“เจ้าเป็นอันใด ดอกไม้ที่ข้าให้มิสวยแล้วงั้นรึ ไยจึงต้องทิ้งขว้าง” เขมทัตพูดพลางจับแขนทีปกรรั้งเอาไว้แนบอกของตน
“ในเมื่อคนที่ให้มีเจ้าของอยู่แล้ว ผมก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมันเอาไว้อีก” ทีปกรพูดโดยไม่หันกลับไปมองหน้า แต่ปากและน้ำเสียงยังคงสั่นไม่หยุด “ผมรู้อยู่แล้วว่าความรักแบบนี้สักวันหนึ่งมันต้องจบลง แต่ผมไม่คิดว่าจะต้องมาจบลงแบบนี้ คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง”
“เจ้าพูดอันใดข้ามิเข้าใจ” เขมทัตพูดพลางเชยคางชายร่างบอบบางให้หันกลับมาหาตน
“เจ้าร้องไห้งั้นรึ…” ทีปกรสะบัดหน้าหนี
“จะร้องหรือไม่ร้องก็ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“อย่าโกรธเกรี้ยวไปเลยเด็กน้อยของข้า มีอันใดค่อย ๆ พูดกันเถิด” เขมทัตยังคงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือข้างหนึ่งโบกสะบัดไปมาเป็นวงกลมจนเกิดฟองอากาศขนาดใหญ่คลุมตัวของทีปกรไว้เพื่อไม่ให้ปะทะเม็ดฝน แต่ประโยคที่เขมทัตพูดออกมานั้นกลับทำให้ทีปกรรู้สึกเจ็บจี๊ดยิ่งกว่าเดิม จึงหันกลับไปทำตาขุ่นเขียวใส่ชายผู้เป็นที่รักด้วยความโกรธที่อัดอั้นอยู่ภายในใจ
“เด็กน้อยของข้างั้นเหรอ คุณคงจะมีเด็กน้อยเยอะมากสินะ ถึงได้เรียกทุกคนแบบนี้จะได้ไม่สับสน”
“ข้ามีเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น ไยเจ้าจึงคิดเช่นนี้”
“ถ้างั้นคุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่า รติรัตน์กับรัตติกาลคือใคร” เขมทัตแสดงอาการชะงักและถอยหลังออกไปเล็กน้อย สีหน้าในตอนนี้บ่งบอกถึงความตกใจได้อย่างชัดเจน
“เจ้ารู้แล้วอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ ผมรู้ผมเห็นหมดทุกอย่าง”
“เจ้าเห็น… เจ้าเห็นสิ่งใด…”
“รติรัตน์กับรัตติกาลคือใคร” ทีปกรยังคงทำเสียงแข็งถามคำถามเดิม เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ โดยไม่สนใจคำถามของเขมทัตเลยสักนิด
“เฮ้อ… ข้าคงปิดบังไม่ได้อีกต่อไป ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าคงต้องพูดความจริง…” เขมทัตเงียบลงไปชั่วขณะ กระทั่งได้ยินเสียงเม็ดฝนกระทบลงบนสิ่งต่าง ๆ อย่างชัดเจน จนเวลาผ่านไปสักครู่จึงเริ่มพูดต่อ “นางทั้งสองเป็นพี่น้องกัน ซึ่งเป็นบุตรแห่งจ้าวผู้ครองนรก แล้ว…”
“แล้วคุณก็รักทั้งสองคนเลยใช่ไหม” ทีปกรพูดขัดจังหวะขึ้น พร้อมรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ใจดวงน้อยในตอนนี้เต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ เพราะหวังว่าจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดเอาไว้ แต่หารู้ไม่ว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม
“ไม่ใช่ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว… เอ่อ… รติรัตน์เป็นคู่หมั้นของข้า แล้ว…” เขมทัตยังไม่ทันพูดจบ ทีปกรก็สวนคำพูดกลับทันที
“แล้วก็เป็นคนที่คุณรักด้วยใช่ไหม” เขมทัตขมวดคิ้วมองหน้าชายหนุ่มร่างบอบบางโดยไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ
"ถึงคุณไม่พูดออกมา แต่ความเงียบของคุณก็คือคำตอบแล้วแหละ” น้ำตาของทีปกรเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง
“นั่นก็…” ทีปกรสวนคำพูดกลับทันที ในขณะที่เขมทัตกำลังจะอ้าปากพูด
“พอเถอะเขมทัต ผมเห็นหมดแล้ว เลิกแก้ตัวสักที คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง รู้ไหมว่าผมเจ็บ ผมเจ็บตรงนี้ เจ็บจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว…” ทีปกรทุบกำปั้นรัวไปยังหน้าอกด้านซ้ายของตัวเอง เหมือนเป็นการลงโทษหัวใจที่ไม่รักดี เขมทัตรีบคว้าข้อมือของฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้หยุดการกระทำนั้น
“ออกไปจากชีวิตผม เลิกยุ่งกับผมสักที” ทีปกรสะบัดมือของเขมทัตทิ้งและเดินออกจากตรงนั้น
เมื่อร่างกายได้สัมผัสกับฟองอากาศเวทมนตร์ที่เขมทัตได้ร่ายขึ้นมาเพื่อกันฝน เสียงก็แตกดังโพละประหนึ่งลูกโป่งสวรรค์ปะทะกับเข็ม หยาดฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบลงร่างกายของทีปกรทันที ซึ่งหยาดน้ำตาในตอนนี้ก็กลับมาผสมกับเม็ดฝนอีกครั้ง ทีปกรเดินกลับเข้าบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองเขมทัตอีกเลย
วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 23.59 น.
คืนนี้ทีปกรเข้าไปนอนในห้องว่างเปล่าของเนตรนภาผู้เป็นแม่ของตนที่อยู่ด้านล่าง เพราะไม่อยากให้เกียกกายต้องมาเห็นว่าตนอ่อนแอเรื่องความรักเพียงใด แม้ความรักครั้งนี้จะเป็นความรักที่ไม่มีตัวตนจริง ๆ บนโลกมนุษย์ก็ตาม
ความเจ็บภายในใจที่ไม่อาจกินยาให้หายได้ มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่เป็นตัวแทนของความเจ็บปวดให้ได้ระบายออกมา ทีปกรนอนสะอึกสะอื้นร่ำไห้คร่ำครวญตลอดทั้งคืน มือข้างหนึ่งยังคงทุบลงไปบนหน้าอกข้างซ้ายเพื่อหวังว่าจะคลายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากข้างในได้บ้าง
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้วะ ขนาดหลับตาก็ยังเจ็บอยู่เลย ความเจ็บนี้เมื่อไรจะหายไปสักที ได้โปรด… ได้โปรดหายไปสักที มันทรมานจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว…”
เขมทัตยืนมองทีปกรอยู่ในมุมที่มืดที่สุดของห้องด้วยสายตาเศร้าสร้อย ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับชายหนุ่มร่างบอบบางนั้นก็ไม่ต่างกับสภาพภายในใจของยมทูตหนุ่มที่เจ็บปวดเช่นกัน…