ความจริงแล้วเหอจิ่วเหนียงมีวิธีสั่งสอนคนพวกนี้นับร้อย แต่ตอนนี้การช่วยคนเป็เื่สำคัญที่สุด นางจึงไม่มีเวลามอบบทเรียนอะไรทั้งนั้น ยกอาวุธมีคมปาดคอปลิดชีพสามคนบนพื้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เสียงกรนหยุดลงทันที เหอจิ่วเหนียงเช็ดกริชกับเสื้อผ้าพวกเขาด้วยความรังเกียจ ถ่มน้ำลายไปหนึ่งทีก่อนเอ่ยทิ้งท้าย “พวกสารเลว ครั้งนี้ล่วงเกินพวกเ้าแล้ว”
หญิงสาวเก็บกริช จากนั้นหมุนกายออกไปตามหาเหล่าผู้ถูกกักขัง
แต่ย่างเท้าไปเพียงไม่กี่ก้าวนางก็ได้ยินเสียงสตรีกำลังคุยกัน
เหอจิ่วเหนียงเดินไปตามเสียง พบกับศาลาไผ่ระบายอากาศหลังหนึ่งซึ่งเป็ห้องครัวของรังโจร
“มีเด็กคนหนึ่งกำลังจะป่วยตาย รอพี่ใหญ่ตื่นก่อนข้าค่อยถามว่าเอาเด็กนั่นมากินได้หรือไม่ เลี้ยงไว้ก็เปลืองเสบียงเปล่า ๆ พวกเราเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย!”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น “เ้าฝันไปเถอะ! พี่ใหญ่หลงแม่ของเด็กนั่นอย่างกับอะไรดี อีกอย่างตอนนี้เราก็ยังมีเสบียงอยู่ เพื่อเอาใจผู้หญิงคนนั้น พี่ใหญ่ต้องเก็บเด็กนั่นเอาไว้ก่อนแน่นอน”
“เฮ้อ! ไม่รู้พี่ใหญ่คิดอะไรอยู่ จับผู้หญิงคนนั้นขึ้นเตียงทำเื่อย่างว่าเดี๋ยวเดียวก็เชื่อฟังนางแล้ว ส่วนเื่ลูกความจริงอยากจะมีกี่คนก็มีได้ เหตุใดต้องเก็บเด็กเวรนั่นไว้ด้วย!”
“เ้าจะไปเข้าใจอะไร หลายวันมานี้พี่ใหญ่ได้ของมาไม่น้อย คงอยากทำให้หมู่บ้านของเราเฟื่องฟูขึ้น จึงเก็บเด็กพวกนี้เอาไว้ใช้งานนั่นแหละ เ้าต้องซื่อสัตย์กับพี่ใหญ่ให้มาก ๆ ล่ะ อย่าทำแผนการเขาพังเชียว!”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินบทสนทนาเ่าั้คิ้วงามก็ขมวดแน่น เห็นชัดว่าสตรีสองคนนี้ก็เป็โจรเร่ร่อนเช่นกัน มิน่าล่ะถึงได้ใช้ชีวิตอิสระเช่นนี้
ดูเหมือนชีวิตความเป็อยู่ในหมู่บ้านของสตรีทั้งสองไม่ลำบากเลย พิจารณาจากรูปร่างหน้าตาที่อิ่มเอิบมีน้ำมีนวล
สองคนนี้คุยกันเสียงดังจริง ๆ ช่างหนวกหูยิ่งนัก!
เหอจิ่วเหนียงสืบเท้าออกไป
ทันทีที่เห็นคนแปลกหน้าสองโจรสาวก็ใอย่างมาก ยกมีดหั่นผักในมือขึ้นและตะคอกถามอย่างดุดัน “นี่เ้าเป็ใคร!?”
“ก็เป็คนที่เอาชีวิตเ้าอย่างไรล่ะ!”
สิ้นเสียงกริชในมือเหอจิ่วเหนียงก็พุ่งออกไป ปาดคอหญิงสาวเ้าของคำถามทันที!
สีหน้าของสตรีอีกคนพลันซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว จะพุ่งเข้าไปรวบตัวผู้รุกราน แต่ถูกอีกฝ่ายถีบจนร่างกระเด็นล้มลงไปกองกับพื้นเสียก่อน
เหอจิ่วเหนียงขึ้นคร่อมตัวผู้เป็เบาะแสและกระชากคอเสื้ออย่างแรง “บอกข้ามา พวกเ้าจับตัวพวกผู้หญิงกับเด็ก ๆ ไปไว้ที่ไหน!?”
หญิงสาวกัดฟันแน่นด้วยความเ็ป เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้จึงชี้ไปยังถ้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก “ยะ ยะ อยู่ในถ้ำนั่น!”
“แล้วยุ้งฉางล่ะ?”
คำถามนี้โจรสาวกลับชะงักไป ในกลียุคเช่นนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าข้าวปลาอาหารอีกแล้ว
เหอจิ่วเหนียงตบหน้าคนอมพะนำด้วยหลังมือไปหนึ่งฉาด “ข้าไม่มีความอดทนมากขนาดนั้น!!”
หลายวันที่ผ่านมาต้องอยู่ต่อหน้าคนตระกูลลู่ สตรีสองภพจึงต้องรักษาภาพลักษณ์บ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีใคร นางจึงเผยนิสัยที่แท้จริงออกมา
การที่นางมีความห้าวหาญเช่นนี้ เป็เพราะในภพก่อนเคยได้รับการฝึกฝนจากการเป็ทหารในหน่วยรบมาก่อน
โจรสาวนึกไม่ถึงว่าหญิงชาวบ้านตรงหน้าจะโหดร้ายถึงเพียงนี้ นางหันไปมองรอบ ๆ เพื่อหาคนช่วย แต่บริเวณโดยรอบกลับเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง แม้แต่เสียงกรนของพวกพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ยินแล้ว… พวกเขาคงถูกฆ่าปิดปากไปแล้วเป็แน่!
ความรู้สึกของสตรีโฉดพลันสับสน ในหัววิเคราะห์หาทางรอดอย่างเร็วจี๋
จริงสิ…
อย่างไรเสียยุ้งฉางก็มีกลไกป้องกันอยู่ บอกไปก็ใช่ว่านางสารเลวนี่จะเข้าไปได้ง่าย ๆ!
ดังนั้นนางจึงต่อรองอย่างคนมีแต้มต่อ “หากเ้าไว้ชีวิตข้า ข้าจะพาเ้าไปเดี๋ยวนี้!”
“ตกลง!”
เหอจิ่วเหนียงผละออกจากตัวคนร้าย อีกฝ่ายรีบลุกขึ้นยืนด้วยสภาพทุลักทุเล เอามือลูบขาที่ปูดบวม จากนั้นเดินกะเผลกนำทางไป
โจรสาวเดินนำผู้บุกรุกไปทางด้านหลังถ้ำ ทันทีที่เดินเลี้ยวนางก็ดึงเถาวัลย์เส้นหนึ่ง…
ไม้ไผ่ปลายแหลมมหาศาลพลันพุ่งเป้ามาที่เหอจิ่วเหนียง!
เหอจิ่วเหนียงระมัดระวังตัวและเตรียมการป้องกันตลอดเวลา ทันทีที่เห็นการโจมตีนางก็ตอบสนองด้วยการตีลังกาหลบหลีก
โจรสาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ขณะที่สติหล่นหายศรไผ่เล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุหน้าผากนาง!
ร่างอวบกระเด็นถอยหลังล้มลงกระแทกพื้น…สิ้นใจไปทั้งที่ตายังเบิกกว้าง
เหอจิ่วเหนียงคิดแล้วก็รู้สึกขัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะใช้กลไกกระจอก ๆ เช่นนี้มาเล่นงานนาง ช่างดูถูกกันยิ่งนัก!
แต่ทันทีที่โจรสาวล้มลงกับพื้นร่างของนางก็ไปกระแทกกับกลไกอีกหนึ่งอย่าง!
แผ่นศิลาที่อยู่ไม่ไกลสั่นไหวเบา ๆ
เหอจิ่วเหนียงรีบเข้าไปดู พบว่าเป็หลุมฝังศพ!
นางเอาหน้ากากอนามัยและไฟฉายออกมาจากห้วงมิติ จากนั้นะโลงไปโดยไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
พื้นที่ด้านล่างเป็อุโมงค์ใต้ดิน สภาพแห้งแล้งมาก ทว่าภายในนี้กลับมีสิ่งของมากมายเกินกว่าจะนับ เห็นชัดว่าโจรสันดานชั่วพวกนี้คงทำเื่ระยำไปไม่น้อย
“หึ ทำกลไกเอาไว้กระจอกมาก แต่กลับซ่อนทรัพย์สินไว้ลึกเหลือเกิน”
หลังจากด่าไปประโยคหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มเดินสำรวจ
มีเสบียงรวม ๆ แล้วยี่สิบกว่าถุง มีทั้งข้าวสาร ข้าวฟ่าง ข้าวกล้อง แป้งสาลี แป้งถั่ว เป็ต้น แต่ส่วนมากจะเป็แป้งรำข้าวที่บดมาจากรำข้าวสาลี วัตถุดิบเหล่านี้สามารถทำให้อิ่มท้องได้แต่ไม่อร่อย ทั้งยังทำให้คอแห้งอีกด้วย
สิ่งที่หาได้ยากก็มี อย่างเช่นผักกาดขาว ปลาแห้ง และเนื้อกระต่ายแห้ง แต่ก็มีไม่นากนัก
เสบียงอาหารเหล่านี้เพียงพอสำหรับระยะหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงเอาเนื้อหมูและเนื้อวัวออกมาจากห้วงมิติ และรวมไว้กับเนื้อแห้งตรงหน้า
นอกจากนี้ยังมีของมีค่ากล่องเล็ก ๆ กล่องหนึ่ง ด้านในมีตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงสองใบ และแก้วแหวนเงินทองอีกจำนวนหนึ่ง คำนวณคร่าว ๆ แล้วประมาณสามถึงสี่ร้อยตำลึงได้
เหอจิ่วเหนียงหยิบตั๋วเงินทั้งสองใบกับของมีค่า เหลือไว้เพียงก้อนเงินประมาณหนึ่งร้อยตำลึง
“น้องสะใภ้สาม! น้องสะใภ้สาม!”
เสียงของพี่สามีคนโตดังมาจากด้านนอก …การที่เขาเข้ามาได้เช่นนี้หมายความว่าโจรสองคนที่ลาดตระเวนอยู่ด้านนอกถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
เหอจิ่วเหนียงแอบชื่นชมอยู่ในใจ ชายคนนี้ฝีมือไม่เลวเลย ไม่มีวรยุทธ์แต่สามารถสู้สองต่อหนึ่งได้
เมื่อชายหนุ่มแซ่ลู่มาแล้วนางจึงไม่รอช้า เอาถังน้ำสองสามถังออกมาจากห้วงมิติ แล้วเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็ไหของยุคสมัยนี้ที่ตั้งอยู่แถวนั้น ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก
ก่อนออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินหญิงสาวก็ไม่ลืมเก็บหน้ากากอนามัยและไฟฉาย “พี่ใหญ่ ข้าอยู่นี่!”
ชายแซ่ลู่เฝ้ารอน้องสะใภ้อยู่ที่นอกรังโจรอยู่นานก็ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว ในใจคิดไปว่าคงเกิดเื่ขึ้นกับนางเป็แน่ ด้วยความร้อนใจจึงรวบรวมความกล้าโยนะเิควันออกไป อาศัยโอกาสตอนที่ควันโขมงใช้ดาบปัดป่ายแทงโจรหน้าค่ายสองคนนั้นและรีบบุกเข้ามา
ในหมู่บ้านกลางหุบูเาเงียบสงัด หลังจากที่สำรวจจนทั่วเขาก็พบศพชายสามคนในกระท่อมและศพของหญิงสาวอีกหนึ่งในห้องครัว เมื่ออ้างอิงจากจำนวนโจรที่ได้ข้อมูลมา ชายแซ่ลู่จึงมั่นใจแล้วว่าฝ่ายผู้ร้ายไม่มีใครเหลือรอด และด้วยกลัวว่าจะเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้นกับเหอจิ่วเหนียง จึงตัดสินใจะโเรียกหา
ตอนนี้เห็นคนที่สู้อุส่าห์ตามหายืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัย คนหวาดวิตกก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“น้องสะใภ้สาม เ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่?”
“ข้าปลอดภัยดี พี่ใหญ่ ข้าเจอยุ้งฉางของพวกมันแล้ว! ข้างในมีของดีไม่น้อยเลย เราไปช่วยคนกันก่อนเถอะเ้าค่ะ จากนั้นค่อยพาท่านพ่อ ท่านแม่ และคนอื่น ๆ มาที่นี่ คืนนี้เราพักกันที่นี่ก่อน”
เหอจิ่วเหนียงบอกพลางเดินเลี้ยวออกไปทางถ้ำ “ข้าถามพวกมันมาแล้ว ทุกคนถูกขังอยู่ในนี้”
ชายแซ่ลู่รับคำแล้วตามไป
.
ถ้ำนี้มีความลึกกว่าที่คิด ยิ่งลึกเท่าไรก็ยิ่งมืดมากขึ้น โชคดีที่บุรุษแซ่ลู่จุดคบเพลิงมาด้วยจากปากทางเข้า
“มีใครอยู่หรือไม่?”
ชายหนุ่มลองะโเรียก
และคล้ายว่าจะได้รับการตอบกลับในทันใด!
“ท่านอาจิ้งซวน! เสียงท่านอาจิ้งซวน! ท่านแม่ เรารอดแล้ว!”
เสียงเด็กน้อยดังขึ้นเป็อย่างแรก จากนั้นอีกหลายเสียงก็ค่อย ๆ ดังขึ้นตาม “อยู่! มีคนอยู่ในนี้!! ช่วยด้วย!!!”
ยิ่งสองพี่เขยน้องสะใภ้เดินลึกเข้าไปก็ยิ่งได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือชัดขึ้น พร้อมกันนั้นประสาทการรับกลิ่นก็ถูกความเหม็นอย่างรุนแรงโจมตีอย่างจัง
ดูท่าโจรเร่ร่อนพวกนั้นคงเกลียดความยุ่งยาก จึงไม่สนใจความเป็อยู่ของเบี้ยล่างเหล่านี้เลย กลุ่มเชลยจึงต้องทำกิจวัตรทุกอย่างอยู่ในนี้
ในยุคที่ให้ความสำคัญกับเื่การสงวนตัวระหว่างชายหญิงเช่นนี้ แค่จินตนาการก็รู้แล้วว่าพวกเขาลำบากมากเพียงใด
“พี่จิ้งซวน จิ่วเหนียง ช่วยเสี่ยวจวี๋จื่อด้วย! เขาป่วยมาหลายวันแล้ว เขาป่วยมาหลายวันแล้ว ฮือ ๆ ๆ…”
ทันทีที่ผู้ช่วยเหลือปรากฏตัว หญิงสาวคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามากอดขาชายแซ่ลู่ ร้องไห้อย่างหนักพร้อมกับท่าทางร้อนรน
แสงคบเพลิงส่องให้เห็นใบหน้าของทุกคน มีชาวหมู่บ้านตระกูลลู่อยู่หลายคน เหอจิ่วเหนียงอาศัยความทรงจำของเ้าของร่างเดิมจึงจำพวกเขาได้ หญิงสาวที่พุ่งตัวเข้ามาอ้อนวอนชื่อซุ่ยเอ๋อร์ สามีเป็คนตระกูลลู่แต่เป็ญาติห่าง ๆ กับครอบครัวเ้าของร่างเดิม ส่วนเด็กน้อยที่ตอบรับเมื่อครู่ชื่อเถี่ยต้าน เป็ลูกหลานสกุลลู่รุ่นราวคราวเดียวกับโก่วเอ๋อร์
และยังมีคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้จัก เชลยเหล่านี้มีทั้งเด็กและสตรี แต่จะเป็เด็กเสียส่วนใหญ่ มีทั้งเด็กหญิงและชาย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสี่ยวจวี๋จื่อ
แม้จะหลากเพศต่างวัย แต่สิ่งที่ทุกคนเจอเหมือนกันหมดก็คือ… พวกเขาล้วนถูกล่ามโซ่ที่คอ!
เชลยทุกคนถูกปฏิบัติราวกับสุนัขก็มิปาน แม้แต่เด็กก็ไม่เว้น!
.
.
.