พูดอย่างละเอียด เขานำสิ่งที่วิเคราะห์ได้จากการกระทำของหมิงเสวียนพูดออกมาจนหมด
แต่หมิงเฉินเหยียนกลับตอบกลับมาแค่คำเดียว “เจ้าพูดจบแล้วหรือยัง?”
“อะไรนะ?” หมิงอวี่อึ้งไป
“พูดจบแล้ว ก็ไปให้พ้น”
น้ำเสียงที่เย็นชาดังก้องในหู หมิงอวี่สีหน้าซีดขาวสายตาที่เขามองไปที่หมิงเฉินเหยียน ทำให้เขารู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า!
หมิงอวี่พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“ข้ามาบอกความจริงเรื่องนี้กับพระองค์ แต่กลับทรงบอกให้ข้า ... ไปให้พ้นอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้ายังไม่ยอมจบอีกใช่ไหม! เจ้าเป็นถึงองค์ชายการปรารถนาในอำนาจมันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าเจ้าไม่ควรจะใส่ร้ายพี่ชายเจ้าแบบนี้!”
น้ำเสียงของหมิงเฉินเหยียนนั้นเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ “ข้าไม่เห็นว่าเสวียนเอ๋อร์จะบีบบังคับข่มขู่ข้าตรงไหนแต่ข้ากลับเห็นว่าเจ้าไม่ใส่ใจคำพูดของข้ามากกว่าบุกเข้ามาในตำหนักบรรทมของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วยังกล้าบอกว่าเสวียนเอ๋อร์ทำร้ายจนเจ้ามีสภาพแบบนี้อีกเจ้ามันไม่ต่างกับเครื่องมือใส่ร้ายคนอื่นชัดๆ !”
เขาชี้หน้าหมิงอวี่แล้วตะคอกใส่ว่า “เพื่อให้ร้ายเสวียนเอ๋อร์เรียกร้องความสนใจจากข้า จนไม่สนใจความเป็นสายเลือดเดียวกันแล้วใช่ไหม? เมื่อไหร่เจ้าจะโตสักที?”
“เขาคิดจะสังหารพระองค์ แต่ท่านกลับออกหน้าแทนเขา! ทรงกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่!”
หมิงอวี่ดวงตาแดงก่ำ แทบจะเค้นเสียงออกมาจากลำคอ!
พูดจบ หมิงเฉินเหยียนก็ยกมือตบหน้าของหมิงอวี่
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก้องไปทั่งวังหลวงมันมาพร้อมกับเสียงหัวใจที่แตกสลายของชายหนุ่มเลือดร้อน!
หมิงอวี่ยืนอึ้งไป แล้วมองไปที่หมิงเฉินเหยียน “ท่าน ตบข้า?”
“ข้าตบให้เจ้าได้สติ ไสหัวไป” พูดจบ หมิงเฉินเหยียนก็สะบัดชายเสื้อคิดจะใช้ลมต้อนไล่หมิงอวี่ออกจากห้องไป
แต่ครั้งนี้หมิงอวี่โกรธมากเลือดลมภายในร่างกายของเขามันพุ่งไปอยู่ที่หมัด แล้วซัดลมที่กำลังพุ่งมาที่ตัวเขาจนระเบิดออก!
เขามองไปยังชายแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้า เขายิ้มอย่างขมขื่นจากนั้นก็พูดขึ้นมาเหมือนคนเสียสติว่า “วันนี้ ข้ามาบอกท่านเรื่องนี้ ก็หวังว่าจะทรงกอบกู้ต้าหมิงได้แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ทรงไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าพูดเลยแม้แต่คำเดียว ในใจของท่านคงไม่เคยเห็นข้าเป็นลูกชายเลยสินะ”
“นี่คือท่าทางการพูดจากับข้าหรือ?” หมิงเฉินเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“ตั้งแต่วันนี้ไป เราไม่ใช่พ่อลูกกันอีก ข้าไม่มีพ่อแบบท่าน”น้ำเสียงของหมิงอวี่ฟังไม่ออกเลยว่ารู้สึกอย่างไร
ใจของเขาตายไปแล้ว จะไปมีความรู้สึกอะไรได้อย่างไรกัน?
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
หมิงเฉินเหยียนตกตะลึงมาก หมิงอวี่เป็นองค์ชายสิบเจ็ด แค่ฐานะของเขาก็มีคนกว่าหมื่นคนแย่งชิงกันแทบเป็นบ้าแล้วเขาก็ไม่ได้ไม่ยอมรับในตัวของหมิงอวี่ แต่หมิงอวี่กลับไม่รับเขาเป็นพ่ออย่างนั้นหรือ?
“นี่ชุดคุ้มกันที่ทรงประทานให้ ข้ารับเกียรติยศแบบนี้ไม่ไหวข้าขอคืนให้ท่าน” ระหว่างที่พูด หมิงอวี่ก็ถอดชุดคุ้มกันเกียรติยศประดับทองออกทีละชิ้นลงตรงหน้า
“แล้วก็ยังมีนี่ กระบี่เฟิงโหวของขวัญวันเกิดอายุครบสิบสองปีที่ทรงประทานให้ ข้าเห็นมันเป็นสมบัติล้ำค่ามาตลอดตอนนี้ ข้าคืนให้ท่าน”
หมิงเฉินเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “เจ้าวุ่นวายพอแล้วหรือยัง?”
หมิงอวี่ยิ้ม ท่าทางของเขาเย็นชาลงเรื่อยๆเขาชักกระบี่ออกมาด้วยมือซ้ายแล้วใช้นิ้วขวาหนีบตัวกระบี่เฟิงโหวเอาไว้แล้วใช้กำลังที่แรงที่สุดหักไปที่ตัวกระบี่ กระบี่เฟิงโหวหักออกเป็นสองท่อน!
“กระบี่หักแล้ว ความเคารพสุดท้ายที่ข้ามีให้ท่าน จบลง ... แค่นี้”
หมิงอวี่หันหลังแล้วเดินออกจากตำหนักเฉินหลงไปทันที แผ่นหลังของเขาช่างเงียบเหงามันหนาวเย็นมาก
เมื่อเห็นแผ่นหลังของหมิงอวี่เดินจากไปแล้วสายตาของหมิงเฉินเหยียนสับสนมาก เขาคิดไม่ถึงเลยว่าคำพูดของเขาในวันนี้จะมีผลที่ไม่เป็นอย่างที่คิดและมันยังทำให้หมิงอวี่ทำเรื่องแบบนี้ออกมาอีกด้วยดูท่าภายภาคหน้าเขาคงต้องสนใจการเติบโตของลูกมากกว่านี้ไม่อย่างนั้นจะทำให้พวกเขาดื้อรั้น เดินไปในทางผิดได้
......
ห้องบรรทมขององค์ชาย ในตำหนักลั่วฮวา
ในเวลานี้ฝนด้านนอกยังคงตกหนักอยู่ ฟ้าร้องฟ้าผ่าสลับกันภายในห้องมืดสลัวไม่มีแสงไฟ กลิ่นสุราคละคลุ้งไปทั่วห้องหมิงอวี่ยกสุรากรอกเข้าปากอย่างต่อเนื่องจนหมด
หญิงสาวสวมชุดดำหน้าตางดงามนั่งมองหมิงอวี่อยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ นางยังคงสวยงดงามเหมือนเดิมถึงแม้จะอยู่ในความมืดก็ตาม เห็นแค่ครึ่งใบหน้าก็ทำให้รู้สึกอารมณ์ดีมาก
นางก็คือเฮยจีตอนที่หมิงอวี่เอาเหล้าฤทธิ์รุนแรงมากมาจากในครัวห้าไห เฮยจีก็ออกมาอยู่ข้างๆ เขาแล้วเพราะพลังดวงวิญญาณของนางแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น เฮยจีจึงรับรู้ทุกอย่างที่อยู่ภายนอกได้สิ่งที่เกิดขึ้นกับหมิงอวี่ก่อนหน้านี้ทั้งหมดนางก็รับรู้ได้
เฮยจีเห็นชายที่อยู่ตรงหน้าของนางเอาแต่เมาไม่พูดไม่จา ในใจของนางก็เจ็บปวดอย่างมากเหมือนกัน
นางเข้าใจความรู้สึกของหมิงอวี่ดี แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องปลอบใจเขาอย่างไรทำได้แค่มองหมิงอวี่ดื่มเหล้าเมามายอยู่อย่างนี้
ถ้วยแล้วถ้วยเล่า หมิงอวี่ไม่รู้ว่าตัวเขานั้นดื่มไปมากแค่ไหนแต่คนที่มีร่างกายและสติแข็งแกร่งมากกว่าคนอื่นดื่มยังไงก็ไม่เมาสักที!
“ข้าก็แค่อยากเมา ทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้?”
หมิงอวี่บ่นพึมพำแล้วยกเหล้าขึ้นมาทั้งไหจากนั้นก็กระดกเข้าปากไม่หยุดจนเหล้าหกรดลงมาบนตัวของเขา แต่เขาก็ยังคงดื่มมันอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งดื่มจนหมดไหหมิงอวี่ถึงได้รู้สึกว่าเริ่มเมาแล้วนิดหน่อยเขายิ้มมุมปากแล้วหันไปยิ้มให้กับเฮยจี “สภาพข้าแบบนี้ น่าเกลียดมากเลยใช่ไหม?ถ้าเจ้าไม่ชอบก็อย่ามอง ไปเอาเหล้ามาให้ข้าอีก!”
เฮยจีเปิดเหล้าอีกไหที่อยู่ข้างๆ มาวางบนโต๊ะ “ข้าดื่มเป็นเพื่อนเจ้าเอง”จากนั้นนางก็รินเหล้าลงในถ้วยแล้วดื่มเป็นเพื่อนหมิงอวี่
ก็ไม่รู้ว่าดื่มไปมากแค่ไหน จนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยาม การดื่มอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้ถึงได้จบลง
ถึงแม้หมิงอวี่จะรู้สึกว่าเมาแล้วนิดหน่อย แต่สายตาของเขานั้นกลับหยุดอยู่ในห้วงเวลาเดิมๆเขาเอาแต่นึกย้อนถึงภาพสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ชักดาบตัดน้ำน้ำยิ่งไหล ใช้สุราแก้กลุ้มยิ่งกลุ้มหนักเขาลืมสิ่งที่เกิดขึ้นพวกนั้นไม่ได้ แต่กลับยังจำมันลึกซึ้งมากขึ้นอีก
ในฐานะพ่อของเขา ความเย็นชาเฉยเมยที่หมิงเฉินเหยียนมีต่อเขาการตัดสินทุกอย่างผิดพลาดและความทนงตน และคำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามของเขา ...
เจ้าทำให้ข้าผิดหวังมาก!
เจ้าพูดจบแล้วหรือยัง? พูดจบแล้วก็ไปให้พ้น
เพื่อให้ร้ายเสวียนเอ๋อร์ เรียกร้องความสนใจจากข้าจนไม่สนใจความเป็นสายเลือดเดียวกันแล้วใช่ไหม? เมื่อไหร่เจ้าจะโตสักที!
คำพูดพวกนี้เหมือนมีดดาบที่ทิ่มแทงไปในใจของหมิงอวี่และภาพที่ไร้เยื่อใยนั้นมันยิ่งทำให้เขาใจสลาย
หมิงอวี่ดวงตาแดงก่ำ ปลายตาของเขาเหมือนมีประกายขึ้นมาบ้างแล้ว
“ ... ยังจะดื่มอีกหรือ?” เฮยจีแก้มแดงนางอยู่ในสภาพร่างแปลงวิญญาณ แต่เหมือนจะสู้ฤทธิ์เหล้าไม่ไหว
“ไม่แล้วล่ะ ... ”
หมิงอวี่ส่ายหน้า เขาสะอื้นแล้วพูดว่า “ต่อให้ดื่มมากแค่ไหน ก็ลืมไม่ได้อยู่ดี”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป? พาท่านป้าออกจากวังหลวงไปจากราชวงศ์ต้าหมิง ไปหาสถานที่ห่างไกลอาศัยกันดีไหม?” เฮยจีเสนอ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มีแค่วิธีนี้เท่านั้นถึงจะปลอดภัยมากที่สุด
หมิงอวี่พยักหน้า แต่จากนั้นก็ส่ายหน้า “หลังจากนี้อีกครึ่งปี หากหมิงเสวียนได้ผลึกโลหิตเก้าโคจรมาและสามารถทะลวงไปถึงขอบเขตอมฤตได้ใต้หล้านี้ก็จะเกิดความวุ่นวาย หากข้าไปทันทีในตอนนี้ อย่างไรก็รักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ได้แต่ว่าขุนนางทั้งหมดในต้าหมิงจะต้องถูกกวาดล้าง ถึงเวลานั้นก็จะเกิดการนองเลือดข้าจะทนเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่สนใจใยดีได้จริงหรือ?”
“ข้า ... ทำไม่ได้”
คิดอยู่อย่างนั้นนานมาก หมิงอวี่พยายามต่อสู้อยู่กับตัวเองแต่สุดท้ายก็ยังได้คำตอบแบบนี้ออกมาเหมือนเดิม
“เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหม ... ” เฮยจีขมวดคิ้วแล้วเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง
หมิงอวี่พยักหน้า “ข้าแน่ใจ ข้าจำเป็นต้องช่วยราชวงศ์ต้าหมิงจะให้ใครมาทำลายมันไม่ได้เด็ดขาด!”
หลังจากที่เสียใจอย่างถึงที่สุดไปแล้ว หมิงอวี่ก็เกิดไฟลุกโชนขึ้นมาในใจด้วยความปรารถนาในความสามารถมีเพียงความสามารถเท่านั้นถึงจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนี้ได้เขาถึงจะมีสิทธิปกป้องคนข้างกายของเขาได้!
หมิงเฉินเหยียนหน้ามืดตามัวถ้าเช่นนั้นทุกสิ่งทุกอย่างนี้เขาจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงมันเอง!
บนตารางอันดับนักรบสามร้อยอันดับแรกล้วนมีแต่ยอดฝีมือแต่ละคนมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าหมิงอวี่ทั้งนั้น สิบองครักษ์หน้าพระที่นั่งผู้อาวุโสในตระกูล ผู้นำตระกูลใหญ่ต่างๆ แต่ละคนล้วนแต่ประมาทไม่ได้เลยในวังหลวงต้าหมิง องค์หญิงเจ็ดหมิงเยวี่ย องค์ชายสามหมิงอู่ ก็ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ
ขุนพลสร้างแผ่นดินสามคนก็ล้วนไม่ใช่คนธรรมดาแต่ละคนล้วนแต่เป็นทหารผ่านศึกเลือดทั้งนั้น!
และคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดก็คือหมิงเสวียนเขามีพลังเทียบเท่าราชสีห์เก้าพันแปดร้อยห้าสิบตัว มีร่างแห่งสายฟ้าเป็นเทพแห่งกระบี่ มีเกียรติยศมากมาย!
อัจฉริยะปีศาจแบบนี้นี่แหละที่ต้องการปลิดชีวิตเขาในอีกครึ่งปีข้างหน้าเช่นกัน! แล้วเขาจะนั่งรอความตายแบบนี้ได้อย่างไร!
คนพวกนี้เมื่อรวมกันแล้วก็เหมือนกับมีภูเขาน้ำหนักกว่าร้อยล้านตันตั้งอยู่ตรงหน้าทำให้เขาไม่สามารถข้ามผ่านมันไปได้
แต่หมิงอวี่ก็มั่นใจในความสามารถและพรสวรรค์ของตัวเองมากเหมือนกันเพียงแต่เขาไม่มีเวลาให้ได้เติบโต เขาเพิ่งจะฝึก “เคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูง”ไปได้แค่หกกระบวนท่าเท่านั้นเอง แล้วยังไม่มีใครรู้เลยว่าสามกระบวนท่าสุดท้ายของ“เคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูง” นั้นมันแข็งแกร่งและน่ากลัวมากแค่ไหน!
“ในเมื่อข้าไม่อาจนิ่งดูดายได้ถ้าอย่างนั้นข้าก็จำเป็นจะต้องไปฝึกฝนในดินแดนอสูรว่านโซ่ว ถึงแม้มันจะอันตรายมากแต่ข้าจำเป็นจะต้องไล่ตามหมิงเสวียนให้ทัน ... เลือดหัวใจอสูรเก้าตัวนั่นข้าไม่มีทางให้หมิงเสวียนได้มันไปครบแน่!”
เมื่อเห็นความมุ่นมั่นตั้งใจแน่วแน่ของชายหนุ่มเฮยจีทำได้แค่ยิ้มอย่างจนใจ
แต่ในเวลานี้เอง แสงสีฟ้าอ่อนๆ ก็ส่องประกายขึ้นมาในมือของหมิงอวี่อุณหภูมิในห้องลดลงทันที บัวหิมะน้ำแข็งสีน้ำเงินดอกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นและหมุนวนอยู่และหลังจากนั้นบัวหิมะน้ำแข็งสีน้ำเงินอีกดอกก็ปรากฏขึ้นมาในมือเช่นกัน!