รถขับเรื่อยมาจนถึงปลายทาง มาถึงตรงนี้ผมคิดว่าคุณคงพอจะได้เห็นลักษณะสภาพสังคมในยุคของผมมากขึ้นแล้วล่ะ ตอนนี้ผมเชื่อว่าคุณคงเข้าใจแล้วว่า เนื้อหาในหนังสือวิชาประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ผมต้องอ่านสำหรับการสอบที่ผ่านมามันชวนมึนแค่ไหน (ก็ตามแบบที่ผมสาธยายให้คุณฟังไปก่อนหน้า) นี่ผมเล่าย่อแบบให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้วนะ เพราะในหนังสือเรียนจริง ๆ ของผมยังมีรายละเอียดไล่มาั้แ่ 300 ปีก่อนจนถึงปัจจุบันมากกว่านี้อีก มีโอกาสผมก็จะทยอยเล่าให้คุณเข้าใจไปเรื่อย ๆ แล้วกัน
ผมก้าวเท้าลงจากรถหลังจากบอกโชเฟอร์แท็กซี่ให้รอส่งผมขากลับด้วย แล้วเดินเข้าไปในบ้านคุณป้าพร้อมยื่นของฝากให้ คุณป้าไม่รอช้าปรี่เข้ามากอดผมทันที คงลืมไปแล้วว่าตอนนี้ผมอายุเท่าไหร่ ก็อย่างว่าล่ะนะ เค้าว่ากันว่าผู้ใหญ่ที่เลี้ยงเรามาั้แ่เล็กไม่ว่าตอนไหนก็ยังเห็นเราเป็เด็กอยู่วันยังค่ำ ไม่เกี่ยงว่าเราจะอายุเท่าไหร่ คุณป้าชวนผมให้อยู่ทานข้าวเที่ยงด้วยกันก่อนแล้วก็ค่อยกลับ แต่ผมก็ต้องบอกปฏิเสธคุณป้าไป อ้างว่านัดกับเพื่อนไว้ใน The NeT แล้วแถมบอกให้โชเฟอร์แท็กซี่รออยู่ด้านนอกแล้วด้วย ป้าทำหน้าเสียดายแต่ก็ต้องยอมตามใจผมแล้วบอกว่าครั้งหน้าป้าไม่ยอมแล้วนะ ผมตอบตกลงแล้วร่ำลาคุณป้า ก่อนจะก้าวขึ้นรถที่มีโชเฟอร์และหุ่นประจำตัวของผมนั่งรออยู่ แล้วแท็กซี่ก็เริ่มออกเดินทางกลับ
ระหว่างทางขากลับมีอุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้น ดูเหมือนคนขับที่เป็มนุษย์จะขับไปชนท้ายรถส่งของที่ขับด้วยหุ่นยนต์ ไม่ว่าโลกในยุคของผมจะเจริญไปมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ไว้ใจให้หุ่นยนต์ทำงานให้แบบอัตโนมัติด้วยตัวมันเองตลอดเวลา การดาวน์โหลดข้อมูลสำหรับการทำงานต่าง ๆ แบบอัตโนมัติจะถูกดาวน์โหลดมาเป็แพคเกจรายครั้งเท่านั้น เช่น กรณีถ้าคุณกำลังป่วยแล้วมีนัดสำคัญต้องไปส่งของให้กับลูกค้าภายในวันนี้ คุณก็จะสามารถใช้งานคำสั่งจาก The NeT ให้หุ่นประจำตัวของคุณดาวน์โหลดแผนที่, เส้นทางการเดินทาง, ซอฟแวร์โปรแกรมการขับรถสำหรับหุ่นยนต์ หรืออะไรก็ตามที่จำเป็สำหรับการส่งของครั้งนั้นมาใช้ได้แต่ก็มีค่าบริการตามจำนวนฟังค์ชันหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องใช้ ตรงนี้ทำเงินให้กับบริษัทผลิตซอฟแวร์อัตโนมัติมาก ๆ เลยล่ะ เพราะในวันหนึ่ง ๆ แต่ละคนก็มีเหตุจำเป็แตกต่างกันไปมากมายในแต่ละวัน และเหตุผลอะไรที่ไม่มีใครเลยที่สนับสนุนการทำงานแบบอัตโนมัติของหุ่นยนต์ 24 ชั่วโมงน่ะเหรอ ก็เพราะว่าพวกบรรดาหนังภาพยนตร์ต่าง ๆ ชอบแสดงความเป็ไปได้ของการที่จะเกิดวิกฤตการณ์จำพวกหุ่นยนต์ยึดโลกอะไรพวกนั้นน่ะสิ หนังแนวนี้สร้างความบันเทิงให้ผู้คนได้มากก็จริง แต่พอมาถึงยุคที่ผู้คนมีหุ่นใช้งานกันจริง ๆ ก็เกิดความหวาดกลัวอะไรทำนองนี้อยู่ในใจลึก ๆ ทั้งรัฐบาลแต่ละประเทศและประชาชนก็เลยไม่มีใครเห็นด้วยกับแนวความคิดหุ่นอัตโนมัติแบบนั้น (ยกเว้นหุ่นยนต์ที่ทำงานเดิมซ้ำ ๆ ตามสายพานการผลิตในโรงงาน) เมื่อเป็แบบนี้ ผมก็คิดว่าจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมันก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากเมื่อ 300 กว่าปีก่อนเท่าไหร่นักหรอก เพราะรถยนต์เกือบครึ่งบนถนนตอนนี้ก็ยังคงเป็มนุษย์ที่เป็คนขับเอง มันก็เลยยังคงมีการตัดสินใจที่ผิดพลาดทำให้กลายมาเป็อุบัติเหตุบนท้องถนนกันอยู่บ่อย ๆ
อ้อ อีกอย่าง คุณเห็นคุณตำรวจกับหุ่นยนต์ของเขาที่กำลังทำหน้าที่ตรงจุดอุบัติเหตุนั่นมั้ยล่ะ คุณสามารถสังเกตได้ว่าหุ่นยนต์รุ่นของคุณตำรวจค่อนข้างพิเศษกว่าของประชาชนคนเดินดินทั่ว ๆ ไป จะว่าไปแล้วก็คือมันดูแข็งแรงกว่า นั่นก็เพราะว่าตำรวจจะต้องคอยระงับเหตุร้ายต่าง ๆ จากคนร้ายก็เลยต้องมีหุ่นยนต์รุ่นที่ดีกว่าปกติทั่วไป เพราะหุ่นยนต์รุ่นที่สามารถสวมทับผู้เป็เ้าของได้เนี่ย พอสวมแล้วคนที่สวมใส่ก็จะมีความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น มีการป้องกันร่างกายที่มากขึ้น (ก็แน่ล่ะ มีเหล็กหุ้มไว้ทั้งตัว) แม้แต่คนที่มีอายุมากแล้ว พอสวมหุ่นของตัวเองก็สามารถยกของหนัก ๆ ได้สบาย หรือแม้แต่เด็ก 10 ขวบที่ติดอยู่ในกองเพลิง พอสวมหุ่นของตัวเองก็สามารถดาวน์โหลดซอฟแวร์หนีไฟอัตโนมัติออกมาจากตึกที่พักอาศัยได้โดยเนื้อตัวได้รับการปกป้องไม่มีรอยแผลจากไฟไหม้แม้แต่น้อย ยุคของผมเลยกลายเป็ว่าใครที่ไม่สามารถถูกสวมทับโดยหุ่นยนต์ได้ (คือใช้แค่หุ่นรุ่นพื้นฐาน) ก็จะกลายเป็คนที่เปราะบางไปโดยปริยาย ส่วนคนที่สวมชุดหุ่นได้ก็จะเข้มแข็งในระดับมากขึ้นจนกลายเป็เื่ปกติในสังคม และคนที่จะได้รับอนุญาตให้มีอภิสิทธิ์ใช้หุ่นสวมทับที่มีระดับมากกว่าคนทั่วไปได้ก็คือบรรดาเ้าหน้าที่ต่าง ๆ ของรัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร เ้าหน้าที่ดับเพลิงอะไรประมาณนี้ แต่คุณอย่าคิดว่าจะหมดแค่นี้นะ ยังมีระดับที่สูงที่สุดมากกว่านี้อีกระดับชั้นนึง นั่นก็คือพวกกองกำลังปราบปราม หรือพวกหน่วยรบพิเศษอะไรทำนองนั้นที่จะมีหุ่นสวมระดับสูงสุดไว้ต่อสู้กับพวกอาชญากรตัวเป้งที่ดัดแปลงหุ่นและซอฟแวร์เฉพาะของหุ่นมาใช้ในทางที่ผิด
โชเฟอร์หุ่นเลี้ยวรถมาจอดหน้าบ้าน ผมกล่าวขอบคุณหลังจากชำระค่าบริการผ่านทางออนไลน์เสร็จ เดินเข้าบ้านมาหวังว่าจะเจอคุณแม่เพื่อจะได้บอกว่าภารกิจวันนี้เสร็จเรียบร้อย แต่ก็เจอกระดาษโน้ตที่แม่แปะเอาไว้บนโต๊ะว่าออกไปที่ร้านในเมืองแล้วแทน ซึ่งนั่นก็เป็สัญญาณที่ดีสำหรับผมม้าาากกกมากก เพราะมันหมายความว่าวันนี้ทั้งวันผมก็ไม่ต้องโดนใช้งานให้ออกไปที่ไหนอีก ได้ใช้เวลาพักผ่อนสนุกอยู่ใน The NeT ได้ทั้งวัน คุณอาจสังเกตว่าบ้านผมแม้จะอยู่ในยุคที่มีอะไรไฮเทคล้ำยุคมากแล้ว แต่ก็ยังชอบความอนุรักษ์นิยมการใช้ชีวิตแบบเก่า ๆ อยู่พอสมควร กระดาษโน้ตนั้นก็เป็ส่วนหนึ่ง รวมทั้งบ้านหลังเล็ก ๆ นี้ด้วย เป็บ้านที่ผมกับครอบครัวใช้พักอาศัยอยู่ร่วมกันเพื่อความเป็ส่วนตัว แต่ด้านหลังของบ้านนี้ก็ยังมีตึกหลังใหญ่ที่ใช้เป็ที่ทำงาน(นอกเวลาบริษัท)ของคุณพ่อกับพี่สาวของผมอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าก็มีห้องส่วนตัวของผมอยู่อีกห้องหนึ่งไว้เก็บของเล่น อุปกรณ์ หนังสือ หรือเครื่องเชื่อมต่อหกเหลี่ยมส่วนตัวของผม ตึกนี้ยังใช้เป็ที่รับแขกหรือไว้ต้อนรับใคร ๆ ที่มาเยี่ยมบ้านด้วย ทั้งแม่บ้าน คนงานและหุ่นต้อนรับของบ้านผมส่วนใหญ่ก็จะอยู่กันที่ตึกนี้แหละ
ผมขึ้นไปเก็บของที่ห้องนอนของบ้านหลังเล็กเสร็จก็เดินไปตึกใหญ่ที่ห้องของผมต่อ จัดเเจงเปิดไฟเปิดสวิทช์เสร็จผมก็เข้าไปในห้องเ้าเครื่องหกเหลี่ยมของผม พร้อมสวมชุดตรวจจับความเคลื่อนไหว (Motion Capture) และแว่นตา VR (Virtual Reality) ที่สะโพกและลำตัวของผมคือสายรัดและเข็มขัดวงแหวนรอบเอวที่มีความเหนียวแน่นและยืดหยุ่นสูงที่เชื่อมโยงอยู่กับเครื่องจักรคล้าย รูปแขน 3 ท่อน 2 เครื่องที่ด้านหลัง ถ้ามองโดยเผิน ๆ จะคล้ายกับแขน 2 แขนจากพื้นห้องที่กำลังจับลำตัวผมจากทางด้านหลัง เ้าเครื่องนี้ทำให้ผมเคลื่อนไหวในโลกเน็ตได้อิสระมากขึ้น เช่น ถ้าผมะโที่มีความสูงเท่ากับตึก 3 ชั้น เ้าเครื่องจักรแขนนี้ก็จะยกตัวผมลอยขึ้นจากพื้นและลอยอยู่อย่างนั้นจนกว่าเท้าผมจะแตะพื้นในโลกเน็ต มันถึงจะวางผมลงที่พื้นของโลกความเป็จริง หรือถ้าคุณ้ากลับหลังหัน เ้าแขนจักรกลนี้จะเปลี่ยนตำแหน่งย้ายไปอยู่ด้านหลังทันทีหลังจากคุณกลับหลังหันเสร็จเเล้ว ให้นึกภาพว่าผมอยู่กลางห้อง แล้วเ้า 2 แขนนี้จะทำงานเคลื่อนย้ายหมุนไปมารอบ ๆ ตัวผมตามช่องรางวงกลมรอบตัวที่พื้น(ซึ่งพื้นก็สามารถปรับเอียงตามความลาดชันในโลกของเน็ตได้ด้วย) การเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทำให้โลกในเน็ตน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะมันสามารถทำสิ่งที่โลกความจริงทำไม่ได้ แต่นี่ก็ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะสนุกได้ในโลกนั้นหรอกนะ ยังมีบางกรณีที่ต่างออกไปได้ เช่น บางคนชอบขับรถแข่งในนั้นก็จะมีอุปกรณ์เสริมที่มีลักษณะคล้ายรถแข่งจำลองมาให้ขี่ระหว่างที่เล่นใน The NeT บางคนชอบยิงปืนก็จะมีอุปกรณ์เสริมลักษณะปืนที่จะต้องหามาติดมือไว้ เป็ต้น แล้วอุปกรณ์ลักษณะแขนกลที่ไว้สำหรับยกและการเคลื่อนไหวอิสระแบบที่ผมใช้อยู่นี้ ผมใช้สำหรับอะไรล่ะ? มันก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากสำหรับการเล่นเกมที่เป็กิจกรรมยอดฮิต่ปิดเทอมของวัยรุ่นแบบผมนั่นเอง
เมื่อ 300 กว่าปีก่อนใน่ที่มีการผลิตเกมออกมาเพื่อวางจำหน่ายใหม่ ๆ ผมได้ยินว่าในยุคนั้นคนที่เล่นเกมถูกมองว่าเป็คนไร้สาระจากบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ ถูกมองว่าเป็กิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์ ยังมีคนจำนวนไม่มากนักที่เล่นเกมในสมัยนั้น แต่ต่อมาเมื่ออินเทอร์เน็ตขยายตัวและเติบโตมากขึ้น สิ่งที่ตามมาที่มันน่าตลกไม่น้อยคือ ในยุคนั้นขนาดคนที่ใช้แค่อินเทอร์เน็ตไม่ได้เล่นเกมยังถูกเหมารวมมองว่าไร้สาระไปด้วย แต่เมื่อถึงยุคแห่งโรคระบาด อินเทอร์เน็ตกลายเป็สิ่งจำเป็ในสังคมอย่างมาก แม้แต่ข่าวในทีวียังต้องเอาข่าวในโลกอินเทอร์เน็ตมารายงานด้วย เกมก็ถูกยอมรับมากขึ้น แม้จะมีบางคนที่ยังมองว่าเกมไร้สาระ แต่มันก็น้อยลง ที่น่าตลกคือ คนที่มองว่าเกมไร้สาระและโทษเกมเมื่อเวลาที่มีข่าวเยาวชนทำอะไรไม่ดี ๆ ออกมา เวลาเบื่อ ๆ เผลอ ๆ เมื่อไหร่ เป็อันต้องยกโทรศัพท์มือถือมาเล่นเกมในโทรศัพท์ฆ่าเวลาซะอย่างนั้น ซึ่งมันก็ดูย้อนแย้งแบบแปลก ๆ ถ้าถามความเห็นของผมน่ะเหรอ ผมก็มองว่าเกมมันก็มีหลายแบบหลายประเภทให้เราเลือกเล่น บางเกมเล่นแล้วได้ความรู้ บางเกมเล่นแล้วได้ภาษา (แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าบางเกมเล่นแล้วก็เสียเวลา) ซึ่งมันก็แล้วแต่เราจะเลือกเล่น มันก็ไม่ได้มีแต่ความเพลินเพลินฆ่าเวลาเปล่า ๆ ไปอย่างเดียว แต่ก็นะ ไม่ว่าอะไรก็ตามถ้ามันมากเกินไปมันก็ไม่ดี ถ้าคุณมัวแต่ทุ่มเทเล่นเกมจนลืมโลกความจริงแล้วล่ะก็ อาจจะกลายเป็ว่าผลลัพธ์ของตัวคุณเองคือ มีชื่อเสียง มีความเก่งกาจในโลกเกม แต่ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเลยในโลกความเป็จริง หลงลืมสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในชีวิต แล้วคุณจะพบว่ามันว่างเปล่า เพราะในขณะที่ตัวคุณเองมัวแต่สนุกในโลกแห่งมายา เพื่อน คนรอบตัว หรือผู้คนก็กำลังสร้างอะไรหลาย ๆ อย่างให้ตัวเองในโลกความเป็จริง เพื่อน ๆ คุณอาจจะมีหน้าที่การงานที่ก้าวหน้า มีครอบครัว มีลูก มีอะไรต่าง ๆ ไปแล้ว แต่หันมามองตัวคุณก็ยังย่ำอยู่ที่เดิม พ่อกับแม่ของคุณก็จะแก่ตัวลงทุกวัน ๆ แต่คุณยังมัวเล่นแต่เกมจนแม้แต่ตัวเองก็ยังดูแลไม่ได้ นั่นเท่ากับคุณกำลังรอความพินาศจากะเิเวลาที่กำลังจะะเิ ฉนั้น เราก็ควรจะจัดสรรเวลาเล่นของตัวเราให้ดี แบ่งเวลาให้ถูก จำไว้ว่าเกียรติยศในเกมมันอาจไม่ได้มีค่าอะไรเลยในโลกความเป็จริง (แลกข้าวกินในร้านสะดวกซื้อยังไม่ได้ด้วยซ้ำ) จงทุ่มเทกับสิ่งที่เป็อนาคตในโลกความเป็จริงไว้ก่อนเป็อันดับแรกดีกว่า
ผมเคยผ่านการเล่มเกมมาหลายรูปแบบหลายประเภทจนรู้ว่าเกมแนวไหนที่ผมชอบ ผมน่ะนะเคยเล่นเกมแนวชู้ตติ้งเดินหน้ายิงกับเพื่อน ๆ ซึ่งมันก็สนุกดีที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่ประสบการณ์แย่ ๆ ที่ต้องมาเจอกับผู้เล่นประเภทนิสัยไม่ดีมันก็ไม่น้อย ที่ยังพอจะทำให้เล่นแนวนั้นกันได้อยู่ก็ต้องเป็เกมประเภทรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ตะลุยด่านกันไปไม่ต้องสนใจผู้เล่นนอกกลุ่ม ต่อมาพอลองย้ายกันมาเล่นเกมแนว Moba (Multiplayer Online Battle Arena) ดูเหมือนจะแย่ที่สุดสำหรับผมเพราะทำให้ผมกลายเป็คนที่โมโหง่ายขึ้นเวลาเพื่อนในทีมทำอะไรที่พลาดพลอยทำให้ทีมลำบาก (แถมปากร้ายขึ้นด้วย) พี่แนน พี่สาวของผมเห็นท่าไม่ดีก็เลยเกลี้ยกล่อมให้ผมเลิกเล่นแนวนั้น แล้วชวนให้ไปลองแนวอื่น ๆ ดู แต่เกมแนวกีฬาแบบที่พี่แนนเล่นผมก็ไม่เอา เพราะรู้สึกว่าธรรมดาเกินไป ผมอยากได้ความสนุกตื่นเต้นที่มากกว่าการออกกำลังกายอีกซักหน่อย ก็เลยลองเข้าไปเล่นเกมแนวออนไลน์ที่ต้องเล่นตามบทบาท หรือก็คือ MMORPG (Massive Multiplayer Online Role-Playing Game) ตอนเล่นใหม่ ๆ ก็รู้สึกว่ามันสนุกมาก มีระบบอะไรที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ได้สนุกกับการเติบโตของตัวละคร แต่ก็ต้องผิดหวังกับสังคมเกมแนวนี้บางเกมที่มีการแข่งขันกันแบบแปลก ๆ , การบูลลี่ (Bully) ระหว่างผู้เล่นด้วยกันเอง โดยเฉพาะเกมที่มีการ PK ด้วยเเล้ว (Player Kill - คือผู้เล่นสามารถฆ่ากันเองได้) ดูเหมือนจะกลายเป็สังคมแห่งความเกลียดชังไปเลยสำหรับบางเกม และที่สำคัญเกมแนว MMORPG ที่ถ้าหากเกมนั้น ๆ มีการมุ่งเน้นที่การเติบโตของตัวละครที่มากเกินไป ก็จะทำให้มีการใช้จ่ายเงินเพื่อการเติบโตที่รวดเร็ว (Pay-to-Win) เม็ดเงินจำนวนมากจากผู้เล่นที่มีเงินเยอะ ๆ ทำให้ดึงดูดเหล่าบรรดามิฉฉาชีพและนักต้มตุ๋นให้เข้ามาสู่เกมพวกนี้มากไปด้วย (ตัวอย่างการหลอกลวงในเกมที่ยอดฮิตก็คือ การโกงการซื้อขายระหว่างผู้เล่น หรือ การใช้ตัวละครต่างเพศหลอกให้เชื่อว่าเป็เพศนั้นเล่นอยู่จริง ๆ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือหลอกเงินเหยื่อ) ซึ่งการใช้ตัวละครต่างเพศตัวเองถูกอนุญาตให้ใช้ได้แค่ในเกมและกิจกรรมบางอย่างเท่านั้น เพราะถ้านอกเหนือจากนี้ เช่น การไปติดต่อราชการหรืออะไรที่สำคัญ ๆ The NeT จะไม่อนุญาติให้คุณใช้ตัวแทนรูปลักษณ์อื่นได้ นอกจากรูปลักษณ์เสมือนจริงของตัวคุณเอง
… เฮ้อ~... บางครั้งแค่การจะหาเกมเล่นเพื่อความสนุกผ่อนคลายมันก็อันตรายซะจริง ๆ เพราะมันกลายมาเป็ภัยสำหรับเราได้ สุดท้ายผมเลยมาลงเอยที่เกมแนวนี้ คือแนวแอ็คชันเล่นตามบทบาท ARPG (Action role-playing game) ซึ่งอยู่ในโลกที่เปิดกว้าง (Open World) ดำเนินตามเนื้อเื่แบบแฟนตาซี ผมคิดว่าผมเหมาะกับเกมแบบนี้ที่สุดแล้วล่ะ ก็เลยลองเล่นมาเรื่อย ๆ และแล้วผมก็ได้รู้ถึงความพิเศษของเกมแนวนี้ที่มากกว่าแนวอื่น ๆ นั่นก็คือ ในขณะที่เกมแนวอื่นต้องเล่นออนไลน์ด้วยกันกับคนอื่น ๆ เพราะมีผู้เล่นจำนวนมากจึงต้องมีผู้พัฒนา (Game Developer) ที่คอยรับฟังความคิดเห็นของผู้เล่นและต้องดูทิศทางตลาดอยู่ตลอดเวลาทำให้กระบวนการปรับเปลี่ยนไม่เคยสามารถขาดมนุษย์ที่ต้องดูความเหมาะสมแต่ละ่ไปได้เลย แต่กับแนวเกมที่เล่นคนเดียวไม่ต้องมีคนอื่นมาเกี่ยวข้องแบบที่ผมเล่นอยู่นี้สามารถถูกออกแบบโดยระบบของ The NeT ได้เลยเต็มที่ ระบบจะวิเคราะห์อิงจากเพศ อายุ ประวัติความชอบไม่ชอบที่ผ่านมา ฯลฯ ผนวกกับข้อมูลไอเดียเนื้อหาเกมทั้งหมดั้แ่เมื่อ 300 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน นำมาประมวลผลสร้างเป็เกมที่เหมาะสมและเฉพาะตัวสำหรับผู้เล่นคนนั้น ๆ มันก็เลยทำให้มีผู้เล่นเกมแนวนี้ในโลกของเน็ตไม่น้อยเลยสำหรับผู้เล่นที่ชอบความเป็ส่วนตัว (แต่ค่าบริการก็แพงกว่าเกมอื่น ๆ พอสมควร) การใช้บริการประมวลผลโดยตรงของ The NeT สำหรับความบันเทิงที่เป็ส่วนตัวนี้ยังถูกนำไปใช้กับความบันเทิงประเภทอื่น ๆ ด้วย เช่น การจำลองการโต้คลื่น, การจำลองการแข่งด้วยพาหนะต่าง ๆ , การจำลองการเดินป่า หรือแม้กระทั่งการจำลองคนดังในอดีตให้กลับมาในโลกแห่งเน็ตเพื่อคุณจะได้ใกล้ชิดกับพวกเขา เป็ต้น เพราะความหลากหลายที่ The NeT ทำได้มันเลยทำให้ฐานผู้ใช้งานแบบส่วนตัวมีจำนวนมากเลยทีเดียว และที่แจ๋วสุด ๆ สำหรับแนวเกมที่ผมเล่นเนี่ย ถ้าใครชนะระดับ ‘พิชิต’ ในโหมดความยากที่สุดและสมจริงได้ ตัวระบบก็จะมีรางวัลพิเศษให้ด้วย ผมรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ? ก็เพราะผมเล่นเกมแนวนี้มาเป็เวลาสองปีกว่า ๆ จนในที่สุดเมื่อปิดเทอมของเทอมที่แล้วผมก็พิชิตในโหมดยากที่สุดสมจริงได้ยังไงล่ะ
ถ้าลองสำรวจดู คนที่ชนะได้แบบนี้มีจำนวนไม่มากนักในโลกแห่งเน็ตและโลกความจริง ผมคาดว่าน่าจะมีแค่ประมาณ 0.05% เห็นจะได้ถ้าเทียบกับจำนวนคนที่เล่นเกมแนวนี้และรวมผู้ใช้บริการความบันเทิงที่เป็ส่วนตัวทั้งหมด (เพราะความบันเทิงบางอย่างแม้จะไม่ใช่เกมโดยตรง แต่ตัวระบบก็นับว่าเป็เกมที่ต้องเอาชนะให้ได้ด้วย) รางวัลที่ได้ก็จะแตกต่างไปตามเนื้อเื่ธีม (Theme) ของแต่ละคนและจะมีการสุ่มรางวัลแต่ละเกมไม่มีการตายตัว (แต่จะคงเดิมในเกมที่สุ่มรางวัลออกมาแล้ว จะไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าจะรีเซ็ตเกมใหม่) รางวัลอาจจะเป็ฟังค์ชันพิเศษที่ได้รับ, ความสามารถ (Skill) ที่แตกต่าง, สิทธิในการใช้บริการใด ๆ ในโลกแห่งเน็ตหรือโลกแห่งความจริงได้ฟรีหรือมีส่วนลด, หรือไอเทมที่มีหนึ่งเดียวในเน็ต, แม้กระทั่งสิทธิได้เรียนต่อฟรีจนจบปริญญาเอกก็ยังมีคนเคยได้มาแล้ว (ออกข่าวดังเชียวล่ะ) ทุกอย่างมันก็เป็ไปได้ถ้ามีผู้สนับสนุน ผู้ทำโปรโมชั่น หรือนายทุนใจดีที่คอยออกทุนแบ่งปันแก่คนอื่น ๆ ทำให้สิ่งเหล่านี้ยังคงดำเนินไปสำหรับเป็ความหวังลึก ๆ ในใจผู้คน ให้พยายามออกไขว่คว้าค้นหารางวัลที่ทำให้ตัวเองได้มีสิทธิพิเศษในชีวิตกันต่อไป แล้วสำหรับรางวัลที่ผมได้รับมาเมื่อปิดเทอมที่แล้วคืออะไรน่ะเหรอ? ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักหรอก มันก็แค่สิทธิในการเลือกสร้างตัวละครผู้ร่วมทางในแบบของตัวเอง สำหรับการเดินทางผจญภัยในโหมดยากที่สุดและสมจริงครั้งต่อไปนั่นเอง (..เอ่อ..ความจริงแล้วจะเป็โหมดความยากง่ายแค่ไหนก็ได้) รางวัลนี้อาจไม่สำคัญกับคนอื่น แต่มันก็มีผลทางใจกับผมเป็อย่างมาก (ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็การพิชิตสำเร็จได้ครั้งแรกด้วย) ผมใช้เวลาเลือกและออกแบบทีละนิดทีละหน่อยเป็เดือน ๆ ยาวมาจนถึงปิดเทอมครั้งปัจจุบัน (ต้องเลือกดี ๆ เพราะตัดสินใจเสร็จสิ้นการสร้างได้เพียงครั้งเดียว จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีก) ผมรู้สึกพอใจในรางวัลที่ได้รับ และตอนนี้ผมก็กำลังจะเข้าไปร่วมผจญภัยอีกครั้งกับผู้ที่เป็รางวัลของผมนั่นเอง
เครื่องเชื่อมต่อรูปทรงหกเหลี่ยมเช็คระบบเสร็จและพร้อมทำงาน หน้าจอเมนูในแว่นตา VR ถูกเลือกปลายทางไปที่เกมโหมดยากสุดและสมจริงซึ่งมีสถานะกำลังทำงานอยู่
“เชื่อมต่อ” วาจาถูกเอ่ยขึ้นหลังจากกรอกรหัสผ่านเสร็จ ประตูโลกแห่งเน็ตได้ถูกเปิดออก ภาพที่เห็นตอนนี้คล้ายกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่อุโมงแห่งแสงหลากสี จนกระทั่งถึงปลายทางแสงได้จ้าออกจนไม่อาจมองสิ่งรอบข้างเห็น
ไนท์ได้เชื่อมต่อเข้าสู่โลกแห่งการผจญภัยของเขาแล้ว…
เด็กหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่า… ในอนาคต เขาจะต้องเข้าไปพัวพันสู่การต่อสู้ครั้งสำคัญที่จะมีชะตาของมนุษยชาติและโลกใบนี้เป็นเดิมพัน….