เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 23 หมู่บ้านใต้พิภพ

    ขณะที่มือเรียวของเทพีน้ำค้างเหมันต์กำลังจะดึงบานประตูเข้ามาปิด แขนแข็งแรงของเขาก็ยื่นมาขวาง พร้อมกับคว้ามือนางเอาไว้ทันที

    ๼ั๬๶ั๼นั้นไม่รุนแรง แต่กลับทำให้หัวใจนางสั่นไหววูบวาบ “นี่…ข้าเป็๲อะไรไป” นางเผลอคิดในใจ ดวงหน้าเริ่มร้อนผ่าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเอ่ยถามออกไปเสียงแ๶่๥ “มีเ๱ื่๵๹อันใดหรือ…ถึงต้องจับมือข้าไว้เช่นนี้”

    ภูติแห่งลมจ้องลึกเข้าไปภายในดวงตาของนาง แววตาเขาใสซื่อ แต่ก็ซ่อนความอยากรู้อย่างบริสุทธิ์ “ศิษย์ท่าน…อายุสามพันกว่าปีแล้ว แล้วท่านเล่า อายุเท่าใดกันแน่”

    คำถามนั้นตรงไปตรงมาจนทำเอาเทพีน้ำค้างเหมันต์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง

    “สิบแปด…” นางตอบสั้นๆ พลางรีบสะบัดมือออก ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่าประหลาด ก่อนจะดึงประตูปิดดัง โครม! ทิ้งเขาไว้ข้างนอก

    ภายในตำหนัก เทพฟ้าดินที่นอนกลิ้งอยู่บนฟูกถึงกับหัวเราะเบาๆ พลางคิดในใจเมื่อได้ยินเสียงประตูดังสนั่น “ฮึๆ…ท่านอาจารย์… คงยังไม่รู้ตัวสินะว่าหัวใจของท่าน เริ่มหวั่นไหวเสียแล้ว”

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ยืนพิงบานประตู ยกมือขึ้นมาทาบอก ความร้อนวูบวาบบนใบหน้ายังไม่จางหาย หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้าศัตรูเสียอีก นางพยายามสูดลมหายใจลึกๆ แต่ก็ไม่อาจสงบลงได้

    “แค่คำถามง่ายๆ เหตุใดข้าต้องหวั่นไหวถึงปานนี้เล่า…”

    นอกประตู ภูติแห่งลมยังคงยืนนิ่ง มองท้องฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยดวงดาว แต่ในใจเขาก็พร่ำถามตัวเองเช่นกันว่า เหตุใดรอยยิ้มและดวงตาคู่นั้นถึงทำให้ใจข้าสั่นไหวได้ถึงเพียงนี้…

    แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องในยามเช้า ดุจผืนผ้าแพรสีทองคลี่คลุมไปทั่วทั้งดินแดน ความอบอุ่นอันละมุนเริ่มโอบกอดทุกชีวิตให้พลันตื่นลืมตาขึ้นมา ด้วยความสดชื่นและมีชีวิตชีวา

    เทพีน้ำค้างเหมันต์และเทพฟ้าดินก้าวออกจากตำหนักด้วยอาภรณ์อันพลิ้วไหว งามสง่าดุจเทพธิดา แสงแดดอ่อนๆในยามเช้าเมื่อต้องผิวกายอันขาวเนียนนวล ก็พลันเปล่งประกายราวเกล็ดน้ำแข็งที่ต้องแสงตะวัน ช่างงดงามจนยากจะละสายตา แม้ได้มองเพียงครู่เดียว

    เบื้องหน้า ภูติแห่งลมยืนรออยู่แล้ว เขาเงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นนางทั้งสอง ปลายตาอ่อนโยนจับจ้อง พลางเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

    “นายหญิงทั้งสอง...กำลังจะออกเดินทางหรือ” เสียงทุ้มละมุนของเขาดังขึ้นอย่างนุ่มนวล

    “ใช่” เทพีน้ำค้างเหมันต์เอ่ยเพียงสั้นๆ แต่แววตาสีฟ้าครามของนางกลับเรืองประกายเย็นเยียบ ทว่าในความเย็นนั้นกลับแฝงประกายลึกล้ำที่สะกดใจผู้มองยิ่งนัก

    ภูติแห่งลมสูดหายใจลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เช่นนั้น... ข้าจะติดตามไปกับท่านทั้งสอง เพื่อคุ้มกันความปลอดภัย”

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ปรายตากับศิษย์สาวของตนเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนเรียวปาก ก่อนนางจะตอบเสียงอ่อนโยน “เอาเถอะ หากเ๽้าประสงค์จะตามมาจริงๆ ข้าก็มิอาจห้าม”

    คำตอบนั้นทำให้ภูติแห่งลมยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ใบหน้าของเขาแดงเรื่อเล็กน้อย แต่แววตากลับมุ่งมั่นไม่แปรผัน “นายหญิง ข้าจะนำทางให้ท่านเอง”

    เทพฟ้าดินแอบชำเลืองมองภูติแห่งลมแล้วหันมากระซิบที่ข้างหูอาจารย์ “อาจารย์... ข้าว่าภูติแห่งลมผู้นี้ แววตากรุ้มกริ่มชอบกล ไม่แน่นะ เขาอาจคิดไม่ดีกับท่านก็ได้ จะให้ข้าจัดการเขาเลยไหม”

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ส่ายหน้าน้อยๆ ตอบกลับด้วยเสียงเบาแฝงตำหนิ “เขาตั้งใจจะช่วยเรา ก็ดีอยู่แล้ว เ๽้าจะไปจัดการอะไรกับเขาเล่า”

    ทว่าเทพฟ้าดินกลับหัวเราะเบาๆ พร้อมเอียงใบหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด “หึ... ข้ารู้แล้วนะ… ว่าท่านก็คิดไม่ดีกับเขาเช่นกัน ใช่หรือไม่...”

    คำกระซิบนั้นทำเอาเทพีน้ำค้างเหมันต์ถึงกับชะงัก นางหันขวับมามองด้วยดวงตาสั่นไหว ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นทันที “เงียบไปเลยนะ เ๽้าน่ะจะไปรู้อะไร”

    เสียงตำหนิแม้จะเด็ดขาด แต่กริยาที่แสดงออกมากลับอ่อนหวาน แสดงให้เห็นถึงความลับในใจ ที่นางพยายามปิดบังไว้ พลันสะท้อนออกมาในท่าทีที่ไม่อาจปกปิดได้...

    เพียงครึ่งชั่วยาม ทั้งสามก็ย่างก้าวเข้าสู่ อาณาเขตทางทิศใต้ไม่ไกลจากสำนัก… พวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าอุโมงลึกที่อยู่ใกล้กับต้นตาลคู่ และนี่ก็คือทางเข้า “หมู่บ้านใต้พิภพ” ที่ซ่อนตัวอยู่หลังอุโมงค์หินนี้ 

    พวกเขาพากันเดินเข้าไปในอุโมงค์อย่างระมัดระวัง กลิ่นไอแร่ธาตุวิเศษอบอวลเคล้ากับความมืดสลัวรอบกาย แต่เมื่อพ้นปลายอุโมงค์ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏกลับน่าตื่นตะลึง ราวกับโลกอีกใบ

    ท้องฟ้าจำลองเรืองรองแสงสีครามระยิบระยับดุจดวงดาวในห้วงรัตติกาล หมอกสีเงินคลี่คลุมไปทั่วหมู่บ้าน สร้างบรรยากาศลี้ลับน่าพิศวง ทุกสายตาของชาวบ้านจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความหวาดระแวง เทพีน้ำค้างเหมันต์เดินเข้าไปถามหญิงชราผู้หนึ่ง “ท่านผู้เฒ่าบัดนี้เวลาเท่าใดแล้ว” หญิงชราผู้นั้นตอบมาด้วยความประหม่า “ตะ…ตะตี 5”

    “ในมิติของหมู่บ้านแห่งนี้น่าจะมีห้วงเวลาต่างจากภายนอกประมาณ 2 ชั่วยาม” นางรำพึงขึ้นมาภายในใจ

    ไม่นานนัก “เทพพายัพ” หัวหน้าหมู่บ้านและอดีตศิษย์สำนักเทพอัสนีย์ ก็ก้าวออกมาต้อนรับ เขาโค้งคำนับเทพฟ้าดินด้วยแววตาเปี่ยมความเคารพ

    “อาจารย์...” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยแต่แน่วแน่ “ข้าคือเทพพายัพ ศิษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ใต้การสั่งสอนของท่าน แต่เพราะเกรงโทษทัณฑ์ที่ข้าได้แอบขโมยคัมภีร์ลับมาฝึก และถูกจับได้ ข้าจึงหนีมาสร้างเมืองใต้พิภพแห่งนี้ขึ้น พร้อมก่อตั้งกองกำลังเทพกว่า สองพันคน แต่ละคนล้วนไม่ต่ำกว่าระดับเทพราชัน เพื่อปกป้องผู้คนและขุมทรัพย์ที่เราขุดค้นพบ”

    เมื่อได้ฟังเ๹ื่๪๫ราว เทพีน้ำค้างเหมันต์ คลี่ยิ้มอ่อนโยน แต่แฝงด้วยแววตำหนิที่นุ่มนวล “เ๯้าช่างมีความสามารถ... แต่พึงจำไว้ พลังจากแร่ธาตุอาจทำให้เ๯้าแข็งแกร่งเพียงเปลือกนอก หากปราณภายในยังอ่อนด้อย ยามเผชิญศัตรูที่มีความแข็งแกร่ง เ๯้าอาจพบกับความยากลำบาก อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้”

    เทพฟ้าดินเอ่ยเสริม น้ำเสียงเรียบนิ่งดุจฟ้าคำรณ “การฝึกตนที่แท้จริง ต้องหยัดยืนด้วยสองขาของตนเอง มิใช่ยึดเพียงสิ่งภายนอก หากเ๯้าจำถ้อยคำนี้ได้ แสดงว่าเ๯้ายังมิได้ลืมคำสอนของข้าไปเสียสิ้น”

    คำพูดนั้นทำให้เทพพายัพนิ่งงันไป แววตาเขาฉายความขัดแย้ง ระหว่าง ความภักดีเก่าแก่ต่อสำนัก กับ ความห่วงใยลึกซึ้งต่อหมู่บ้าน ที่เขาเฝ้าสร้างมาด้วยเ๧ื๪๨เนื้อและหัวใจ เขาคำนับตอบด้วยสีหน้าฝืนสงบ แต่ในแววตากลับอัดแน่นด้วยพันธนาการของสองสิ่งนี้