10วันต่อมา
ซูเมี่ยวจินอยู่รักษาตัวที่บ้านตระกูลฉางจนหายดีแล้ว เธอช่วยงานในบ้านหลายอย่างระหว่างรักษาตัว ทำให้ทุกคนในครอบครัวต่างก็ชอบเธอกันทั้งนั้น คนในหมู่บ้านหลายคนเคยแวะเวียนมาแอบดูซูเมี่ยวจิน แต่เธอไม่เคยสนใจมองหรือทำความรู้จักคนเ่าั้ จนชาวบ้านไม่กล้ามายุ่งกับเธออีกเมื่อเห็นสายตาเ็าและไม่เป็มิตรจากเธอ
ค่ำวันนั้นหลังจากทุกคนกลับมาจากทำงานและไปโรงเรียน ซูเมี่ยวจินที่ยังไม่ง่วงช่วยล้างถ้วยชามกับฉางเล่ยในห้องครัว ระหว่างที่พวกเขากำลังล้างอยู่ เสียงของพ่อแม่ฉางก็ดังออกมาอย่างกังวล
“พ่อ ชาวบ้านเริ่มพูดกันหนาหูเื่เมี่ยวจินแล้วนะ เราจะทำยังไงกันดี”
“เฮ้อ! แล้วแม่จะให้ทำยังไงเล่า ในเมื่อแม่หนูเมี่ยวจินก็ไม่มีที่ไปแถมยังไม่มีครอบครัวอีก เราจะปล่อยให้เธอออกไปตกระกำลำบากเพราะขี้ปากชาวบ้านอย่างนั้นหรือ ถ้าเราทำแบบนั้นจะไม่รู้สึกผิดหรือไง”
“พ่อ แม่ อย่าไล่พี่เมี่ยวจินออกไปเลยนะคะ แค่คำพูดยายแก่พวกนั้นที่ชอบสอดรู้สอดเห็น พวกเราไม่จำเป็ต้องใส่ใจก็ได้นี่คะ”
“ไม่ได้หรอกเซียงจู ชื่อเสียงของผู้หญิงสำคัญนะ ตอนนี้ในหมู่บ้านคิดกันไปว่าเราจะให้เมี่ยวจินมาเป็สะใภ้กันหมด แถมยังดูถูกพวกเราว่าไม่คิดจะเสียค่าสินสอดแต่กักขังคนเอาไว้ในบ้านอีก เื่นี้เราต้องคุยกับเมี่ยวจินดี ๆ ว่าจะแก้ปัญหายังไง”
ฉางเล่ยหันมองซูเมี่ยวจินที่ดูจะไม่สนใจเื่ที่ครอบครัวของเขาคุยกันเลย ความจริงเขาก็สงสารเธอที่ต้องมาตกเป็หัวข้อสนทนาของชาวบ้านแทบทุกวัน เพียงแต่เขาเองก็ไม่รู้จะทำยังไงกับเื่นี้ ครั้นจะให้เธอออกไปจากบ้าน เธอก็ไม่รู้จะไปที่ไหนต่อ พวกเขาจึงรับเธอเอาไว้ อย่างน้อยเธอก็ปลอดภัยที่บ้านของพวกเขา
“คุณมองฉันทำไมกันฉางเล่ย” ซูเมี่ยวจินก้มหน้าล้างถ้วยโดยไม่หันมอง เธอรู้สึกได้ว่าเขากำลังมองเธออยู่จึงถามขึ้น
“คุณไม่สนใจเลยเหรอว่าชื่อเสียงจะเสียไปเพราะผมน่ะ” ฉางเล่ยถามอย่างกังวล
“ฉันจะสนใจทำไมกัน คุณก็รู้ว่าฉันไม่มีที่ไป หรือคุณจะใจร้ายไล่ฉัน” ซูเมี่ยวจินเงยหน้าหันไปมองชายร่างใหญ่ที่ดูแลเธออย่างดีมาตลอดหลายวัน
“ผมจะไล่คุณไปได้ยังไงกัน เพียงแต่เป็ห่วงความรู้สึกของคุณต่างหากที่ถูกชาวบ้านเอาไปนินทากันสนุกปาก” ฉางเล่ยอธิบายอย่างใจเย็น
“พวกเขานินทาก็นินทาไปสิ อย่างมากเราก็แต่งงานกันเสียก็สิ้นเื่ พวกเขาจะได้เลิกพูดว่าพวกคุณขังฉันเอาไว้เสียที” ซูเมี่ยวจินเอ่ยทีเล่นทีจริง แต่ฉางเล่ยกลับใจนเกือบทำชามหล่นจากมือ
“เอ่อ… คุณอย่าพูดเล่นแบบนี้สิ” ฉางเล่ยหน้าขึ้นสีด้วยความเขินอาย ใช่ว่าเขาไม่ชอบเธอเสียหน่อย เพียงแต่เขาไม่กล้าพูดเื่นี้เท่านั้นเอง
“ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ ฉางเล่ย คุณเป็คนดีและยังช่วยชีวิตฉันเอาไว้อีก ถึงฉันจะแต่งงานกับคุณจริง ๆ มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายนี่นา หรือว่าคุณรังเกียจที่ฉันเป็เด็กกำพร้ากันล่ะ” ซูเมี่ยวจินพูดอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะระบบบ้านั่นกำลังบ่นเธอว่าชักช้าอย่างกับเต่าคลานเื่แต่งงาน
“ไม่ ไม่ ผมไม่เคยรังเกียจคุณ เพียงแต่คุณก็รู้ว่าบ้านผมยากจน ผมไม่อยากทำให้คุณต้องลำบากไปด้วย” ฉางเล่ยเอ่ยอย่างพาซื่อ
“ฉันไม่เห็นจะลำบากสักหน่อย หลายวันมานี้พวกคุณดูแลฉันอย่างดีมาตลอด”
ฉางเล่ยคิดตามที่ซูเมี่ยวจินพูดแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ เขาใช่ว่าจะไม่ดีใจที่เธอพูดเื่แต่งงานขึ้นมา แต่ตอนนี้ที่บ้านไม่ได้มีเงินมากขนาดจะจัดงานแต่งงานดี ๆ ให้กับเธอได้ ฉางเล่ยจึงไม่กล้าเอ่ยปากขอเธอแต่งงาน
ซูเมี่ยวจินเห็นว่าเขาเงียบไป เธอขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัยว่าทำไมผู้ชายซื่อบื้อนี่ถึงไม่ตอบรับและขอเธอแต่งงานเสียที ทั้งที่เธอก็พูดมาขนาดนี้แล้ว
ไม่นานนักทั้งสองคนก็เก็บถ้วยชามที่เช็ดแล้วเข้าที่ จากนั้นจึงเดินออกไปที่โต๊ะกลางบ้าน ซึ่งตอนนี้ทุกคนยังคงนั่งคุยกันอย่างเคร่งเครียดถึงเื่ของซูเมี่ยวจิน
“เมี่ยวจิน มานั่งตรงนี้สิลูก” หลิวเอ้อหลิงกวักมือเรียกอย่างสนิทสนม
“ค่ะคุณป้า พวกคุณป้ามีอะไรอยากคุยกับหนูหรือเปล่าคะ”
“อืม… ในหมู่บ้านหาว่าพวกเราขังหนูเอาไว้เพื่อเป็สะใภ้น่ะ ป้าเห็นว่าเื่นี้ทำให้ชื่อเสียงของเมี่ยวจินเสียหาย ป้าเลยอยากถามความเห็นของหนูว่าอยากให้พวกป้าทำยังไงกับเื่นี้ดี เมี่ยวจินก็รู้ว่าบ้านเราเป็ยังไง ถึงเราจะไม่สนใจคำพูดพวกเขา แต่ก็ยากที่จะเงยหน้าสู้สายตาคนอื่นได้” หลิวเอ้อหลิงทอดถอนหายใจยาว
“ทุกคนไม่ต้องสนใจคำพูดพวกเขาหรอกนะคะ อีกอย่าง หนูเต็มใจที่จะแต่งงานกับฉางเล่ย ถ้าหากว่าพวกคุณไม่รังเกียจ” ซูเมี่ยวจินเอ่ยอย่างจริงจัง เธอรอให้ฉางเล่ยขอเธอแต่งงานไม่ไหวแล้ว เื่นี้เธอเลยพูดออกมาเองจะดีกว่า พวกชาวบ้านจะได้เลิกนินทาครอบครัวฉางเสียที
“เมี่ยวจินแน่ใจเหรอว่าจะแต่งงานกับฉางเล่ยจริง ๆ หนูก็เห็นสภาพบ้านพวกเราแล้ว เรากลัวว่าหนูจะต้องลำบาก” ฉางชิงหยูเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก
“แน่ใจค่ะคุณลุง ทุกคนไม่ต้องกังวลว่าหนูจะลำบากหรอกนะคะ ั้แ่ได้รับการดูแลจากพวกคุณ หนูก็ไม่ได้ลำบากอะไรสักหน่อย” ซูเมี่ยวจินยิ้มบางตอบ
“แต่เราไม่มีเงินสินสอดมากมายมอบให้หนูนะ เงินแต่งงานก็คงต้องใช้เวลาหาอีกสักพักใหญ่เลยล่ะ” หลิวเอ้อหลิงบอกเหตุผลที่พวกเขาลำบากใจไปตรง ๆ
“เื่เงินสินสอดไม่จำเป็สำหรับหนูหรอกนะคะ ขอแค่ทุกคนไม่รังเกียจที่หลังจากนี้ต้องรับหนูเข้ามาอยู่ในบ้านก็พอแล้วล่ะค่ะ ส่วนเื่งานแต่งงาน หนูจะช่วยฉางเล่ยเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อหาเงินเอง ในเมื่อหนูหายดีแล้วก็ไม่ควรอยู่เฉย ๆ”
ครอบครัวฉางทั้งสี่หันมองกันไปมา เมื่อคิดกันอยู่สักพัก พวกเขาก็พยักหน้าตกลงเื่แต่งงานของฉางเล่ยกับซูเมี่ยวจิน
“ถ้าหากเมี่ยวจินอยากทำแบบนั้นก็ได้ ขอบคุณมากนะที่ไม่รังเกียจบ้านฉางเรา”
“คุณป้าอย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ หนูจะรังเกียจพวกคุณได้ยังไงกัน”
ทั้งสี่คนพูดคุยกันต่อถึงเื่สำคัญเกี่ยวกับการแต่งงานอีกเล็กน้อย กระทั่งฉางเล่ยนึกได้ว่าซูเมี่ยวจินยังไม่มีเอกสารส่วนตัว เพราะเธอบอกเขาว่ามันหายไปตอนที่เธอาเ็หมดแล้ว
“เื่เอกสารของเมี่ยวจิน พ่อจะลองไปถามผู้ใหญ่บ้านดูให้นะ”
“ขอบคุณคุณลุงมากค่ะ หนูก็ลืมนึกถึงเื่นี้ไปเลย” ซูเมี่ยวจินยิ้มบางให้ทุกคน
“ไม่ต้องกังวลนะ ผู้ใหญ่บ้านรู้ดีว่าเราช่วยหนูมาั้แ่แรก เขาคอยถามอาการป่วยของเมี่ยวจินอยู่เสมอ ผู้ใหญ่บ้านเป็คนดีมากเลยล่ะ” หลิวเอ้อหลิงอธิบาย
“ทราบแล้วค่ะ ตอนนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ทุกคนยังต้องไปทำงานกันอีก เราพักผ่อนกันก่อนดีกว่าไหมคะ” ซูเมี่ยวจินเห็นว่าพวกเขาคุยกันจนลืมเวลา เธอจึงเตือนด้วยความหวังดี พรุ่งนี้เธอจะขึ้นเขาไปกับฉางเล่ยเพื่อล่าสัตว์
“ตกลงจ๊ะ ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ” หลิวเอ้อหลิงพยักหน้ารับ
ทั้งห้าต่างแยกย้ายกันไปในเวลาไม่นาน คืนนั้นฉางเล่ยอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ เขาไม่คิดว่าซูเมี่ยวจินที่สวยขนาดนี้จะยอมตกลงแต่งงานกับเขาจริง ๆ ทำเอาฉางเล่ยนอนแทบไม่หลับทั้งคืนด้วยความดีใจ
คนอื่น ๆ ในบ้านก็ดีใจไม่ต่างกัน แต่พวกเขาไม่ได้ตื่นเต้นเท่าฉางเล่ย ยิ่งกับฉางเซียงจูที่ชอบว่าที่พี่สะใภ้มาั้แ่ครั้งแรกที่ได้คุยกัน เธอยิ่งมีความสุขมากที่ในที่สุดเธอก็กำลังจะมีพี่สะใภ้แล้ว แถมพี่สะใภ้ของเธอยังสวยมากด้วย
[ยินดีกับเ้านายที่พูดคุยเื่แต่งงานสำเร็จ]
[ชิ! พูดมากน่า เป็นายไม่ใช่เหรอที่เอาแต่เร่งฉันน่ะ วันนี้ฉันเลยต้องเสียหน้าเป็คนเอ่ยปากก่อน ถ้ารอฉางเล่ย ไม่รู้อีกกี่เดือนกี่ปีกันเขาถึงจะพูดเื่นี้]
[รอให้ถึงวันแต่งงานของเ้านาย ระบบจะมีของขวัญแต่งงานให้ด้วยนะครับ รับรองว่าเ้านายจะต้องพอใจแน่]
[ให้มันจริงเถอะ ฉันจะนอนแล้ว นายเงียบได้แล้ว]
[ครับ ๆ เ้านายรีบพักผ่อน]