หลังจากค่ำคืนอันยาวนาน จวนสกุลซ่งก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง ทว่ามันเป็ความสงบที่ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่า... เป็เพียงการหยุดพักหายใจชั่วครู่ ก่อนที่มรสุมลูกใหม่ที่บ้าคลั่งกว่าเดิมจะพัดกระหน่ำเข้ามา
เช้าวันรุ่งขึ้น เหยาเหยาลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งและสดชื่นอย่างประหลาด ร่างอวบอ้วนนอนกลิ้งอยู่บนเตียงนุ่ม ละสายตาจากแสงแดดอุ่นที่ลอดผ่านม่านแพรเข้ามา แล้วพลันนึกขึ้นได้
'อ๊ะ! จริงด้วย เมื่อวานระบบบอกว่าปลดล็อกสิทธิ์ใหม่แล้วนี่นา! ข้าเกือบลืมไปเสียสนิท รีบเปิดดูหน่อยดีกว่า!'
นางรีบเรียกหน้าจอโปร่งแสงของระบบขึ้นมา ร้านค้าบุญกุศลที่เคยมีแต่ช่องสีเทาหม่นและสัญลักษณ์ลงกลอนแม่กุญแจ บัดนี้กลับสว่างไสวขึ้นมาหลายช่อง
'โอ้โห! มีของดีๆ เพิ่มขึ้นมาเพียบเลย!' ดวงตากลมโตของเหยาเหยาเปล่งประกายระยิบระยับ ไล่สายตาอ่านรายละเอียดของแต่ละสิ่งด้วยความตื่นเต้น 'โอสถเสริมปัญญา... ยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง... ยันต์เตือนภัยที่สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อมีผู้คิดร้ายขยับเข้าใกล้... โอ้! ของชิ้นสุดท้ายนี่แหละที่มีประโยชน์ที่สุด!'
'แต่ราคามันช่าง...' ดวงหน้าเล็กๆ สลดวูบลงทันตา 'ยันต์เตือนภัยตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแต้มเชียวหรือ? ตอนนี้ข้ามีแต้มบุญสะสมอยู่สองร้อยห้าสิบสองแต้ม หากแลกซื้อไปก็แทบจะหมดตัว... ช่างเถอะ! ของวิเศษที่ช่วยรักษาชีวิตได้เช่นนี้ ต่อให้แพงแค่ไหนก็คุ้มค่า!'
เด็กหญิงลังเลอยู่นาน สายตากวาดมองของชิ้นอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โอสถเสริมปัญญาก็น่าสนใจ ทว่าในเมื่อนางมีจิติญญาและความทรงจำของผู้ใหญ่เต็มเปี่ยมอยู่แล้ว คงไม่จำเป็ต้องใช้มันในตอนนี้ ส่วนยาบำรุงร่างกายก็ดี แต่ยังไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย สุดท้ายดวงตาคู่เล็กก็หันกลับมาจับจ้องที่ ‘ยันต์เตือนภัย’
'เอาชิ้นนี้แหละ!' นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาด 'ของอย่างอื่นยังพอรอก่อนได้ แต่ชีวิตคนเราไม่อาจรอได้เลย สามปีที่ผ่านมานี้ ข้าเฉียดกรายความตายมาไม่รู้กี่หน ทั้งสร้อยคอพิษ ทั้งนางอิน ไหนจะมือสังหารเมื่อวานอีก... หากมีสิ่งใดที่ช่วยเตือนภัยล่วงหน้าได้ ก็เท่ากับมีองครักษ์เงาฝีมือดีคอยพิทักษ์อยู่ข้างกายตลอดเวลา คุ้มค่าที่สุดแล้ว!'
เมื่อกดยืนยันแลกเปลี่ยน ‘ยันต์เตือนภัย’ แต้มบุญสะสมของนางก็ลดฮวบลงเหลือเพียงหนึ่งร้อยสองแต้ม ทันใดนั้นแผ่นยันต์ขนาดเล็กบางเบาเท่าเล็บมือก็พลันปรากฏขึ้นกลางอุ้งมือน้อยๆ ััของมันเรียบเนียนและเย็นเยียบราวกับเนื้อหยกชั้นเลิศ
เหยาเหยารีบนำเชือกถักสีแดงมาร้อยแผ่นยันต์ทั้งหมดไว้ ก่อนจะผูกซ่อนมันไว้ใต้เอี๊ยมตัวในแนบชิดกับทรวงอก ซึ่งเป็จุดที่ไม่มีผู้ใดสามารถสังเกตเห็นได้
'ยอดเยี่ยม! ต่อไปนี้หากมีใครคิดร้ายเข้ามาใกล้ ยันต์นี้จะส่งสัญญาณเตือนข้าทันที ข้าจะได้ระวังตัวได้ทันท่วงที' เหยาเหยาคิดอย่างพึงพอใจ 'ค่อยอุ่นใจขึ้นมาหน่อย ในเมื่อเกิดมาในตระกูลที่มีศัตรูรายล้อมอยู่รอบทิศเช่นนี้ การเตรียมพร้อมป้องกันตัวไว้ก่อนย่อมดีที่สุด'
เสิ่นว่านอวี๋ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง ได้ยินเสียงความคิดในใจของบุตรสาวตัวน้อยก็แอบอมยิ้มบางเบา แม้นางจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ‘ระบบ’ หรือ ‘ยันต์เตือนภัย’ คือสิ่งใดกันแน่ ทว่านางรู้ดีว่าลูกสาวตัวน้อยกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อปกป้องตนเอง... ความจริงข้อนี้ทำให้นางรู้สึกทั้งภาคภูมิใจและปวดใจในคราวเดียวกัน
——————
ณ ห้องหนังสือที่เงียบสงบ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด ซ่งจงอี้และซ่งจิ้งอันกำลังร่วมกันสอบปากคำมือสังหารที่จับกุมตัวไว้ได้
ครานี้ตระกูลซ่งเตรียมการรับมือมาอย่างรัดกุม จึงสามารถสกัดกั้นไม่ให้มือสังหารสบโอกาสกัดยาพิษเพื่อปลิดชีพตนเองได้ทันเวลา หลังจากผ่านการเค้นถามอย่างหนักหน่วงอยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดพวกเขาก็ได้เบาะแสสำคัญมา
"มือสังหารกลุ่มนี้รับงานผ่านคนกลางที่ใช้นามแฝงว่า 'พ่อค้าม้าแซ่หู' ขอรับท่านพ่อ" ซ่งจิ้งอันรายงานด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเคร่งขรึม "และที่สำคัญ... พ่อค้าม้าผู้นี้ มีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับตระกูลกู้"
ซ่งจงอี้หรี่ตาลงจนเป็เส้นตรง แววตาคมปลาบดุจพยัคฆ์ "ตระกูลกู้อีกแล้วรึ เส้นใยทุกเส้นล้วนชี้กลับไปยังจุดเดิม ทั้งฟ่านชิงเสวี่ย ตระกูลกู้ และปลายทางสุดท้ายก็คือ... อ๋องรอง"
"ทว่าเรายังไม่อาจสาวไปถึงตัวอ๋องรองได้โดยตรงขอรับ" ซ่งจิ้งอันทอดถอนใจยาว "บุรุษผู้นั้นฉลาดเฉลียวและระแวดระวังตัวเกินไป เขาไม่เคยทิ้งร่องรอยหลักฐานใดๆ ไว้ให้สืบสาวถึงตัว ทุกขั้นตอนล้วนมีคนกลางคอยคั่นกลางและพร้อมจะตัดหางปล่อยวัด ต่อให้เราจับตัวพ่อค้าม้าแซ่หูได้ เขาก็คงจะอ้างว่าไม่รู้จักอ๋องรองเป็แน่"
ซ่งจงอี้ลูบเคราพลางครุ่นคิด "ไม่เป็ไร... จงเก็บเบาะแสเหล่านี้ไว้ก่อน สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย วันใดที่เรามีหลักฐานมัดตัวเขาอย่างแ่า วันนั้นจะเป็วันที่เราเปิดโปงความชั่วช้าของเขาต่อหน้าขุนนางในท้องพระโรง ยามนี้ยังมิใช่เวลาที่จะวู่วาม"
เขาเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเหยาเหยาที่กำลังพยายามหัดเดินเตาะแตะอย่างน่ารักน่าเอ็นดูอยู่ในลานบ้านโดยมีแม่นมคอยประคองอยู่ไม่ห่าง ทำให้แววตาของเขาอ่อนแสงลง "สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้ คือการทำให้จวนแห่งนี้ปลอดภัยและมั่นคงพอที่จะให้บุตรสาวของข้าได้เติบโตขึ้นอย่างมีความสุขและไร้กังวล"
——————
ใน่สายของวันนั้น ตระกูลเป้ยได้ส่งคนมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง ทว่าครานี้ผู้ที่เดินทางมาด้วยตนเองกลับเป็คุณชายเป้ยจิ้งหาน พร้อมกับกล่องของขวัญชิ้นเล็กในมือ
"เมื่อวานเกิดเื่วุ่นวายขึ้น ข้าเพียงแวะมาดูว่าเด็ก... ดูว่าทุกคนปลอดภัยดีหรือไม่" เป้ยจิ้งหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าหล่อเหลายังคงประดับความเ็าตามวิสัย ทว่าดวงตาคมกลับเหลือบมองไปยังร่างกลมป้อมของเหยาเหยาที่เพิ่งถูกอุ้มเข้ามาในห้อง
เขายื่นของขวัญในมือส่งให้... มันคือกำไลเงินสลักลายเสือเส้นเล็กละเอียดประณีต มีกระดิ่งเงินใบจิ๋วผูกติดอยู่
"กำไลนี้... ท่านแม่เคยให้ข้าไว้เมื่อครั้งยังเยาว์ โบราณว่าไว้ ลายพยัคฆ์สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและภยันตรายทั้งปวง ส่วนกระดิ่งนั้น..." เด็กหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหูพลันขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู "ยามที่นางคลานหรือเดินไปที่ใด ผู้ใหญ่จะได้ยินเสียงและรู้ตำแหน่งของนาง จะได้ไม่คลาดสายตาจนเกิดเื่ขึ้นอีก"
เหยาเหยาจ้องมองกำไลกระดิ่งในมือของเด็กหนุ่มผู้ที่จะกลายเป็พระเอกในอนาคต พลางรู้สึกอึ้งระคนตื้นตันใจอยู่ลึกๆ
'พระเอกถึงกับเอากำไลมามอบให้ข้าด้วยตนเองเลยหรือ? แถมยังเป็ของรักของหวงที่ท่านแม่ของเขาเคยให้อีกต่างหาก!' ความคิดของเด็กหญิงหมุนวนด้วยความประหลาดใจ 'แล้วเหตุผลที่ว่า 'จะได้ไม่คลาดสายตา' นั่น... เขาเป็ห่วงว่าข้าจะถูกลักพาตัวไปเหมือนเมื่อวานอย่างนั้นหรือ?'
ภายนอกดูปากแข็งและเ็า แต่กลับมีจิตใจละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้… เด็กน้อยจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณ ถึงแม้ในอนาคตเขาจะเป็คนของฟ่านชิงเสวี่ย แต่ก็นับเป็คนที่พึ่งพาได้คนหนึ่ง
เหยาเหยาคลี่ยิ้มหวานจนตาหยีพลางยื่นมือน้อยๆ ไปรับกำไลเงินมา ก่อนจะเอ่ยเสียงใสซื่อประหนึ่งระฆังแก้ว "ขอบคุณ... พี่หาน"
เป้ยจิ้งหานที่ได้ยินเด็กน้อยเรียกนามตนเป็ครั้งแรก พลันรู้สึกหัวใจกระตุกวูบ ความเ็าบนใบหน้าพังทลายลงชั่วขณะ กกหูแดงก่ำลามไปถึงพวงแก้ม เขารีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อซ่อนความขัดเขิน "...อืม เรียกข้าว่าพี่หานเช่นนี้แหละ ดีแล้ว"
เสิ่นว่านอวี๋ที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มด้วยความเอ็นดู เด็กหนุ่มผู้แสนเ็าและเข้าถึงยากผู้นี้ ดูท่าจะมีความอ่อนโยนและใส่ใจในตัวบุตรสาวของนางเป็พิเศษ
'พี่หานหน้าแดงด้วย น่ารักจริงๆ เลย' เหยาเหยาคิดพลางหัวเราะคิกคักในใจ 'เด็กหนุ่มวัยนี้ช่างเขินอายง่ายเสียจริง... แต่ก็เอาเถอะ มีพี่ชายเพิ่มขึ้นมาอีกคนย่อมเป็เื่ดี ยิ่งมีคนเก่งกาจคอยอยู่เคียงข้างครอบครัวเรามากเท่าใด พวกเราก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น'
ทว่านางหารู้ไม่ว่า... ในใจของเด็กหนุ่มตระกูลเป้ยผู้นั้น คำว่า 'พี่หาน' เพียงคำเดียวจากปากของนาง ได้หยั่งรากลึกซึ้งลงในใจของเขาอย่างเงียบเชียบและไม่มีวันสั่นคลอนได้อีกตลอดกาล
——————
ในค่ำคืนนั้น เหยาเหยานอนกอดกำไลกระดิ่งเงินและตุ๊กตาผ้าผืนนุ่ม ครุ่นคิดทบทวนเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
'สรุปว่ายามนี้ข้ารอดพ้นจากด่านเคราะห์วัยสามขวบมาได้แล้ว แถมยังได้แต้มบุญเพิ่มมาเป็กอบเป็กำจนสามารถปลดล็อกร้านค้าระบบ และได้ยันต์เตือนภัยมาไว้ป้องกันตัวอีกด้วย' นางคิดอย่างพึงพอใจ 'แต่ว่า...'
ดวงหน้าเล็กๆ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมา 'เซียวจิ่งหรงผู้นั้นยังคงลอยนวลอยู่ แม้นางอินจะสิ้นชีพไปแล้ว และมือสังหารก็ไม่อาจสาวไปถึงตัวเขาได้ ทว่าเขายังคงเป็ภัยร้ายแรงที่สุดของครอบครัวเรา'
'อีกไม่นาน อ๋องรองจะค่อยๆ แผ่ขยายอำนาจมืดครอบงำราชสำนัก ป้ายความผิดใส่ร้ายขุนนางตงฉินทีละคน... ทั้งท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง... ทุกคนล้วนแต่เป็เป้าหมายที่เขาต้องกำจัดในอนาคตทั้งสิ้น' มือน้อยๆ กำกำไลเงินแน่นขึ้น 'ด่านเคราะห์วัยสามขวบนี้เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หนทางข้างหน้ายังมีขวากหนามอีกมากมายรออยู่... ทั้งคดีใส่ร้ายป้ายสีท่านพ่อ ศึกาที่ชายแดนของพี่รอง และการปรักปรำให้ร้ายพี่ใหญ่...'
'แต่ข้าไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว!' แววตากลมโตส่องประกายมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่ควรจะมีในเด็กวัยสามขวบ 'เพราะทุกครั้งที่ข้านึกถึงเนื้อหาในนิยาย ครอบครัวของข้าก็มักจะรับมือได้ทันท่วงทีเสมอ ราวกับมีปาฏิหาริย์ดลใจให้พวกเขารับรู้เื่ราวล่วงหน้า... ช่างเถอะ หากดวงชะตาของข้าจะดีเลิศถึงเพียงนี้ก็นับว่าเป็เื่ดี ข้าจะตั้งใจนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในอนาคตให้ละเอียดที่สุด และเชื่อใจคนในครอบครัว พวกเราจะต้องผ่านพ้นทุกวิกฤตไปด้วยกันอย่างแน่นอน!'
เสิ่นว่านอวี๋ซึ่งนอนเฝ้าอยู่ข้างกาย ได้ยินความคิดอันเด็ดเดี่ยวของบุตรสาวตัวน้อยก็น้ำตาซึม นางเอื้อมมืออันอบอุ่นไปกุมมือน้อยๆ ที่กำกำไลเงินไว้เบาๆ ประหนึ่งจะให้คำมั่นสัญญา
ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงัด นางสบสายตากับซ่งจงอี้ที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ สองสามีภรรยาต่างประสานสายตาและเข้าใจความหมายของกันและกันโดยปราศจากคำพูดใดๆ
ลูกสาวตัวน้อยได้บอกเล่าเื่ราววิปโยคที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตให้พวกเขาได้รับรู้หมดสิ้นแล้ว... ทั้งแผนการใส่ร้ายป้ายสีตัวเขา ศึกาชายแดนของซ่งติ้งหย่วน และกลอุบายปรักปรำซ่งจิ้งอัน
และในครั้งนี้ พวกเขาจะไม่มีวันยอมเป็เบี้ยล่างอีกต่อไป และจะเตรียมการรับมือล่วงหน้าอย่างรัดกุมที่สุด... เช่นเดียวกับที่เคยฝ่าฟันด่านเคราะห์วัยสามขวบของเหยาเหยามาได้
"ทีละด่าน..." ซ่งจงอี้กระซิบแ่เบาในความมืด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหนักแน่นแกร่งกร้าว "พวกเราจะข้ามผ่านมันไปทีละด่าน... จนกว่าจะถึงวันที่ไม่มีบทประพันธ์หน้าไหนในโลกนี้ สามารถมากำหนดชะตาชีวิตของคนตระกูลซ่งได้อีกต่อไป!"
ภายนอกหน้าต่าง แสงจันทร์วันเพ็ญค่อยๆ เคลื่อนตัวพ้นจากกลุ่มเมฆหมอกหนาทึบ สาดแสงสีเงินยวงลงมาอาบไล้จวนสกุลซ่งที่เพิ่งผ่านพ้นค่ำคืนอันมืดมิดที่สุด... เพื่อก้าวเข้าสู่รุ่งอรุณใหม่ที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยความหวัง