คำพูดแต่ละคำของนายหญิงเฉินที่ว่า“เจ้าคู่ควรหรือ” ทำให้ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีแดง
ไป๋ฝูฉวีโดนคำพูดของนางทับถมในใจรู้สึกอัปยศอดสูเป็นอย่างยิ่ง ทว่านางมิอาจดิ้นหนีให้หลุดพ้นได้นางกลัวว่าหากดินหนีก็จะโดนนายหญิงเฉินตบอีกดังนั้นจึงทำได้เพียงแค่อดทนให้นายหญิงเฉินเป็นฝ่ายกระทำต่อไป
ขณะนี้ในหัวใจของไป๋ฝูฉวีรู้สึกเสียใจเป็นที่สุดราวกับนางมิควรดีใจจนลืมตัว ลืมจนสนิทว่าตนนั้นก็แค่เด็กสาว ไม่อาจชนะนายหญิงเฉินได้อย่างสิ้นเชิงวันนี้ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ
นายหญิงเฉินเห็นไป๋ฝูฉวีจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็หัวเราะเยาะเย้ยออกมานางดึงมวยผมของไป๋ฝูฉวีออก ใช้แรงบังคับยกใบหน้าของนางให้เงยขึ้นบอกให้นางมองหน้ามองภาพแม่น้ำเมืองซูโจวที่อยู่นอกหน้าต่าง
หนังศีรษะของไป๋ฝูฉวีโดนนายหญิงเฉินดึงจนปวดแสบปวดร้อนน้ำตาไหลพรากลงมาจนภาพตรงหน้าพร่ามัว
นางมิอาจเห็นได้ชัดว่าทิวทัศน์ของแม่น้ำเมืองซูโจวนั้นเป็นอย่างไร
ทว่านายหญิงเฉินก็มิได้ต้องการให้ไป๋ฝูฉวีมองภาพทิวทัศน์ของแม่น้ำเมื่อซูโจวจริงๆหรอก แต่เป็นเพราะช่วงฤดูร้อนแม่น้ำเมืองซูโจวแห่งนี้จะมีใบบัวสีเขียวปกคลุมไปสุดลูกหูลูกตาฤดูกาลนี้ไม่เหลือให้เห็นแล้ว ที่ให้ออกมาก็เพื่อหัวเราะเยาะไป๋ฝูฉวีอย่างโหดเหี้ยมเท่านั้น
“เด็ดบงกชเมืองหนานเจียง ท้องฟ้าครามเต็มไปด้วยใบบัวสีเขียว มิใช่ตอนนั้นนางโสเภณีมารดาของเจ้าใช้ลูกคอเช่นนี้ล่อลวงนายท่านเฉินบ้านข้าหรอกหรือ?
หากมารดาของเจ้าเป็นสตรีบริสุทธิ์ในตระกูลธรรมดาข้าก็จะเป็นคนพามารดาของเจ้าเดินผ่านประตูจวนเข้ามาด้วยตัวเอง เพียงแต่จะให้คนที่ไม่เหมาะสมมาร่วมชายคาเดียวกันไยข้าจะต้องเอามารดาของเจ้ามาไว้ในสายตาด้วย
มารดาของเจ้ามีสถานะเป็นอย่างไร?ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ตัวอักษรก็ไม่รู้จักเลยสักตัวร้องได้แค่สองเพลงก็ทำให้มีชื่อเสียงในเมืองหยางโจวได้แล้วพระคุณของแขกเหนือคณานับเยี่ยงนั้นแล้วยังคิดว่าตนกำเนิดมาจากหญิงสาวในตระกูลชั้นดีอีกอย่างนั้นหรือ ไม่ลองหันกลับไปมองภูมิหลังที่ต่ำต้อยของตัวเองเลยหรือ?
กฎหมายของต้าซีได้บันทึกเอาไว้สตรีที่เกิดจากครอบครัวต่ำต้อยมิอาจแต่งเข้าตระกูลชั้นสูงได้ มารดาของเจ้าไม่สามารถแม้แต่จะเดินเข้าประตูสกุลเฉินของข้าได้วันๆ เอาแต่ทำตัวเหมือนปีศาจ ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย ทำให้ข้าต้องเสียเกียรติผู้คนครึ่งเมืองหยางโจวต่างพากันหัวเราะเยาะ
ข้ามิอาจปล่อยให้มารดาของเจ้าเข้าประตูไปได้หากปกติมารดาของเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์บ้างก็คงดี ถึงอย่างไรก็เป็นแค่หญิงนางโลมข้าก็คร้านที่จะต้องมาใส่ใจกับนาง ทำเป็นมิรู้มิเห็นอะไรไป
แต่มารดาของเจ้าถือดียิ่งนัก!
วันๆทำอย่างกับไม่เคยเห็นเงินทอง พอหมดปัญญาก็มาแบมือของเงินจากตระกูล หลังจากนั้นแม้แต่เพลงก็ไม่ออกไปร้องอีกกลายมาเป็นบ้านเล็กของท่านพี่อย่างสมบูรณ์เมื่อเห็นความรุ่งโรจน์มั่งคั่งก็มิทำสิ่งใด อีกทั้งยังตั้งท้องเจ้าแทนที่จะรู้สึกละลายแต่กลับรู้สึกภูมิใจเสียอย่างนั้น
มารดาของเจ้าน่ะมีผู้มีพระคุณมากมายเกินกว่าจะนับได้ใครจะรู้ได้ว่าเจ้าที่อยู่ในท้องเป็นบุตรของผู้ใด ท่านพี่ของข้าเองก็เช่นกัน เพราะเหตุนี้จึงไม่ต้องการเจ้า
เรื่องในตระกูลเฉินมีข้าเป็นคนจัดการทั้งหมดกำลังต้องครรภ์เหลียนเอ๋อร์แม่โสเภณีไร้ยางอายของเจ้าแม้แต่ศักดิ์ศรีของตัวเองก็มิต้องการมาอ้อนวอนอยู่ที่หน้าประตู
มิรู้เช่นกันว่านางไปเอาความมั่นใจเยี่ยงนั้นมาจากที่ใดถึงได้กล้าพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าบุตรที่อยู่ในท้องของนางคือบุตรชายคนแรกของตระกูลเฉินแม้ว่าข้าจะมิชอบนาง แต่บุตรที่คลอดออกมาหลังจากนั้นก็ต้องย้ายมาเลี้ยงดูบนตักของข้าอยู่ดีข้าโกรธจนเกือบจะแท้งบุตร ยามนี้ยังแสร้งว่าเป็นบุตรที่เกิดจากมารดาที่มีตระกูลดีอีกหรือ?
ท่านพี่เองก็คร้านที่จะมีสตรีเสียสติเช่นมารดาของเจ้าเป็นอนุภรรยาโชคยังดีที่ท่านพี่เป็นคนจิตใจดี มารดาของเจ้ายื่นเงื่อนไขก้อนโตบอกว่าได้เงินถึงจะยอมไปท่านพี่เองก็ให้ตามที่ต้องการ
ตระกูลของเราเขียนตัวหนังสือดำกระดาษขาว[1] ให้เงินไปห้าร้อยตำลึง นอกจากนี้ยังจ้างรถม้าไปส่งเจ้าและมารดาของเจ้าออกจากเมืองหากมารดาของเจ้าเป็นสตรีฉลาด ทิ้งบุตรเอาไว้จากนั้นก็กลับไปร้องเพลงอย่างน้อยก็สามารถหาเลี้ยงตัวไปวันๆ ได้
หากว่าอดใจไม่ได้ก็ใช้จ่ายอย่างอดออมเงินห้าร้อยตำลึงใช้เลี้ยงเจ้าจนโตก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร
แต่ดูเอาเถิดเวลานี้วันนี้พวกเจ้ากลับมาที่นี่เพื่ออะไรกัน? หืม? จงใจไปที่สถานศึกษาของตระกูลหยวนเพื่อตามหาเหลียนเอ๋อร์ให้ท้ายกันจนเหลียนเอ๋อร์เสียคน รอจนท่านพี่รังเกียจเหลียนเอ๋อร์คิดว่าพวกเจ้าแม่ลูกจะเดินเข้าประตูสกุลเฉินเข้ามาได้เช่นนั้นหรือ? ช่างคำนวณมาดีอะไรถึงเพียงนี้!”
สีหน้าของนายหญิงเฉินสงบนิ่งแต่เห็นได้ชัดว่านางออกแรงที่มือพอสมควร มือแค่ข้างเดียวแต่สามารถกดร่างของไป๋ฝูฉวีให้ติดกับหน้าต่างได้ทำให้นางไม่มีโอกาสที่จะลุกขึ้นได้
แน่นอนว่าในคำพูดของนายหญิงเฉินนั้นมีทั้งทีเล่นทีจริงทว่าเรื่องส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นไป๋เหมยมารดาของไป๋ฝูฉวีเกิดมาโดยมีภูมิหลังที่ต่ำต้อยร้องงิ้วอยู่ที่หอนางโลมในเมืองหยางโจว หลังจากนั้นก็มาล่อลวงนายท่านหัวหน้าตระกูลเฉินที่เพิ่งแต่งงานจนตั้งครรภ์และได้มีไป๋ฝูฉวีในวันนี้
ท้ายที่สุดแล้วนายหญิงเฉินก็รู้เรื่องราวทั้งหมดคนของหนานหมิงเหอก็สืบรู้แล้วเช่นกัน จดหมายที่ส่งมายังห้องของนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่นอกจากของเยี่ยนเจาเจาม้วนนั้นยังมีเรื่องราวชีวิตของไป๋ฝูฉวีอีกด้วย
มิชัดเจนมิขาวสะอาด ยังไม่แต่งงาน ไร้แม่สื่อ มารดาเป็นนางโลมชาติกำเนิดต่ำต้อยบิดาอาจเป็นหัวหน้าตระกูลเฉินเฉินอี้ลี่ แต่ไป๋ฝูฉวีเป็นบุตรนอกสมรสที่ยังไม่ได้เข้าพิธี
ทว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่อยู่นอกประตูได้ยินเยี่ยงนั้นก็ตกตะลึงไปเสียแล้ว
อะไร...
อะไรกัน?!
ต่อให้นางเชื่องช้าแค่ไหนประโยคเมื่อครู่ก็น่าจะได้ยินแล้วมารดาของไป๋ฝูฉวีนามไป๋เหมย ตอนนั้นแอบมีความสัมพันธ์อย่างลับๆ กับท่านพ่อของนาง
เช่นนั้นไป๋ฝูฉวี...
เช่นนั้นไป๋ฝูฉวีกำเนิดมาจากไหน?
เป็นพี่น้องแท้ๆของนางหรือ?!
จู่ๆหัวใจของเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็เต้นรัวประดุจเสียงกลอง
เบื้องหน้าของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นแสงสีขาวรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนอยู่ตรงหน้า เรื่องราวที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่ทำให้นางตกใจจนพูดไม่ออก
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดหากได้ยินว่าตอนท่านแม่ตั้งครรภ์ ท่านพ่อออกไปข้างนอกเพื่อเกี้ยวสตรีไปทั่วอย่างแยบยลเกรงว่าก็คงรู้สึกผิดหวังมากเช่นกัน
ช่างเถอะวันนี้ได้รู้แล้วว่าคนที่อยู่เคียงกายเป็นสหายรักประดุจพี่น้องแท้จริงแล้วก็คือน้องสาวต่างมารดา ภายในใจจะไม่รู้สึกตกใจได้เช่นไร!
หูของเฉินเหลียนเอ๋อร์ยังคงมีเสียงหึ่งๆดังอยู่ ชั่วขณะหนึ่งนางไม่สามารถได้ยินว่าภายในห้องแท้จริงแล้วกำลังพูดเรื่องใดกันทว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้นภายในห้องยังไม่จบ
ความจริงมันก็คือบทสนทนาทว่าเป็นนายหญิงเฉินที่กล่าวกดดันไป๋ฝูฉวีอยู่ฝ่ายเดียว
“ไป๋ฝูฉวี การที่เจ้ามิกล้ายอมรับไป๋เหมยเป็นมารดานั้นถือว่าเป็นเรื่องดีเจ้าอาจจะไม่รู้ ไป๋เหมยเป็นชื่อที่มารดาของนางตั้งให้ ในตอนนั้นสี่อันดับแรกของหอนางโลมจะตั้งชื่อตามชื่อของดอกไม้ไป๋เหมยก็คือชื่ออันดับที่สองจากดอกไม้อันเลื่องชื่อทั้งสี่
มารดาของเจ้ามิเคยเรียนหนังสือใช้ ‘ไป๋เหมย’ แทนสถานะของตนมานาน คิดว่าแซ่ไป๋คือแซ่ของตนหลังจากที่คลอดเจ้าออกมา ก็ยังตั้งชื่อให้เจ้าแซ่ไป๋ เพื่อแสร้งทำเป็นสง่างามก็เลยใส่คำว่าฝูฉวีเข้าไปในชื่อด้วย
ฝูฉวีไป๋เหมย ล้วนแล้วแต่เป็นดอกไม้ชั้นยอด เกรงว่าก่อนหน้ามารดาของเจ้ายังเป็นโสเภณีมาได้ไม่นานพอยังเอาชื่อดอกไม้ที่เป็นกฎของหอนางโลมมาตั้งเป็นชื่อให้กับบุตรสาวของตนอีกแต่ก็รู้สึกแปลกใจในพวกเจ้าที่เป็นของเล่นพวกชั้นต่ำ ควรค่าแก่การเอื้อมมือไปใช้ชื่อของดอกไม้บริสุทธิ์เหล่านั้นหรือ?
ฝูฉวีฝูฉวี ไป๋ฝูฉวี หากเจ้าอยากเป็นดอกไม้โสเภณีติดอันดับหนึ่งในสี่เหมือนมารดาของเจ้าเช่นนั้นบอกกับข้าก็ได้ ข้าในฐานะนายหญิงของตระกูลเฉิน การจะทำให้เจ้าโด่งดังในเมืองหยางโจวนั้นเป็นเพียงเรื่องง่ายดาย”
คำพูดของนายหญิงเฉินดูสละสลวยในทุกคำทุกประโยคล้วนแต่คลุ้งไปด้วยการดูถูกและเหยียดหยาม มันดูเฉียบคมกว่าคำพูดในตอนนั้นมากบาดลึกเข้าไปในหัวใจของไป๋ฝูฉวีทีละมีดๆ
ไป๋ฝูฉวีไม่รู้เรื่องอดีตที่ผ่านไปเหล่านี้เรื่องก่อนที่นางจะคลอดออกมาเป็นสิ่งที่นางไม่รู้เลยแม้แต่น้อย ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านแม่ไป๋โกหกว่านางเกิดในตระกูลที่ดีบอกว่านายท่านเฉินหลอกเอาความบริสุทธิ์ของนางไป
แต่วันนี้การที่นายหญิงเฉินกล่าวเช่นนี้เดิมทีในใจของนางก็ไม่เชื่อ แต่เมื่อลองนึกย้อนถึงเรื่องเก่าๆ ก็อดทำให้คิดไม่ได้ว่าคำพูดของนายหญิงเฉินอาจจะเป็นเรื่องจริง
มิใช่อื่นใดแต่เป็นเรื่องของการตั้งชื่อ
ไป๋ฝูฉวีชื่อนี้หากทิ้งอย่างอื่นไปก็คงเป็นชื่อที่ดีและสวยงามเหมือนอยู่ในบทกลอน นางรู้ว่าท่านแม่ของตนไม่รู้จักอักษรแต่เดิมทีฝูฉวีเป็นชื่อเรียกของบัณฑิตท่านหนึ่งไป๋เหมยเป็นสตรีธรรมดาผู้หนึ่งที่ไม่รู้จักตัวอักษร เช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าฝูฉวีมีความหมายว่าดอกบัวและยังนำมันมาตั้งเป็นชื่อของนางอีก?
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ไป๋ฝูฉวีจำได้อย่างเลือนราง
ตั้งแต่ไป๋ฝูฉวีจำความได้สุขภาพของไป๋เหมยก็ย่ำแย่มาโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีโรคของสตรีอีกหลายโรคที่มิอาจกล่าวได้
นางบอกว่าตนโดนฮูหยินของนายท่านเฉินทำร้ายแต่วันนี้เมื่อลองคิดดู เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ที่ได้เป็นอันดับต้นๆ ของหอนางโลมเพื่อรักษารูปร่างให้ดูผอมเพรียวอีกทั้งยังเป็นการคุมกำเนิดจึงจำเป็นต้องใช้ดอกคำฝอยและชะมดกวางมาบดเป็นยา เมื่อใช้มันหลายคราเข้า ฤทธิ์ของมันก็ทำลายร่างกายของผู้ที่ใช้ด้วย
ครอบครัวอยู่กันอย่างอัตคัดนางมักเห็นว่าท่านแม่เอาเครื่องประดับราคาสูงมาจากที่ใดสักแห่งไปจำนำเพื่อใช้มันประทังความหิวเครื่องประดับเหล่านั้นมาจากที่ใดกัน?
เมื่อก่อนมันเป็นความสงสัยมาวันนี้นึกออกแล้ว ทว่ามันเป็นสิ่งที่เหล่าสหายสาวงามอันดับต้นๆ มอบให้นางก่อนหน้าคิดว่ามันดูน่าเกลียด ในเมื่อวันนี้ชีวิตพบเจอกับความลำบาก เลยบังคับให้ต้องเอาสิ่งนั้นไปจำนำ
แต่ท่านแม่ไป๋ก็ยังมีการกระทำที่ดูย่ำแย่ไปทั่วเห็นได้ชัดว่ามิได้เป็นคนที่ดูเปราะบาง อีกทั้งยังชอบให้มีคนดูแลรับใช้บางครั้งก็ยังเห็นเอายาสูบออกมาสูบตั้งหลายครา
วันนี้มาลองคิดดูในตอนที่ต้องรับแขก ไม่ว่าเรื่องใดก็ต้องทำตามความต้องการอย่างมินึกขัดใจ สูบยาสูบก็ถือเป็นเรื่องปกติแต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้กลายเป็นการเสพติด
มิน่าเล่าตอนนั้นที่นางโกรธจากความอยุติธรรมที่ได้รับ จึงบอกให้ท่านแม่ไปร้องทุกข์ว่าถูกนายท่านเฉินชิงตัวมาจากตระกูลที่ดีทว่านางกลับไม่ยอมทำ เมื่อถามหาเหตุผลก็ดูกระอักกระอ่วน ที่แท้เป็นเพราะนางกำเนิดมาเป็นชนชั้นต่ำเป็นอนุภรรยาของบ้านอื่น ไม่ละอายใจแก่ตัวเอง ยังจะหวังให้ทางการช่วยเหลืออีกหรือ?
ไป๋ฝูฉวียังนึกถึงเรื่องปากหอยปากปูของเพื่อนบ้านที่ชอบพูดกันอีก
คนเหล่านั้นมักจะพูดในครั้งที่นางยังไม่ทันรู้ความพูดประโยคที่ดูคลุมเครือซ่อนเร้น เช่น บ้านเล็ก คนสำส่อนอะไรเทือกนั้นในตอนนั้นนางไม่เข้าใจ ทว่าตอนนี้ไป๋ฝูฉวีเข้าใจมันแล้ว
เรื่องราวเหล่านั้นล้วนดูสอดคล้องกับคำพูดที่นายหญิงเฉินกล่าว
ไป๋ฝูฉวีรู้สึกว่าในหัวของนางเหมือนมีสายฟ้าฟาดร่างกายสูญเสียกำลังที่จะขัดขืน เหมือนมีแรงผลักบางอย่างทำให้นางล้มลงไปอีกด้าน
นางร้องไห้ออกมาอย่างมิอาจควบคุมใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ไม่รู้ว่าร้องไห้เพราะโดนนายหญิงเฉินทำร้ายเมื่อครู่นี้หรือร้องไห้เพราะไม่กล้าที่จะเชื่อกันแน่
นายหญิงเฉินนั่งลงอย่างเชื่องช้ามือที่รั้งไป๋ฝูฉวีเอาไว้ก็คลายออก
ไป๋ฝูฉวีทรุดลงไปนั่งกับพื้นเสียงสะอื้นกลายเป็นเสียงร้องดังลั่น
ไม่ว่าอย่างไรชนชั้นของแคว้นต้าซีก็มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน
หากไป๋ฝูฉวีกำเนิดมาจากตระกูลที่ดีเรื่องราวคงจัดการได้ง่ายกว่านี้ การที่นายท่านเฉินชิงตัวหญิงสาวมาจากตระกูลที่ดีละทิ้งบุตรสาวอย่างไร้เยื่อใย เดิมทีสิ่งเหล่านี้สามารถร้องทุกข์ต่อทางการได้
แต่เรื่องราวในตอนนี้มันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
---------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตัวหนังสือดำกระดาษขาว หมายถึง หลักฐานที่แน่ชัดที่เป็นเอกสาร