38 2-2
ตอนที่ 56 คมหนามสีดำทมิฬ
เสียงร้องตะโกนแหบแห้งของเหลิงเจียวเหนียง แผดดังฝังลึกกระแทกถึงใจของเหลิงหยุนเจียว ระดับสุ้มเสียงยามนี้ฟังแล้วอ่อนแรงคล้ายจวนเจียนจะไม่สามารถประคองสติได้ไหวแล้ว
เหลิงหยุนเจียวจึงช่วยตบแผ่นหลังให้แก่เขาอย่างแผ่วเบา หวังเพื่อปลอบประโลมจิตใจให้ดีขึ้น และเมื่อถอนสายตามองไปเบื้องล่างอีกครั้ง ก็ไร้ซึ่งวี่แววของชายชุดคลุมสีดำผู้นั้นเสียแล้ว
ชายในชุดคลุมสีดำปริศนาเมื่อสักครู่ เพิ่งจะเห็นผ่านตาไปหยกๆ ทุกครั้งที่มีปริศนาลึกลับคราใด มักจะข้องเกี่ยวกับโม่เฉินหยวนเสมอ หรือคราวนี้ก็เช่นกัน?
ดูเหมือนการคาดคะเนเช่นนี้จะมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงมาก หากจุดประสงค์แท้จริงของเขาที่ยอมร่วมเดินทางติดตามมาพร้อมกับนางถึงที่นี่ ทั้งหมดเพราะหมายมั่นหวังจะได้ครอบครองหินพระธาตุปฐพี? และหากเป็นดั่งที่สันนิษฐานจริง เจ้าหมอนั่นเองก็คงอต้องยู่ที่นี่แล้วเช่นกัน
เหลิงเจียวเหนียงที่นอนโทรมซบอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ เงยหน้ามองขึ้นมาพร้อมน้ำเสียงแหบแห้งที่เปล่งดังขึ้นเล็กน้อย
“แม่จ๋า พี่หลานถามว่าลุงโม่หายไปที่ใด?”
ได้ยินคำถามเช่นนั้น นางกลับไม่ตอบทันที เหลิงหยุนเจียวเอาแต่มุ่งความสนใจจับจ้องอยู่ที่พื้นเบื้องล่าง และทันใดนั้นเอง นางก็พบเข้ากับโพรงหลุมขนาดพอดีร่างมนุษย์แห่งหนึ่งอำพรางอยู่บนผืนดิน
ค้นพบดังนั้น เหลิงหยุนเจียวจึงรีบร้องแจ้งให้จ้าวอินทรีครามรู้ทันที
แต่ขณะที่จ้าวอินทรีครามกำลังถลาลมร่อนลงที่จุดนั้น มันกลับถูกเสาดินแข็งจำนวนนับหลายสิบเสา พุ่งขึ้นสกัดขัดขวางไว้อย่างรวดเร็ว
“แม่จ๋า นี่เรากำลังจะบินลงไปหาผู้ใดรึ?”
จ้าวอินทรีครามเองก็เปล่งเสียงกู่ร้องคำราม เหลิงเจียวเหนียงผู้รับหน้าที่ส่งสาสน์ รีบแปลให้เหลิงหยุนเจียวฟังโดยไว
“พี่หลานบอกว่า พวกเราไม่สามารถร่อนลงที่จุดนั้นได้ มีบางสิ่งอย่างหลบซ่อนอยู่เบื้องล่าง และสิ่งนั้นดูเหมือนจะกำลังหงุดหงิดยิ่งนัก หากยังฝืนที่จะบินลงไปอีก ครานี้มันคงจะกระหน่ำโจมตีเราอย่างไม่มีปราณีเป็นแน่แท้”
พินิจกวาดมองเสาดินแท่งใหญ่หนาที่สิบร้อยที่พวยพุ่ง พยายามสกัดมิให้จ้าวอืนทรีครามสยายปีกร่อนลง ชั่วอึดใจต่อมา เหลิงหยุนเจียวจึงตัดสินใจได้ทันที กล่าวน้ำเสียงดังสั่งการอย่างเด็ดขาดว่า
“จ้าวอินทรีคราม ข้าขอฝากลูกชายไว้กับท่านก่อน ข้าจะลงไปสำรวจดูสักหน่อย!”
เหตุผลสำคัญที่ทำให้จ้าวอินทรีครามบินถลาบนฟากฟ้ามาช่วยเหลือเหลิงเจียวเหนียง ไม่ว่าจะเป็นครั้งนี้หรือครั้งก่อน มีหรือที่เหลิงหยุนเจียวจะไม่ทราบ หลังจากครุ่นคิดทบทวนอยู่หลายตลบ นางก็ค้นพบว่า อีกฝ่ายต้องการบางสิ่งบางอย่างในตัวของบุตรชายตน
“หากเจ้าปกป้องลูกชายของข้าให้ปลอดภัยไร้บาดแผลแม้เพียงเล็กน้อยแล้ว ข้ารับปากจะลองกลับไปคิดทบทวนเรื่องทำพันธะสัญญาที่ท่านร้องขอก่อนหน้าดูสักครา”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น รูม่านตาสีทองประกายของจ้าวอินทรีครามก็ถึงกับเบิกโพลงด้วยความตะลึงงัน ปรากฏว่า สตรีมนุษย์นางนี้กลับล่วงรู้ถึงจุดประสงค์ของมันแต่แรกแล้ว!
สิ้นเสียงกล่าวจบ นางก็ทิ้งตัวกระโดดลงไปเบื้องล่างทันที
สองเท้าสองมือประทับภาคพื้นลงถึงปฐพีอย่างปลอดภัย นางเร่งเร้าลมปราณสุดขีด ออกตัววิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ต่อเนื่องยาวไปจนถึงทางเข้าโพรงถ้ำแห่งนั้น
ระหว่างนั้น ยังมีบางคราที่จู่ๆเสาหินเสาดินนับหลายสิบก็ได้พวยพุ่งจู่โจมขึ้นจากผืนดิน หวังจะหยุดการเคลื่อนไหวของนาง แต่ท้ายที่สุด ด้วยทักษะความคล่องแคล่วว่องไวที่มี เหลิงหยุนเจียวก็สามารถเลี่ยงหลบได้อย่างช่องชำนาญ
แต่ในยามนี้ ดูเหมือนความถี่ของเสาหินเสาดินที่พวยพุ่งโจมตีเข้าใส่จะช้าลงบ้างแล้ว สันนิษฐานได้ว่า ไป๋ซือหมิงจักต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อยับยั้งมันอยู่
ส่วนชายชุดคลุมสีดำปริศนาผู้นั้น การที่อีกฝ่ายสามารถหนีรอดจากเงื้อมมือของสัตว์อสูรระดับเก้าได้เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่า ระดับพลังลมปราณของเขาไม่ควรจะต่ำตมแต่อย่างใด
ในด้านทักษะความสามารถของไป๋ซือหมิง นางเองก็มีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับเขาอยู่พักหนึ่ง พลังต่อสู้ของเขานั้นนับว่าไม่ควรดูถูกเช่นกัน
แต่กลับไม่รู้เลยว่า เขาจะสามารถกำราบหินพระธาตุปฐพีได้หรือไม่?
“วูบบบ!!”
“วูบบ วูบบบ!!”
เสียงเสาหินเสาดินนับหลายสิบพุ่งทะลวงฉีกห้วงอากาศดังวูบวาบ เฉียดร่างของเหลิงหยุนเจียวไปอย่างหวุดหวิด ท่ามกลางเส้นทางเบื้องหน้าของนางยามนี้ ล้วนเต็มไปด้วยภัยอันตรายนับไม่ถ้วน
ทันใดนั้นเอง ก็มีคมหนามเรียวยาวสีดำทมิฬพุ่งทะลุขึ้นจากผืนดินใต้ฝ่าเท้า เข้าโจมตีใส่นางฉับพลันประหนึ่งอสรพิษร้าย
เสี้ยวพริบตาพลันตอบสนองว่องไว เหลิงหยุนเจียวดีดตัวกระโดดถอยหลบประหนึ่งสายฟ้า ชักแส้อสรพิษเพลิงเข้าปะทะตอบโต้ พัลวันเป็นเกลียวกับคมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้น
“แม่จ๋า ข้างหลัง!”
เสียงเตือนประโยคนั้นเปล่งดังฟังชัด เหลิงเจียวเหนียงร้องตะโกนเรียกผู้เป็นแม่ด้วยความตกใจ ส่งผลให้เหลิงหยุนเจียวรีบหันศีรษะย้อนมองอย่างรวดเร็ว
คมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้นถูกเชือกสีทองอร่ามพุ่งสกัดไว้กลางอากาศ เสมือนกับว่าคมหนามเหล่านั้นมีชีวิต เมื่อสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายจากเชือกสีทองอร่ามสายนี้ พวกมันได้พยายามดิ้นทุรนทุรายเพื่อหนีออกไป
“แกรก!”
“แกรก!”
“....”
ปรากฏเสียงกรอบแตกดังต่อเนื่อง คมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้นสูญสิ้นพลังชีวิต กลับกลายเป็นเพียงแค่กิ่งไม้แห้งเฉาที่ถูกบดขยี้จนแตกเป็นเสี่ยงๆทีละเล็กละน้อย เหลือเพียงเศษซากไม้ที่ตายแล้วร่วงเกลื่อนเต็มผืนดิน
นั่นหาใช่ใดอื่น แต่เป็นเชือกพันธนาการวิญญาณที่สวมอยู่บนข้อมือของเหลิงหยุนเจียว ยามนี้แปรสภาพกลายเป็นเชือกยาวคล้ายแส้อีกเส้น
นางเกือบจะลืมไปแล้วว่า ยังมีเจ้าสิ่งนี้พกติดตัวอยู่ด้วย
โชคดีนักที่มีมันอยู่ มิฉะนั้น ป่านนี้นางคงถูกคมหนามสีดำทมิฬเหล่านั้นลอบโจมตีได้สำเร็จแล้ว
นางลูบเส้นด้ายสีทองที่ผูกมัดบริเวณข้อมือเล็กน้อย ยิ้มกล่าวชื่มชมเสียงเบาว่า
“ขอบใจมาก”
เชือกพันธนาการวิญญาณเส้นนั้นรัดตัวกระชับเบาๆและคลายออกทีหนึ่ง ราวกับกำลังตอบสนองต่อคำขอบคุณของนาง
แต่ขณะเดียวกัน ก็มีสุ้มเสียงของเหลิงเจียวเหนียงที่ร้องตะโกนลงมาจากบนฟากฟ้าอีกครา
“แม่จ๋า! ยามนี้ท่านถูกคมหนามสีดำทมิฬล้อมไว้หมดแล้ว! จะให้บินลงไปรับเลยหรือไม่?”
เหลิงหยุนเจียวทอดสายตามองตรงออกไป นางจะวิ่งถึงโพลงถ้ำก่อน หรือจะถูกคมหนามเหล่านี้จับตัวไว้ได้ก่อนกัน?
แต่หากตัดสินใจถอนตัวตอนนี้ ไป๋ซือหมิงอาจจะตกอยู่ในอันตรายก็เป็นได้
ทางเข้าโพลงถ้ำตรงหน้าอยู่ไม่ไกลแล้วก็จริง แต่คมหนามเหล่านี้ก็เคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่านางมากนัก