ขณะที่มือเรียวของเทพีน้ำค้างเหมันต์กำลังจะดึงบานประตูเข้ามาปิด แขนแข็งแรงของเขาก็ยื่นมาขวาง พร้อมกับคว้ามือนางเอาไว้ทันที
ัันั้นไม่รุนแรง แต่กลับทำให้หัวใจนางสั่นไหววูบวาบ “นี่…ข้าเป็อะไรไป” นางเผลอคิดในใจ ดวงหน้าเริ่มร้อนผ่าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเอ่ยถามออกไปเสียงแ่ “มีเื่อันใดหรือ…ถึงต้องจับมือข้าไว้เช่นนี้”
ภูติแห่งลมจ้องลึกเข้าไปภายในดวงตาของนาง แววตาเขาใสซื่อ แต่ก็ซ่อนความอยากรู้อย่างบริสุทธิ์ “ศิษย์ท่าน…อายุสามพันกว่าปีแล้ว แล้วท่านเล่า อายุเท่าใดกันแน่”
คำถามนั้นตรงไปตรงมาจนทำเอาเทพีน้ำค้างเหมันต์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง
“สิบแปด…” นางตอบสั้นๆ พลางรีบสะบัดมือออก ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่าประหลาด ก่อนจะดึงประตูปิดดัง โครม! ทิ้งเขาไว้ข้างนอก
ภายในตำหนัก เทพฟ้าดินที่นอนกลิ้งอยู่บนฟูกถึงกับหัวเราะเบาๆ พลางคิดในใจเมื่อได้ยินเสียงประตูดังสนั่น “ฮึๆ…ท่านอาจารย์… คงยังไม่รู้ตัวสินะว่าหัวใจของท่าน เริ่มหวั่นไหวเสียแล้ว”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยืนพิงบานประตู ยกมือขึ้นมาทาบอก ความร้อนวูบวาบบนใบหน้ายังไม่จางหาย หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้าศัตรูเสียอีก นางพยายามสูดลมหายใจลึกๆ แต่ก็ไม่อาจสงบลงได้
“แค่คำถามง่ายๆ เหตุใดข้าต้องหวั่นไหวถึงปานนี้เล่า…”
นอกประตู ภูติแห่งลมยังคงยืนนิ่ง มองท้องฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยดวงดาว แต่ในใจเขาก็พร่ำถามตัวเองเช่นกันว่า เหตุใดรอยยิ้มและดวงตาคู่นั้นถึงทำให้ใจข้าสั่นไหวได้ถึงเพียงนี้…
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องในยามเช้า ดุจผืนผ้าแพรสีทองคลี่คลุมไปทั่วทั้งดินแดน ความอบอุ่นอันละมุนเริ่มโอบกอดทุกชีวิตให้พลันตื่นลืมตาขึ้นมา ด้วยความสดชื่นและมีชีวิตชีวา
เทพีน้ำค้างเหมันต์และเทพฟ้าดินก้าวออกจากตำหนักด้วยอาภรณ์อันพลิ้วไหว งามสง่าดุจเทพธิดา แสงแดดอ่อนๆในยามเช้าเมื่อต้องผิวกายอันขาวเนียนนวล ก็พลันเปล่งประกายราวเกล็ดน้ำแข็งที่ต้องแสงตะวัน ช่างงดงามจนยากจะละสายตา แม้ได้มองเพียงครู่เดียว
เบื้องหน้า ภูติแห่งลมยืนรออยู่แล้ว เขาเงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นนางทั้งสอง ปลายตาอ่อนโยนจับจ้อง พลางเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
“นายหญิงทั้งสอง...กำลังจะออกเดินทางหรือ” เสียงทุ้มละมุนของเขาดังขึ้นอย่างนุ่มนวล
“ใช่” เทพีน้ำค้างเหมันต์เอ่ยเพียงสั้นๆ แต่แววตาสีฟ้าครามของนางกลับเรืองประกายเย็นเยียบ ทว่าในความเย็นนั้นกลับแฝงประกายลึกล้ำที่สะกดใจผู้มองยิ่งนัก
ภูติแห่งลมสูดหายใจลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เช่นนั้น... ข้าจะติดตามไปกับท่านทั้งสอง เพื่อคุ้มกันความปลอดภัย”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ปรายตากับศิษย์สาวของตนเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนเรียวปาก ก่อนนางจะตอบเสียงอ่อนโยน “เอาเถอะ หากเ้าประสงค์จะตามมาจริงๆ ข้าก็มิอาจห้าม”
คำตอบนั้นทำให้ภูติแห่งลมยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ใบหน้าของเขาแดงเรื่อเล็กน้อย แต่แววตากลับมุ่งมั่นไม่แปรผัน “นายหญิง ข้าจะนำทางให้ท่านเอง”
เทพฟ้าดินแอบชำเลืองมองภูติแห่งลมแล้วหันมากระซิบที่ข้างหูอาจารย์ “อาจารย์... ข้าว่าภูติแห่งลมผู้นี้ แววตากรุ้มกริ่มชอบกล ไม่แน่นะ เขาอาจคิดไม่ดีกับท่านก็ได้ จะให้ข้าจัดการเขาเลยไหม”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ส่ายหน้าน้อยๆ ตอบกลับด้วยเสียงเบาแฝงตำหนิ “เขาตั้งใจจะช่วยเรา ก็ดีอยู่แล้ว เ้าจะไปจัดการอะไรกับเขาเล่า”
ทว่าเทพฟ้าดินกลับหัวเราะเบาๆ พร้อมเอียงใบหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด “หึ... ข้ารู้แล้วนะ… ว่าท่านก็คิดไม่ดีกับเขาเช่นกัน ใช่หรือไม่...”
คำกระซิบนั้นทำเอาเทพีน้ำค้างเหมันต์ถึงกับชะงัก นางหันขวับมามองด้วยดวงตาสั่นไหว ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นทันที “เงียบไปเลยนะ เ้าน่ะจะไปรู้อะไร”
เสียงตำหนิแม้จะเด็ดขาด แต่กริยาที่แสดงออกมากลับอ่อนหวาน แสดงให้เห็นถึงความลับในใจ ที่นางพยายามปิดบังไว้ พลันสะท้อนออกมาในท่าทีที่ไม่อาจปกปิดได้...
เพียงครึ่งชั่วยาม ทั้งสามก็ย่างก้าวเข้าสู่ อาณาเขตทางทิศใต้ไม่ไกลจากสำนัก… พวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าอุโมงลึกที่อยู่ใกล้กับต้นตาลคู่ และนี่ก็คือทางเข้า “หมู่บ้านใต้พิภพ” ที่ซ่อนตัวอยู่หลังอุโมงค์หินนี้
พวกเขาพากันเดินเข้าไปในอุโมงค์อย่างระมัดระวัง กลิ่นไอแร่ธาตุวิเศษอบอวลเคล้ากับความมืดสลัวรอบกาย แต่เมื่อพ้นปลายอุโมงค์ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏกลับน่าตื่นตะลึง ราวกับโลกอีกใบ
ท้องฟ้าจำลองเรืองรองแสงสีครามระยิบระยับดุจดวงดาวในห้วงรัตติกาล หมอกสีเงินคลี่คลุมไปทั่วหมู่บ้าน สร้างบรรยากาศลี้ลับน่าพิศวง ทุกสายตาของชาวบ้านจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความหวาดระแวง เทพีน้ำค้างเหมันต์เดินเข้าไปถามหญิงชราผู้หนึ่ง “ท่านผู้เฒ่าบัดนี้เวลาเท่าใดแล้ว” หญิงชราผู้นั้นตอบมาด้วยความประหม่า “ตะ…ตะตี 5”
“ในมิติของหมู่บ้านแห่งนี้น่าจะมีห้วงเวลาต่างจากภายนอกประมาณ 2 ชั่วยาม” นางรำพึงขึ้นมาภายในใจ
ไม่นานนัก “เทพพายัพ” หัวหน้าหมู่บ้านและอดีตศิษย์สำนักเทพอัสนีย์ ก็ก้าวออกมาต้อนรับ เขาโค้งคำนับเทพฟ้าดินด้วยแววตาเปี่ยมความเคารพ
“อาจารย์...” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยแต่แน่วแน่ “ข้าคือเทพพายัพ ศิษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ใต้การสั่งสอนของท่าน แต่เพราะเกรงโทษทัณฑ์ที่ข้าได้แอบขโมยคัมภีร์ลับมาฝึก และถูกจับได้ ข้าจึงหนีมาสร้างเมืองใต้พิภพแห่งนี้ขึ้น พร้อมก่อตั้งกองกำลังเทพกว่า สองพันคน แต่ละคนล้วนไม่ต่ำกว่าระดับเทพราชัน เพื่อปกป้องผู้คนและขุมทรัพย์ที่เราขุดค้นพบ”
เมื่อได้ฟังเื่ราว เทพีน้ำค้างเหมันต์ คลี่ยิ้มอ่อนโยน แต่แฝงด้วยแววตำหนิที่นุ่มนวล “เ้าช่างมีความสามารถ... แต่พึงจำไว้ พลังจากแร่ธาตุอาจทำให้เ้าแข็งแกร่งเพียงเปลือกนอก หากปราณภายในยังอ่อนด้อย ยามเผชิญศัตรูที่มีความแข็งแกร่ง เ้าอาจพบกับความยากลำบาก อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้”
เทพฟ้าดินเอ่ยเสริม น้ำเสียงเรียบนิ่งดุจฟ้าคำรณ “การฝึกตนที่แท้จริง ต้องหยัดยืนด้วยสองขาของตนเอง มิใช่ยึดเพียงสิ่งภายนอก หากเ้าจำถ้อยคำนี้ได้ แสดงว่าเ้ายังมิได้ลืมคำสอนของข้าไปเสียสิ้น”
คำพูดนั้นทำให้เทพพายัพนิ่งงันไป แววตาเขาฉายความขัดแย้ง ระหว่าง ความภักดีเก่าแก่ต่อสำนัก กับ ความห่วงใยลึกซึ้งต่อหมู่บ้าน ที่เขาเฝ้าสร้างมาด้วยเืเนื้อและหัวใจ เขาคำนับตอบด้วยสีหน้าฝืนสงบ แต่ในแววตากลับอัดแน่นด้วยพันธนาการของสองสิ่งนี้