ความฝันเป็เื่ราวลึกลับที่เกิดขึ้นในสมองของมนุษย์ขณะนอนหลับ เพราะไม่ว่าจะเป็สถานที่ ผู้คน หรือเหตุการณ์ในความฝัน ผู้ที่ฝันอาจไม่เคยพบหรือประสบกับสิ่งเ่าั้มาก่อนในชีวิตจริง และในบางครั้งความฝันที่เกิดขึ้นอาจดูแปลกตาและไกลจากความจริงอย่างสิ้นเชิง
แต่สำหรับบางคน ไม่ว่าจะกี่คืนผ่านไปก็ยังคงฝันวนอยู่เื่เดิมๆ บางคนฝันดีก็ถือว่าเป็โชค แต่บางคนที่ฝันร้าย แถมยังฝันซ้ำไปมา พวกเขาต้องคอยอยู่กับความกลัว และฝังใจจนตลอดเวลา อาจทำให้ไม่กล้าแม้จะหลับตาทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้ง
เฉกเช่นในคืนนี้ เจียงจวิ้นเหยียนผู้ที่ขึ้นชื่อว่าไร้ความรู้สึก ยังคงฝันร้ายเื่เดิมซ้ำๆ ในภาพฝันช่างยาวนานและทุกข์ทรมานจนยากจะทนไหว เริ่มต้นเด็กชายอายุราวสิบปี อาศัยอยู่กับบิดามารดาในสำนักปีกเมฆา ที่ผู้เป็พ่อมีตำแหน่งเป็ถึงประมุขของสำนัก ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของบิดาเขาโดยตรง ในทุกวันช่างสงบไร้ระลอกคลื่นใดๆ เป็ภาพฝันที่ช่างดูมีความสุข
ทันใดนั้นภาพแห่งความสุขีได้มลายหายสิ้น พลิกกลับด้านเป็ฉากแห่งโศกนาฏกรรม สำนักปีกเมฆาที่เลื่องชื่อพังพินาศลงด้วยน้ำมือสหายสนิทของบิดาตน ที่เป็สายให้กับสองสำนักใหญ่ของแคว้นรวมกำลังสำนักอื่นบุกรุกเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว เปลวเพลิงถูกจุดเผาไหม้บ้านเรือนในการปกครองจนราบเป็หน้ากลอง ผู้ใดที่ขัดขืนย่อมถูกสังหารโดยไร้ความปรานี เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปก้องดังในหูของเด็กชายที่กำลังหวาดกลัวถึงขีดสุด
ภาพตัดไปอีกครั้งคือบิดากับมารดาที่กำลังาเ็สาหัสจนโลหิตอาบไปทั่วร่าง แต่ยังพยายามพาตัวเขาหนีออกไป แม้ในท้ายที่สุดก็ไม่อาจทำสำเร็จ ทั้งสองกางมือปกป้องตัวเขาที่อยู่ด้านหลังจากธนูนับร้อยด้วยน้ำตานองหน้า พร่ำบอกให้เขาหนีไปอยู่ซ้ำๆ ตัวเขาที่ก้าวขาไม่ออกทำสิ่งใดไม่ได้ หลับตาลงด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นจนถึงที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง สุ้มเสียงสุดท้ายที่ได้ยินจากผู้ให้กำเนิดคือ
“จงมีชีวิตอยู่ต่อไป...”
ค่ำคืนนี้เจียงจวิ้นเหยียนยังคงหลับๆ ตื่นๆ อยู่เช่นเคย ผิดกับหลิวอ้ายผิงที่เดินทางมาหลายวันได้พักผ่อนอย่างสบายตัวขึ้นเมื่อเทียบกับรถม้าที่โคลงเคลงไปมาตลอดเวลา นางที่หลับสนิทจมลึกอยู่ในห้วงนิทรา ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังอยู่ในสายตาของใครบางคน
ท่ามกลางความมืด ยังพอมีแสงจันทร์ส่องสว่างพาดผ่านทางหน้าต่างเข้ามาในห้อง เจียงจวิ้นเหยียนนอนตะแคงข้างหันไปทางหญิงสาวที่เขาจัดว่ารับมือยากคนหนึ่ง เขาที่ใช้ชีวิตผูกติดอยู่กับการแก้แค้น ทำให้ยิ่งห่างไกลผู้คนออกไปทุกที พอยามนี้มีคนมาใกล้จึงให้ความรู้สึกทำตัวไม่ถูกชอบกล
ความรู้สึกโดดเดี่ยวราวกับมีตัวคนเดียวบนโลก มองไปทางใดก็ไร้คนเข้าใจ เขาต้องกัดฟันต่อสู้ด้วยตัวคนเดียวมาั้แ่วัยเยาว์ ทั้งหมดนี้จึงค่อยๆ หล่อหลอมตัวเขาจนกลายเป็คนโเี้เ็าไร้หัวใจ และด้วยความที่เป็คนเด็ดขาดกับทุกเื่ จึงทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกหวาดกลัวที่จะอยู่ใกล้
แต่ในขณะที่มองหลิวอ้ายผิง ความคิดบางอย่างกำลังเริ่มก่อตัวอยู่ในเบื้องลึก
หากมีคนที่ไม่หวาดกลัวการอยู่ใกล้เขา ความโดดเดี่ยวในใจจะหายไปได้สักเล็กน้อยหรือไม่...
เช้ามืด่ต้นยามเหม่า อากาศเย็นเริ่มลดลงจากเวลากลางคืนเล็กน้อย แต่ยังถือว่าหนาวจัดอยู่ดี หลิวอ้ายผิงลืมตาตื่นขึ้นยามมองไปยังเตียงนอนก็ไม่พบใครแล้ว ผ้าสองผืนหนาที่ใช้ปูบนพื้นและที่ใช้ห่ม ถูกพับจนเป็ระเบียบนำไปใส่ตู้ที่เดิมเรียบร้อย จึงะโออกจากทางหน้าต่างอย่างคล่องแคล่ว ไม่วายนึกขำกับตนเองว่าหากนางเป็ชายคงเปรียบเสมือนโจรเด็ดบุปผาอย่างไรอย่างนั้น
หลิวอ้ายผิงเดินกลับเรือนของตนเอง ที่ค่อนข้างไกลจากเรือนนี้นัก ยามไปถึงฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย มองดูเรือนพักของตนจะว่าดีก็ดี เนื่องด้วยอยู่ไกลจากผู้คนจึงทำให้มีความเป็ส่วนตัวมากพอสมควร จะว่าแย่ก็แย่ เพราะในเรือนหลังนี้ไม่มีอะไรเลย
เมื่ออุปกรณ์พร้อมแล้ว หลิงอ้ายผิงจึงเริ่มทำความสะอาดที่พักของตนอย่างขะมักเขม้น แม้เรือนตะวันตกแห่งนี้จะเต็มไปด้วยฝุ่นหนา และต้องใช้เวลาในการบูรณะใหม่สักหน่อย แต่นางก็ชอบทำเลและบรรยากาศเช่นนี้ อยู่ติดเขาทั้งยังมีลำธารเล็กๆ ไหลพาดผ่านด้านหลังของเรือน ขอเพียงมีดคมๆ สักเล่ม การทำเครื่องเรือนอย่างง่ายเช่น เตียง โต๊ะ ตู้ กระทั่งภาชนะต่างๆ ก็ไม่ยากจนเกินไป เขาลูกนี้อุดมไปด้วยต้นไม้หลายหลายชนิด คงพอช่วยได้บ้าง
หลิวอ้ายผิงเริ่มต้นจากการเก็บกวาดเช็ดถู ซ่อมรอยรั่วที่หลังคาเล็กน้อย จากนั้นจึงขึ้นเขาตัดไม้ไผ่มาเป็กอบกำ นางจะทำเตียงจากไม้ไผ่ก่อนเป็อันดับแรก ยามถึงเวลาเที่ยงวัน ท้องน้อยๆ ก็เริ่มส่งเสียงประท้วง เมื่อมองไปยังลำธารที่น้ำใสเห็นตัวปลา จึงหยิบมีดพกด้ามเล็กติดมือไปด้วย นางใช้ทักษะปามีดลงไปคราเดียวด้านปลายแหลมก็ปักบนตัวอย่างง่ายดาย ทำเช่นนี้อยู่หลายครั้งจนได้เป็สิบตัว เลยถือโอกาสแช่น้ำไปด้วย แม้ยามกลางวันน้ำในลำธารก็ยังคงเย็นเฉียบขนาดนี้ นางไม่อยากนึกถึง่เย็นหรือค่ำเลย แต่ใน่อากาศเย็นเช่นนี้ อาบน้ำเพียงหนเดียวต่อวันก็มากพอแล้ว คิดได้ดังนั้นก็พยักหน้ากับตัวเองอย่างพอใจ
ไฟถูกก่อจากฟืนไม้แห้งในเวลากลางวัน หลิวอ้ายผิงนำไม้ไผ่ที่เหลาจนแหลม เสียบเข้าไปในตัวปลา แล้วนำไปย่างจนกลิ่นหอมฟุ้งชวนหิว นางคิดว่าหากมีเกลือสักหน่อยคงดี
ปลาทั้งสิบถูกหลิวอ้ายผิงย่างจนเสร็จเรียบร้อย นั่งกินไปเพียงครึ่งก็นำอีกครึ่งห่อใส่ใบไม้ แล้วมัดรวมกันอย่างลวกๆ คิดว่าจะเอาทั้งหมดนี้ไปฝากศิษย์พี่ของนางเสียหน่อย
ณ ห้องอาหารของเรือนใหญ่ ในจวนประมุขพรรคมาร บนโต๊ะอาหารตัวกลมยามนี้เต็มไปด้วยอาหารชั้นเลิศมากมาย ทว่าคนที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเ่าั้มีเพียงเจียงจวิ้นเหยียนที่คีบอาหารเข้าปากด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อย่างเช่นเคย ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าอาหารตรงหน้าถูกปากหรือไม่ ทำเอาคนที่อุตส่าห์ตั้งใจทำหน้าหมองไปชั่วครู่
โจวหวางอี้ คือสตรีที่จัดได้ว่าเพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา กระทั่งกิริยามารยาทก็ยังอ่อนหวานหาผู้ใดเปรียบ ในด้านรูปโฉมหลิวหนิงฮวาที่ว่างามล่มเมืองก็ยังพอสูสี แต่ในด้านของนิสัยช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง
ใบหน้างดงามเจือด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยอยู่เสมอ ข้างกายยังมีสาวใช้หนึ่งคน ทั้งสองยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องอย่างสงบเสงี่ยมไร้การส่งเสียงใดๆ ั์ตาของนางเหลือบมองเขาเป็ระยะโดยไม่โจ่งแจ้ง ด้วยรู้ว่าบุรุษเช่นเขาเป็คนค่อนข้างขี้รำคาญ จึงวางตัวเองอยู่ในกรอบเสมอมา
ห้าปีก่อน โจวหวางอี้ถูกส่งมาที่นี่ในฐานะเครื่องบรรณาการ แม้ความเป็อยู่หรือฐานะในที่แห่งนี้ สำหรับองค์หญิงแห่งแคว้นโจวช่างดูต่ำต้อย แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้เพียงครึ่งคำ ทำทุกอย่างที่สามารถทำได้อย่างดีที่สุด เพราะบุรุษผู้นี้ได้ขโมยหัวใจของนางไปเสียแล้ว
“หากไม่มีธุระอะไร จะไปทำอะไรก็ไป” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยทำลายความเงียบ สตรีนางนี้สำหรับเขา ค่อนข้างรู้จักกาลเทศะ แม้จะเป็เครื่องบรรณาการหรือตัวประกันในความคิดของเขา แต่ก็ยังไม่เคยสร้างความลำบากใจใดๆให้ แม้ว่า่แรกนางอาจสร้างความรำคาญใจกับเขาบ้าง แต่ในท้ายที่สุดก็เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะอย่างไรแล้วโจวหวางอี้ คือตัวประกัน ไม่อาจเป็สิ่งใดไปได้
“เ้าค่ะ” โจวหวางอี้ย่อตัวลงเล็กน้อยเอ่ยตอบ ก่อนหมุนตัวเตรียมจะออกจากห้องอาหาร ในขณะที่กำลังจะผ่านประตูก็ชนกับผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามาจนสตรีนางนั้นเกือบล้ม “ขอโทษ ข้าไม่ทันเห็นเ้า”
“ไม่เป็ไร” หลิวอ้ายผิงค่อนข้างตกตะลึงในความงามของอีกฝ่าย พร้อมทั้งคิดว่าเหตุใดหญิงงามจึงมาอยู่ที่นี่ สายตาจึงเหลือบไปมองคนที่ทำหน้าขรึมอยู่บนโต๊ะอาหาร
“มาทำไม” เจียงจวิ้นเหยียนมองหลิวอ้ายผิงสายตาเคลือบแคลง คนถูกถามก้าวฉับๆ ไปที่เขา ในมือถือไม้ไผ่ขนาดยาวที่ด้านปลายหุ้มด้วยใบไม้วางไปที่ว่างบนโต๊ะตัวกลมดื้อๆ
“ข้าก็นึกว่าท่านยังไม่ได้กินอะไร ที่แท้กลับมีพี่สาวงดงามท่านนี้อยู่ด้วย คงอิ่มใจแทนแล้วกระมัง” หลิวอ้ายผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ มองสลับไปมาระหว่างทั้งสองจนโจวหวางอี้แก้มแดงขึ้นมา
“คิดอะไรไม่เข้าท่า แล้วนี่อะไร” เจียงจวิ้นเหยียนเลี่ยงประเด็นไปโดยไม่ใส่ใจ ตามองไปที่ของบนโต๊ะที่นางเอามาวาง
“ปลาที่ข้าจับมาย่างเองเ้าค่ะ หากท่านไม่..." พูดไม่ทันจบน้องปลาที่น่าสงสารทั้งห้าของนางก็ถูกจับโยนลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
“ข้าอิ่มแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นแล้วก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปได้ห้าถึงหกก้าวจึงหันไปมองหลิวอ้ายผิงอีกครั้ง เห็นนางกำลังก้มเก็บปลาย่างทั้งห้าด้วยท่าทางน่าอดสู แววตาจึงฉายแววขบขันเล็กน้อยโดยไม่มีใครสังเกตเห็น