ตอนที่ 19
วิกฤตตำหนักอัคคี (1)
“ เสวี่ยเอ๋อร์…”
มิใช่...มิใช่นาง...
ขบวนเสด็จขององค์หญิงเลยผ่านไปแล้ว หากหานเฟิงยังคงนิ่งงันอยู่กับที่ สตรีชุดขาว ที่มันได้พบเห็น พลันให้มันนึกไปถึงเสวี่ยเอ๋อร์...
เสวี่ยเอ๋อร์… ที่มันเข้าใจมาโดยตลอดว่า มัน สามารถทำใจยอมรับ เื่การจากไปของนางได้แล้ว...
แต่เปล่าเลย...มันไม่อาจทำใจ...
แวบแรกที่สตรีผู้นั้นผ่านเข้ามาในครรลองสายตา เงาร่างของเสวี่ยเอ๋อร์ก็ปรากฏขึ้นมาซ้อนทับ จนสองขาของมันเริ่มที่จะก้าวออก หากเป็ห้วงความคิดอันกระจ่างแจ้ง ที่หยุดชะลอไว้ซึ่งฝีเท้าของมัน
...จะเป็นางไปได้อย่างไร…
...นางที่ตอนนี้อายุสิบเก้า ในชีวิตที่แล้ว เป็นางกำลังป่วย นางกำลังจะสิ้นใจ…
ฉับพลันนั้นจึงบังเกิดไปความปวดร้าวที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร้สาเหตุ...
‘ ที่แท้ ข้ากลับไม่อาจทำใจเื่การจากไปของนาง… แต่ นางเป็สตรีของผู้อื่นไปแล้ว… ทั้งไฟแห่งชีวิตของนาง ก็กำลังจะมอดดับลง...’
‘ ข้า ควรทำใจ…’
มันคิดได้ หากทำไม่ได้...
แต่ฉับพลันนั้น มันกลับพบว่า ไหล่บ่าถูกคว้าจับไว้ด้วยมืออันหนาหนักข้างหนึ่ง
“ เป็ไร? ถูกความงดงามขององค์หญิง สะกดจนเหม่อลอยเชียวรึ?” เป็หวังมู่
หานเฟิงแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน ที่กลบเกลื่อน คือความปวดร้าวในใจตน ก่อนที่มันจะหันหน้าไปกล่าวกับหวังมู่ “ นางงดงามถึงเพียงนั้น บุรุษใดจะไม่ต้องตา...”
“ ชู่ววว…” หวังมู่รีบส่งเสียงให้มันเงียบ “ ไหนเลยเ้ากล้าใช้วาจาจาบจ้วงเช่นนั้นต่อองค์หญิง ผู้อื่นได้ยินเข้าระวังศีรษะจะหลุดจากบ่า”
หานเฟิงยิ้มเจือน ได้แต่หัวเราะ “ แฮะๆ” ออกมา เพราะเื่ของเสวี่ยเอ๋อร์ ทำให้ห้วงสมาธิของมันปั่นป่วนวุ่นวาย เื่ที่ควรตระหนักระมัดระวัง จึงได้เผลอลืมเลือนไป
“ คนมากมายยิ่ง” หานเฟิงแสร้งเปลี่ยนเื่
“ ไม่แปลก ตำหนักอัคคี แม้จะอุดมไปด้วยปราณอัคคี ที่ไม่เข้ากันกับพวกข้า ที่บ่มเพาะปราณวารีและวายุ แต่จะอย่างไร ก็ยังมีโชควาสนารออยู่ ซึ่งไม่แน่ว่า คราครั้งนี้ อาจจะเปิดประตูบานนั้นได้สำเร็จ...”
หวังมู่กล่าวจบก็จ้องมองหานเฟิง คล้ายรอให้มันถาม หานเฟิงเห็นสายตารอคอยก็เข้าใจ ว่าหวังมู่้าให้มันกล่าวอะไร จึงจำใจต้องกล่าวถามออกไป ทั้งๆที่รู้อยู่ก่อนแล้ว
“ ...ประตู?”
“ เรียกกันว่าประตูแห่งโชคชะตา”
“ โอ้!!!...” หานเฟิงแสร้งทำเป็ตื่นเต้นใ
“ กล่าวกันว่า ตำหนักอัคคีเคยถูกเปิดขึ้นมาหลายครั้ง หากทุกครั้งจะติดที่ไม่สามารถตีฝ่าผู้พิทักษ์ในด่านสุดท้ายเข้าไปได้”
“ ผู้พิทักษ์!!!...?” หานเฟิงจำต้องแสร้งกล่าวถามไปอีกครั้ง เมื่อเห็นสายตาของหวังมู่มองมา
“ ข้าจะกล่าวอธิบายรายละเอียดของตำหนักอัคคีให้เ้าฟังคร่าวๆ ลองจินตนาการตามดู…”
‘ เพ่ย... จินตการตามบ้านเ้าเถอะ พิมพ์เขียวของตำหนักอัคคีข้าก็เห็นมาแล้ว ทั้งตำหนักมีกี่ชั้น อสูรพิทักษ์กี่ตัว กลไกกับดักติดตั้งอยู่ตรงที่ใด เส้นทางเดินเป็อย่างไร ข้าล้วนรู้ทราบกระจ่างแจ้ง เ้าที่รู้ไม่ถึงเศษเสี้ยวหนึ่งของข้า ยังจะกล้ามาอธิบายต่อหน้าข้าอีกงั้นรึ…’ หานเฟิงเพียงแค่คิด หากสีหน้ากลับทำเป็สนอกสนใจอยากที่จะฟังยิ่ง
“ ตำหนักอัคคี เริ่มต้นจากชั้นบนสุด เป็โถงใหญ่ เราเรียกว่าโถงเริ่มต้น จะมีเส้นทางแยกออกจากโถงทั้งหมดเจ็ดเส้นทาง เรียกว่าเส้นทางหลัก ซึ่งเส้นทางทั้งหมด จะมุ่งลงไปกันยังชั้นล่างสุด แม้ว่าระหว่างทางจะมีเส้นทางแยกให้เลือกเดิน แต่ก็เป็เพียงเส้นทางที่ใช้สับเปลี่ยนกับเส้นทางหลักทั้งเจ็ดอื่นๆเท่านั้น… คิดตามทันหรือไม่?”
หานเฟิงพยักหน้าหงึกๆ…
“ ...อื่ม เส้นทางหลักทั้งเจ็ด แต่ละเส้นทางจะมีด้วยกันหกชั้น ไม่นับโถงเริ่มต้น แต่ละชั้นจะมีผู้พิทักษ์ด่าน จำต้องฝ่าด้านด้วยการสังหารผู้พิทักษ์เพื่อเปิดประตู อ่อ...บอกเ้าอีกเื่ ผู้พิทักษ์ทั้งหมดล้วนเป็สัตว์อสูรที่เป็ส่วนหนึ่งของบททดสอบ แม้พวกมันจะถูกสังหารไป แต่ถ้ามีการเปิดตำหนักอัคคีขึ้นมาใหม่อีกครั้ง มันก็จะกลับมามีชีวิตตามเดิม...
ด้วยเหตุนั้น แต่ละเส้นทางจึงมีผู้พิทักษ์ทั้งสิ้นหกตัว จะเริ่มจากอ่อนแอที่สุดไล่ลงไปจนถึงแกร่งที่สุด กระทั้งชั้นสุดท้าย สถานที่คงอยู่ของประตูแห่งโชคชะตา เส้นทางหลักทั้งเจ็ดจะลงมาพบกัน ณ ที่ตรงนั้น และผู้พิทักษ์ตนสุดท้ายที่ว่า นั่นจึงเป็อุปสรรค์ที่ตลอดมา ไม่เคยปรากฏผู้ใดสามารถผ่านเข้าไป…
...คิดตามทันอยู่หรอกกระมัง ? ”
หานเฟิงยังคงพยักหน้าหงึกๆ
“ ชั้นสุดท้ายนั่นจึงมีปราณอัคคีเข้มข้นที่สุด จึงนับเป็โชควาสนาสูงสุดสำหรับเ้า ที่บ่มเพาะปราณอัคคี แต่เ้ามิต้องกังวล มีข้าอยู่ ไม่ว่ากลไกกับดักอันใด ล้วนถูกจดจำอยู่ในห้วงความทรงจำของข้าทั้งสิ้น รับรอง ข้าสามารถพาเ้าลงไปยังชั้นสุดท้ายได้ โดยที่เ้าจะไม่บุบสลายแม้แต่เส้นผม” หวังมู่ตบอกมั่นใจ
“ ส่วน….” หวังมู่ยังมีเื่ที่จะกล่าวต่อ หากกลับถูกเสียงดังกังวาลทั่วฟากฟ้า สะกดจนเสียงของมันขาด่ไป
“ ศิษย์วังยุทธ์เมฆครามทั้งหลาย จงฟัง…” เป็เสียงกล่าวของบุรุษวัยกลางคน ที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ
“ ตำหนักอัคคีมิใช่สถานที่เที่ยวเล่น ด้านใน มากไปด้วยภยันตราย ชีวิตของพวกเ้า เป็ตายล้วนรับผิดชอบกันเอาเอง… การเปิดตำหนักอัคคีในครั้งนี้จะยังคงสภาพมิติไว้ที่สิบสองชั่วยามเช่นเดิม...
...ประตูแห่งโชคชะตา ครานี้จะสามารถเปิดออกมาได้สำเร็จหรือไม่ ล้วนอยู่ที่ความสามารถของพวกเ้าแล้ว ส่วนที่ว่า เื้ัประตูแห่งโชคชะตาคือสิ่งใด ก็ล้วนเป็สิ่งที่ผู้ใดก็ไม่อาจคาดเดาได้ ดังนั้น จงเปิดมันออกด้วยมือของพวกเ้า และเห็น มันด้วยสองตาของพวกเ้าเอง
...ขอให้ทุกคนโชคดี…”
สิ้นคำทุกคนก็พลันััได้ว่า ห้วงมิติกำลังสั่นะเื ท้องฟ้า ทุ่งหญ้า ผืนดินล้วนสั่นไหว แสงค่อยๆมืดสลัว จากนั้น ทุกสิ่งอย่างก็ดับลง…
...กลายเป็ความมืดมิด ที่ทุกสิ่งอย่างล้วนเงียบงัน...
“ พรึบ…” เปลวไฟกองหนึ่ง ลุกโชนขึ้นในความมืด
“ พรึบ..”
“ พรึบ..”
“ พรึบ..”
จากนั้นก็เป็ภาพของเปลวไฟ ลุกโชนขึ้น กองแล้ว กองเล่า จนทั่วทั้งอาณาบริเวณสว่างไสว
ฉับพลันนั้นทุกคนก็พากันได้สติ ก่อนจะพบว่า พวกตนถูกพาเข้ามาในโถงใต้ดินขนาดใหญ่ เป็โถงทรงกลม มีเสาค้ำยันเจ็ดต้น แต่ละต้นใหญ่โตมโหฬาร ค้ำยันฝ้าเพดานที่อยู่สูงขึ้นไปจนมองไม่เห็น
เสาค้ำยัน และพื้นผนังห้องโถง ล้วนเป็ศิลาที่แลดูเก่าแก่โบราณ มิได้มีการสลักเสลาให้วิจิตรตระการตา มีเพียงความเรียบง่าย มีเพียงเส้นสายของก้อนอิฐศิลาที่ต้องสะท้อนแสงจากคบไฟ จนบังเกิดเป็ภาพเงาที่ชวนให้ผู้คนััได้ถึงความลึกลับคลุมเครือ
คน เกือบพันคน อยู่ภายในห้องโถงกว้างใหญ่ มิได้รู้สึกถึงความแออัด แม้ว่าบรรยากาศจะร้อนอบอ้าวอยู่บ้าง แต่เป็ผู้ฝึกตน ไหนเลยที่เพียงเท่านี้จะทนไม่ได้ ทั่งนี่เป็เพียงแค่การเริ่มต้น ชั้นสุดท้าย นั่นจึงเป็ที่สุดแห่งความร้อนที่ราวกับนรกอเวจี
หานเฟิง เหลียวหน้ามองไปรอบๆ ทุกสิ่งอย่างยังคงเป็เช่นเดียวกับในชีวิตก่อน โถงเริ่มต้นมีอุโมงค์เส้นทางกว้างใหญ่เจ็ดช่องทาง ที่ต่างก็กระจายตัวอยู่รอบผนังของห้องโถง เหนืออุโมงทางเข้าทั้งเจ็ด มองเห็นเป็ภาพสลักที่มิได้ประณีตบรรจงสักเท่าไรนัก หากภาพสลักเ่าั้ กลับแลคล้ายจะเป็คำใบ้บางประการ
หานเฟิงทราบถึงความหมายของภาพเ่าั้ ทั้งหลายๆคนในที่นี้ก็ทราบ เพราะภาพ แต่ละภาพ ต่างก็บ่งบอกถึง สัตว์อสูรผู้พิทักษ์ของแต่ละเส้นทางนั่นเอง
...พฤกษา
...ขุนเขา
...พยัคฆ์
...ราชสีห์
...มัจฉา
...วิหก
...และ อสรพิษ
ทั้งเจ็ดเส้นทางประกอบไปด้วย สัตว์อสูรผู้พิทักษ์ด่านหกตน แบ่งออกเป็หกชั้น ซึ่งทั้งหกชั้นล้วนเป็สัตว์อสูรประเภทเดียวกันตลอดทั้งเส้นทาง จะแตกต่างเพียงความร้ายกาจที่จะเพิ่มขึ้นในทุกๆระดับชั้นที่ล่วงลึกลงไป
หานเฟิงทราบรายละเอียดเหล่านี้ หลายๆคนก็ทราบเช่นกัน ซึ่งจะมีเพียงแค่ด่านมัจฉาและวิหกเท่านั้น ที่ผู้คนจะไม่เลือกเข้าไป
‘ ...ทว่า สถานที่แห่งโชควาสนาของข้า กลับตั้งอยู่ระหว่างทางของชั้นที่ห้าและหก ในเส้นทางหลักของด่านมัจฉา ซึ่งคราครั้งนั้นข้าใช้ทางแยกอันวกวนจนพลัดหลงไปพบเข้า ทว่า ครานี้ข้ามีภาพพิมพ์เขียวที่กระจ่างชัดอยู่ในห้วงความทรงจำ ดังนั้นแล้ว ข้าไม่จำเป็ต้องสุ่มเดาเส้นทางอันใดอีก เพียงเลือกฝ่าด้านด้วยเส้นทางหลักเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง ลงไปจนกระทั่งสังหารผู้พิทักษ์ด่านที่ห้าลงได้ หลังจากนั้นจึงค่อยใช้เส้นทางแยกอันวกวน ตัดเปลี่ยนเข้าสู่เส้นทางหลักของด่านมัจฉาแทน...’ หานเฟิงขบคิดขณะมองไปรอบๆ
สำหรับผู้อื่นอาจมองว่าเป็เื่ยาก ที่จะใช้เส้นทางแยกอันวกวนในการเลือกเปลี่ยนเส้นทาง เพราะเส้นทางเ่าั้มิใช่เพียงแค่ทางเดินเปล่าๆ หากเต็มไปด้วยกลไกกับดักที่อันตราย แต่สำหรับหานเฟิง ที่ในห้วงความทรงจำปรากฏชัดถึงภาพพิมพ์เขียวของทั้งตำหนัก จะกลไกกับดักอันใดก็ล้วนมิได้อยู่ในสายตาของมัน
‘ ในชีวิตที่แล้ว ข้าเลือกเส้นทางของ ขุนเขา ที่นั่น ข้าจึงพบกับั์เพลิงศิลา ที่เป็ผู้พิทักษ์ด่าน ซึ่งกล่าวได้ว่า ั์เพลิงศิลาเป็ผู้พิทักษ์ที่ไร้แรงกดดันที่สุด มันเชื่องช้า ไร้สติปัญญา มีเพียงโต้ตอบไปตามสัญชาตญาณ ทว่า ั์เพลิงศิลาก็แข็งแกร่งยิ่ง พลังชีวิตมากมายยิ่ง จึงใช้เวลาไปค่อนข้างนาน กว่าที่จะฝ่าด่านต่อๆไป ดังนั้น คราครั้งนี้ข้าจะเลือกเส้นทางของ...’
หากมิทันที่หานเฟิงจะได้สรุปความคิดของตน แขนของมัน กลับถูกมืออันใหญ่โตฉุดลากดึงไป
“ เ้าตามพวกข้ามาทางนี้…” เป็หวังมู่ มันยังคงไม่ลืมที่จะลากพาหานเฟิงให้ร่วมเดินทางไปกับพวกมัน
ซึ่ง หานเฟิงก็ได้แต่จำต้องเดินตามไปเพราะไร้เหตุผลให้เลี่ยงหลบ มองดูภาพสลักเหนืออุโมงค์ทางเข้า ที่พวกตนทั้งหมดกำลังเดินลอดผ่านเข้าไป
...อสรพิษ
‘ ถึงมิใช่เส้นทางที่ข้าเลือก แต่อย่างน้อยๆ ก็มิใช่เส้นทางของั์เพลิงศิลา..’
หานเฟิงขบคิดเช่นนั้น จนกระทั่ง ได้ปะทะเข้ากับผู้พิทักษ์ในด่านแรก...อสรพิษเพลิงแดง
‘ ...บัดซบ นี่ยังยากกว่าั์เพลิงศิลาอีก...’ หานเฟิงคร่ำครวญอยู่ในใจ ในขณะที่มันกำลังถีบเท้าวิ่งทะยานเลี่ยงหลบการฉกกัดของอสรพิษเพลิงแดงที่ลำตัวหนาใหญ่ราวกับต้นเสา
“ หานเฟิง ล่อมันมาทางนี้” เสียงของหวังมู่ดังขึ้น หากฟังดูดีๆ จะคล้ายรู้สึกได้ว่า มันกำลังยินดีปรีดายิ่ง
ถูกแล้ว เป็มันที่กำลังยินดี เพราะบัดนี้ หานเฟิงศิษย์น้องของมันกำลังวิ่งพล่านไปทั่วทั้งห้องโถงราวกับมุสิก และที่วิ่งก็มิใช่ใดอื่นหากเป็เพราะอสรพิษเพลิงแดงผู้พิทักษ์ประตูด่านแรก ซึ่งเ้าอสรพิษเพลิงแดงก็ไม่รู้ว่าคลุ้มคลั่งอันใด มันเพียงถูกวงเสี้ยวอัคคีของหานเฟิงะเิไฟครอกหน้าไปคราหนึ่ง จากนั้นก็พลันเปลี่ยนเป้าหมาย หันมาไล่ล่าหานเฟิงอย่างสุดกำลัง คล้ายดั่งได้พบกับศัตรูคู่แค้นั้แ่ชาติปากก่อนก็มิปาน
ซึ่งการไล่ล่าของเ้าอสรพิษเพลิงแดงก็กระทำไปอย่างเอาเป็เอาตายยิ่ง ถึงกระทั่งที่ว่ามันเมินเฉยต่อทุกการโจมตีที่ประดังประเดกันเข้ามา ไม่ว่าการโจมตีเ่าั้จะหนาหนักรุนแรงสักเท่าไร ไม่ว่าการจู่โจมจะเรียกเอาชิ้นเนื้อของมันให้หลุดร่อนออกไปได้สักเท่าใด หรือจะเรียกเอาหยาดโลหิตของมันให้หลั่งไหลเจิ่งนองเป็ธารา หากแต่มันยังคงไม่สนใจ หนึ่งเดียวที่มัน้าคือหานเฟิง
ซึ่งหานเฟิงก็ได้แต่กัดฟันคร่ำครวญ ว่าคนตั้งเยอะตั้งแยะไฉนไล่กวดแค่เพียงมัน มันเพียงแค่โจมตีไปหนเดียวเท่านั้น กลับกวดไล่มันอย่างเอาเป็เอาตาย ส่วนผู้อื่นรึ... เห็นมันตกทุกข์ได้ยากก็พากันหัวเราะชอบใจ ทั้งยังไม่วาย ที่จะะโเรียก ให้มันวิ่งล่ออสรพิษเพลิงแดงเข้าไปใกล้ๆกับพวกมัน เพื่อที่พวกมัน จะสามารถร่ายใช้เคล็ดวิชากันอย่างสุดกำลัง
“ น้องชายวิ่งมาทางนี้เลย พี่พร้อมจู่โจมแล้ว ฮาๆๆๆ”
“ เยี่ยมมากไอ้น้องชาย”
“ น้องชายทางนี้”
“ น้องชายเข้ามาใกล้อีกนิด”
“ น้องชาย…นั่น..”
“ น้อยชาย...นี่..”
เสียงะโเรียกน้องชาย ดังระงมไปทั่วทั้งห้องโถง แต่ไหนเลยพวกมันมีกันกว่าร้อยคน หากเอาแต่ยืนหลังพิงผนัง อสรพิษเพลิงแดงเลื้อยผ่านเข้าใกล้ จึงค่อยพากันลงมือจู่โจม ส่วนหานเฟิงที่บัดนี้ต้องรับหน้าที่เป็ เหยื่อล่อ ก็ได้แต่ต้องวิ่งลากอสรพิษเพลิงแดงไปให้พวกมันโจมตี...
‘ น้องชายบ้านของพวกเ้า ข้าไม่มีพี่ชายเช่นพวกเ้าเหล่านี้…’
อสรพิษเพลิงแดงก็หาใช่สัตว์อสูรระดับบาดาล มันเป็ถึงสัตว์อสูรระดับปฐีที่หานเฟิงไม่อาจหาญสู้เอาชัย ทั้งขนาดตัวของมัน ยังใหญ่ยิ่ง ไม่ต้องคิดเลยว่าพลังชีวิตของมันมากมายขนาดไหน แล้วไหนจะความแข็งแกร่งนั่นก็อีก ฝืนปะทะด้วยคราหนึ่งอาจได้สิทธิไปเกิดใหม่ในปรภพทันที ทั้งความเร็วของมันก็หาได้เป็รองหานเฟิงแม้แต่น้อย แต่ที่เห็นจะหนักหนาเป็ที่สุดก็คงจะเป็เปลวเพลิงสุดร้อนแรงที่พ่นออกมาจากปากของมัน
หานเฟิงที่รับหน้าที่เป็เหยื่อล่อ ไม่รู้ว่ากี่ครั้งคราที่เกือบถูกไฟคลอกจนกลายเป็มุสิกย่างรมควัน ท่วงท่าเลี่ยงหลบของมันแต่ละหนก็หาได้สง่างาม บัดเดี๋ยวะโหนี บัดเดี๋ยวม้วนกลิ้ง ล้มลุกคลุกคลานอยู่เช่นนั้นจนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนมอมแมม... แต่ดู ดูผู้คนเ่าั้สิ เห็นมันเกือบจะพลาดท่าสิ้นชีวากลับพากันหัวเราะชอบใจ ยิ่งโดยเฉพาะกับ...ไอ้คุณศิษย์พี่หวังมู่ เป็ศิษย์พี่ท่านกล่าวเองมิใช่หรือ ว่าถ้าน้องมากับศิษย์พี่ แล้วน้องจะปลอดภัย ไหนเล่าไอ้คำที่ว่า “ จะไม่บุบสลายแม้แต่เส้นผม” ที่เคยลั่นวาจา
“ ฮาๆๆๆ เยี่ยมมากน้องชายข้า เ้าลากมันมาทางนี้เลย” หวังมู่หัวเราะร่า กล่าวเสียงดังกังวาล มันกระชับกระบี่หนักในมือมั่น แววตาฉายแสงคมกล้า ยามที่อสรพิษเลื้อยผ่านมา ก็ฟาดฟันออกไปจนลมปราณทะลักทะลาย ปราณวายุหมุนคว้างรุนแรง อัดกระแทกจนร่างอสรพิษเพลิงแดงสั่นสะท้าน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่อาจเบี่ยงเบนความสนใจของอสรพิษเพลิงแดงมาจากหานเฟิง
“ เยี่ยมมากหานเฟิง เ้ารีบวิ่งพามันวกอ้อมมาทางนี้อีกเร็วเข้า...” หวังมู่ตระโกนตามหลังเสียงดังกังวาล มันคล้ายจะลืมเลือนไปสิ้นแล้ว กับคำ ไม่บุบสลายแม้แต่เส้นผม ที่เคยลั่นวาจาเอาไว้ต่อหานเฟิง
การะทั่งที่อสรพิษเพลิงแดงล้มลงในที่สุด หานเฟิงที่วิ่งอย่างบ้าคลั่งมาตลอดหนึ่งก้านธูปในที่สุดก็สามารถหยุดฝีเท้า มันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สองตาจับจ้องมองซากร่างที่กลายเป็หินของอสรพิษเพลิงแดง ที่แม้ว่าจะตายไปแล้ว แต่จะเห็นว่า ท่าทางก่อนตายของมันยังคงคล้ายจะไม่ยินยอมพร้อมใจ เป็ความไม่ยินยอมที่ชีวิตนี้ไม่อาจกลืนกินเป้าหมายของมันได้สำเร็จ ซึ่งก็คือหานเฟิง
“ เยี้ยมยอดเลยน้องชาย...”
“ เป็เพราะเ้า พวกเราถึงจัดการมันได้รวดเร็วเช่นนี้...”
“ เ้าเก่งมากน้องชาย...”
“ เพราะน้องชายแท้ๆ ด่านแรกของพวกเราจึงไม่มีใครได้รับาเ็”
หานเฟิงััได้ว่า ไหล่บ่ามันถูกมือข้างแล้วข้างเล่า เข้ามาจับััเพื่อแสดงความขอบคุณยินดี แต่มันก็เหน็ดเหนื่อยยิ่ง คร้านที่จะกร่นด่าสาปแช่ง เพราะถึงอย่างไรพวกมันก็หาได้ทำอะไรผิด ถ้าคิดจะกล่าวโทษผู้ใด ก็สมควรกล่าวโทษว่าเป็ตัวมันเองที่โชคร้ายเถอะ
“ เหนื่อยเ้ามากแล้วหานเฟิง”
เป็เสียงกล่าวของหวังมู่ มันก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาด้วยมาดของผู้เปี่ยมคุณธรรม มันยกมืออันหนาหนักขึ้นจับบ่าของหานเฟิง แววตาจับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของหานเฟิงอย่างมีความหมาย มันยิ้ม เป็รอยยิ้มที่แสดงถึงความห่วงใย ใบหน้าอันสัตย์ซื่อถือมั่นของมันบ่งชัดถึงความไม่สบายใจต่อเื่ราว ก่อนที่ปากของมันจะเปิดขึ้น แล้วกล่าวออกมาเป็ถ้อยวาจาที่เกือบจะทำให้หานเฟิงต้องล้มทั้งยืน
“ ด่านต่อไป คงต้องรบกวนเ้าอีกครั้งแล้ว…”