บทที่ 12 แมวน้อยจะกละ
สำหรับอาหารเย็น เซียวอวิ๋นเตรียมอาหารสี่อย่างและซุปหนึ่งถ้วย
ปลาิญญานึ่ง ไก่ฉีกรสเผ็ด เห็ดเซียนผัดเปรี้ยวหวาน ซี่โครงตุ๋น และซุปสาลี่หิมะและเห็ดหูหนูขาว
แม้จะไม่ใช่อาหารที่ทำยากเป็พิเศษ แต่เซียวอวิ๋นกลับทำออกมาได้ระดับเชฟมิชลินสามดาว
เซียวอวิ๋นนั้นเป็คนพิถีพิถันเื่อาหารมาก
ก่อนที่เขาจะข้ามมิติ เขามักจะทำอาหารกินเอง เพราะไม่ชอบรสชาติของอาหารสั่งกลับบ้าน
ด้วยเหตุนี้จึงฝึกฝนจนมีฝีมือการทำอาหารที่ดี
มื้อเย็นนี้มีเหตุการณ์เล็ก ๆ เกิดขึ้นด้วย
อันที่จริงแล้ว เวินฉิงผู้อยู่ในขอบเขตจินตาน สามารถปี้กู่*[1]ได้แล้ว
เพียงแต่นางอยู่บนเขากับท่านอาจารย์สองคนมาหลายปี
ทั้งสองไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไร การกินจึงกลายเป็ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง
ทุกวันหลังจากการฝึกฝนอย่างหนัก สิ่งที่ทำให้นางมีความสุขที่สุดคือการกินอาหาร
นี่จึงทำให้นางติดนิสัยตะกละ
แม้กระทั่งเมื่อถึงขอบเขตจินตาน นางก็ยังไม่สามารถแก้ไขนิสัยนี้ได้
น่าเสียดายที่แม้ว่าเหยียนชิงหุ่ยจะมีวิชาอันสูงส่ง แต่ฝีมือการทำอาหารกลับไม่ค่อยดีนัก เวินฉิงจึงยังไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารอร่อยจริง ๆ
อาหารจานโปรดของเวินฉิงคือปลาิญญานึ่ง
เพราะไม่ต้องใช้เครื่องปรุงอะไรมาก แค่นึ่งสุกก็อร่อยแล้ว
เมื่อนางเห็นเซียวอวิ๋นหยิบผงออกมาทีละห่อแล้วโรยลงบนปลา เวินฉิงรู้สึกเสียดายจนแทบขาดใจ
ปลาดี ๆ แบบนี้ โรยอะไรลงไปก็คงไม่อร่อยแล้ว
แต่ด้วยความเคารพต่อเซียวอวิ๋น นางจึงไม่ได้รบกวนเซียวอวิ๋นขณะทำอาหาร
นางคิดในใจว่า ช่างเถอะ ศิษย์น้องทำอาหารไม่ใช่เื่ง่าย ข้าไม่ควรเื่มาก มีปลาให้กินก็ดีแล้ว!
เมื่อเซียวอวิ๋นทำปลาเสร็จแล้วนำออกมา
กลิ่นหอมฟุ้งเข้าจมูกของเวินฉิง นางเกือบจะไม่สามารถรักษาความสง่างามของศิษย์พี่เอาไว้ได้
นางแทบอยากจะกินอย่างเอร็ดอร่อยในทันที!
โชคดีที่นางยับยั้งชั่งใจไว้ได้ด้วยความมีวินัยอันเหนือกว่าคนทั่วไป!
เวินฉิงนั่งตัวตรงบนเก้าอี้
ดวงตาทั้งสองจ้องมองจานปลาิญญานึ่งอย่างไม่วางตา น้ำลายไหลออกมาราวกับสายน้ำน้อย ๆ ไม่หยุด
"ศิษย์น้อง ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว เรากินปลากันก่อนดีไหม เดี๋ยวเย็นชืดแล้วจะไม่อร่อย" เวินฉิงกลืนน้ำลายพลางพูดกับเซียวอวิ๋นที่กำลังทำอาหารจานที่สอง
เซียวอวิ๋นยิ้มตอบว่า "ข้าใกล้จะทำเสร็จแล้ว หากศิษย์พี่หิวแล้วก็เริ่มกินก่อนได้ ไม่ต้องรอข้าหรอก"
"จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ศิษย์น้องลำบากทำอาหาร เ้ายังไม่ได้นั่งโต๊ะ ข้าจะเริ่มกินก่อนได้อย่างไร"
เวินฉิงพยายามอย่างสุดความสามารถ หันหน้าหนีไปทางอื่น
นางไม่กล้าให้ตัวเองมองจานปลาิญญานึ่ง... เกรงว่าตนจะอดใจไม่ไหว
ถึงแม้ว่าจะไม่มอง แต่ก็ไม่สามารถไม่ดมกลิ่นได้!
ปลาจานนี้ทำได้หอมเหลือเกิน กลิ่นหอมยิ่งกว่าปลาทุกตัวที่นางเคยกินมาก่อน!
"ศิษย์น้อง ข้าขอกลับห้องก่อน อีกสักครู่ข้าจะกลับมา"
เซียวอวิ๋นที่กำลังทำอาหารอยู่ได้ยินคำพูดของเวินฉิงด้านหลัง คิดว่าศิษย์พี่คงเบื่อที่นั่งอยู่ตรงนี้
จึงตอบรับว่า "ขอรับศิษย์พี่ เมื่อทำเสร็จแล้วข้าจะไปเรียกท่านทันที"
เซียวอวิ๋นไม่ได้ใส่ใจอะไร ก้มหน้าก้มตาทำอาหารต่อ
เมื่อซี่โครงหมูตุ๋นทำเสร็จแล้วยกขึ้นโต๊ะ จึงพบว่าปลาิญญานึ่งบนโต๊ะหายไป?
ไม่เพียงแต่ปลาหายไป แม้แต่จานก็หายไปด้วย!
ขณะที่เซียวอวิ๋นกำลังสงสัย เวินฉิงก็ถือจานเดินเข้ามาจากนอกประตู
นั่นคือจานปลาิญญานึ่ง
ทว่าในจานนั้นว่างเปล่า...
เซียวอวิ๋นมองเวินฉิงด้วยความสงสัย
เวินฉิงหลบสายตา สีหน้าดูไม่เป็ธรรมชาติขณะกล่าวว่า "เอ่อ... มีแมวป่าตัวน้อยอยู่บนเขา ข้าเห็นมันน่าสงสาร ดูเหมือนไม่ได้กินอาหารมานานแล้ว ข้าจึงเอาปลาของเ้าให้มันกิน ศิษย์น้องคงไม่โกรธข้ากระมัง?"
เมื่อเห็นคราบน้ำมันที่มุมปากของเวินฉิง เซียวอวิ๋นก็ไม่ได้เปิดโปงนาง
เขายิ้มน้อย ๆ พลางกล่าวว่า "ไม่คิดว่าศิษย์พี่จะยังเป็คนมีน้ำใจเช่นนี้ ไม่เป็ไร อาหารสามอย่างกับซุปหนึ่งถ้วยก็พอสำหรับพวกเราสองคนแล้ว"
"ศิษย์พี่ ลองชิมซี่โครงหมูตุ๋นที่ข้าทำดูสิ"
ว่าแล้วเซียวอวิ๋นก็ยกซี่โครงหมูตุ๋นขึ้นโต๊ะ
เวินฉิงสูดดมกลิ่น ดวงตาเป็ประกายทันที จ้องมองซี่โครงหมูตุ๋นบนโต๊ะอย่างไม่วางตา
"รอก่อน... รอศิษย์น้อง... เอ่อ... ข้าขอ... ข้าขอลองชิมก่อนได้หรือไม่?"
เวินฉิงพูดติดอ่างอยู่นาน สุดท้ายก็ไม่ได้พูดว่าจะรอศิษย์น้องมากินด้วยกัน
เซียวอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ กับท่าทางของเวินฉิง "ได้แน่นอน ศิษย์พี่ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าท่านหิวก็กินก่อนได้เลย ไม่ต้องรอข้าหรอก"
"จะเป็ไปได้อย่างไร ต้องรอศิษย์น้องมากินด้วยกันสิ ข้าขอชิมแค่ชิ้นเดียว" เวินฉิงปฏิเสธทันที
เซียวอวิ๋นยิ้มแต่ไม่พูดอะไร หันไปเตรียมอาหารจานอื่นต่อ
พอเห็ดเห็ดเซียนผัดเปรี้ยวหวานเสร็จ เซียวอวิ๋นหันกลับมา ศิษย์พี่ก็หายไปแล้ว!
พร้อมกับจานซี่โครงหมูตุ๋นที่หายไปด้วย!
ขณะที่เซียวอวิ๋นกำลังสงสัย เวินฉิงก็กลับมาพร้อมจานเปล่า
"เอ่อ...ศิษย์น้อง ข้าไม่คิดว่าแมวน้อยตัวนั้นจะมีเพื่อน มันพาเพื่อนมาด้วย..."
"ข้าคิดว่าไม่ควรลำเอียง ทำความดีให้ถึงที่สุด ก็เลยเอาซี่โครงหมูตุ๋นให้พวกมันไป ศิษย์น้องไม่โกรธข้าใช่ไหม?"
เวินฉิงก้มหน้า ใบหน้าแดงก่ำ คำพูดนี้ชัดเจนว่าขาดความมั่นใจ
เมื่อเห็นคราบน้ำซุปจากซี่โครงหมูตุ๋นที่มุมปากของนาง เซียวอวิ๋นจะพูดอะไรได้อีกเล่า
แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะให้อภัยนาง!
เซียวอวิ๋นยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า "การมีน้ำใจเป็เื่ดี ข้าจะโทษศิษย์พี่ได้อย่างไร เพียงแต่ข้ากังวลว่าศิษย์พี่จะทำให้ลูกแมวพวกนั้นติดนิสัยไม่ดี แล้วจะมาขโมยกินที่ยอดเขาไผ่รำพันของพวกเราทุกวัน"
"ไม่... ไม่หรอก... ข้าเชื่อว่าพวกมันจะไม่ทำเช่นนั้น"
เซียวอวิ๋นแกว่งมีดครัวเงางามในมือพลางยิ้มกล่าวว่า "ถ้าไม่มาก็ดีแล้ว แต่ถ้าข้าจับได้ ข้ารับรองว่าจะทำให้พวกมันมาแล้วไม่ได้กลับไปอีก พอดีจะได้ชวนศิษย์พี่กินข้าวหน้าเนื้อแมว!"
"เอ่อ... ฮ่า ๆ ขอบคุณสำหรับน้ำใจของศิษย์น้องมากนะ"
เวินฉิงหัวเราะตอบอย่างเก้อเขิน ดวงตาแอบมองเซียวอวิ๋นอย่างลับ ๆ
แปลก... ทำไมศิษย์น้องยิ้มแปลก ๆ เช่นนั้น เขาคงไม่ได้พบว่านางขโมยกินปลาิญญานึ่งและซี่โครงหมูตุ๋นหรอกนะ?
ถ้าเป็เช่นนั้นจริง นางในฐานะศิษย์พี่คงจะอับอายขายหน้าหมด
"ศิษย์พี่... ลองชิมอาหารจานนี้สิ..." เซียวอวิ๋นถือจานเห็ดเซียนผัดเปรี้ยวหวานที่เพิ่งทำเสร็จ กำลังจะเดินเข้าไปหา
เวินฉิงไม่รอให้เซียวอวิ๋นพูดจบ รีบหันหลังเอามือปิดจมูกแล้วพูดขัดขึ้นว่า "ศิษย์น้องเหนื่อยมากแล้ว ข้าจะไปไล่แมวป่าบนเขา เ้าทำเสร็จแล้วไปเรียกข้าที่ห้องนะ"
พูดจบไม่รอให้เซียวอวิ๋นตอบ นางก็หายวับไปจากหน้าเซียวอวิ๋นในพริบตา
เวินฉิงที่วิ่งออกมาหอบหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก "ดีที่ไม่ได้กลิ่น ไม่งั้นคงควบคุมตัวเองไม่อยู่ แอบกินต่อแน่ ๆ"
"ถ้าข้ากินอาหารหมด ศิษย์น้องก็จะไม่มีอะไรกิน"
"เวินฉิง เ้าต้องอดทนไว้! กลับห้องไปฝึกฝนเดี๋ยวนี้!"
เวินฉิงกลับถึงห้องก็นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรทันที พยายามไม่คิดถึงเื่เมื่อครู่
แต่นั่งไปครู่ใหญ่ก็ยังทำจิตใจให้สงบไม่ได้ ในหัวเต็มไปด้วยความคิดว่าเซียวอวิ๋นจะทำอาหารอร่อยอะไรต่อไป รสชาติจะอร่อยแค่ไหน
นั่งอยู่สักพัก เวินฉิงก็ทนไม่ไหวแล้ว เริ่มเดินวนไปวนมาในห้อง
นานขนาดนี้แล้ว ทำไมศิษย์น้องยังไม่มาเรียกนางสักที
ศิษย์น้องคงไม่ลืมนางไปแล้วกระมัง?
หากศิษย์น้องไม่มาเรียกนาง การที่นางจะไปหาเองจะไม่เหมาะสมหรือไม่?
ในขณะที่เวินฉิงรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปช้ามาก ประมาณพันแปดร้อยปี ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
"ศิษย์พี่ ท่านอยู่ข้างในหรือไม่? อาหารเตรียมพร้อมแล้ว มากินข้าวได้แล้ว"
เวินฉิงรีบะโขึ้นเตียงทันที นั่งขัดสมาธิ หลับตาแน่น ทำท่าเหมือนนักพรตชราผู้ทรงธรรมเข้าสู่สมาธิ แล้วพูดเสียงเรียบว่า "ข้าไม่ได้ปิดประตู เ้าเข้ามาได้"
เซียวอวิ๋นผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเวินฉิงนั่งสมาธิอยู่ในห้อง จึงยิ้มพลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่ อาหารเย็นเตรียมพร้อมแล้ว มากินข้าวกันเถอะ"
"อืม ไม่รีบ รอข้าฝึกฝนจนครบรอบนี้ก่อนแล้วจะไป" เวินฉิงพูดเสียงเบาอย่างไม่รีบร้อน
"เมื่อศิษย์พี่ยังฝึกฝนอยู่ งั้นข้าจะเอาอาหารกลับไปใส่หม้อก่อน เกรงว่าจะเย็นชืดแล้วไม่อร่อย" เซียวอวิ๋นกำลังจะจากไป
เวินฉิงรีบลืมตาขึ้นแล้วพูดว่า "ไม่จำเป็หรอก ข้าฝึกฝนครบรอบแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ"
*[1] ปี้กู่ คือการหลีกเลี่ยงการกินธัญพืชทั้งห้าชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี และถั่ว (สามารถเว้นอาหาร และดื่มน้ำได้อย่างเดียว)