เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก

    เล่มที่ 5 บทที่ 141 ไฟฟ้ามาแล้ว [2]

            ใช้เวลาทั้งหมดครึ่งเดือนในที่สุดไฟฟ้าก็มาถึงกองผลิตแห่งนี้จนได้!

            แทบทุกครัวเรือนต่างติดตั้งสายไฟและหลอดไฟสว่างไสวไปทั่วทั้งกองผลิตราวกับเป็นเวลากลางวันเลยทีเดียว

            เด็กๆพากันวิ่งเล่นไปทั่วด้วยความตื่นเต้น เมื่อมีไฟฟ้าแล้ว กลางคืนก็ไม่มืดอีกต่อไปสามารถเล่นสนุกได้อย่างเต็มที่

            ใบหน้าของผู้ใหญ่ก็เปื้อนรอยยิ้มเช่นกันการมีหลอดไฟนั้นสะดวกสบายขึ้นมากจริงๆ ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใหม่พากันจุดไฟแล้วความหวังก็ผลิบานในใจ รู้สึกว่าชีวิตนับวันก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ

            แต่ผู้ใหญ่ก็แค่จุดไฟดูแล้วก็ปิดเปลี่ยนกลับไปใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดตามเดิม

            เพราะหลอดไฟมันแพงนี่สิ!

            ไฟฟ้าต้องส่งมาจากตัวอำเภอที่อยู่ไกลลิบจะไม่ให้แพงได้อย่างไร?

            อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่กล้าจุดทิ้งไว้สู้ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดคุ้มค่ากว่าเยอะ

            ซูเจียวเจียวเพิ่งจะรู้ว่าหัวหน้าสถานีจ่ายไฟคือวังเหิงอี้สามีของเฉินเจียอวี้

            วังเหิงอี้เป็นคนดีมากเขาตั้งใจและละเอียดอ่อนในการสอนชาวบ้านถึงวิธีใช้สวิตช์ไฟอย่างถูกต้องรวมถึงความรู้เกี่ยวกับการป้องกันไฟฟ้าช็อต

            หลังจากวังเหิงอี้ให้ความรู้แก่ทุกคนซูเจียวเจียวก็เชิญเขามาที่นี่ เพราะเธอต้องการติดตั้งหลอดไฟเพิ่มอีกหลายดวงซึ่งต้องเพิ่มสายไฟอีกหลายเส้น ทำให้ยุ่งยากกว่าปกติ

            เมื่อวังเหิงอี้เห็นลานบ้านที่ปูด้วยซีเมนต์เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความประหลาดใจออกมาเล็กน้อยสมัยนี้การปูซีเมนต์ในหมู่บ้านถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว

            “ยุวชนซู ลานบ้านของคุณจัดแต่งได้ดีจริงๆ” วังเหิงอี้เอ่ยชม

            ได้ยินมาว่ายุวชนซูมีเงินเดือน39หยวนต่อเดือน แถมยังรับงานพิเศษบ่อยครั้งการปูซีเมนต์ในลานบ้านก็ถือเป็นเรื่องปกติแล้ว

            เหมือนอย่างเขาเองเงินเดือน 70 หยวนต่อเดือนแล้วก็แอบรับงานพิเศษอยู่บ้าง รวมแล้วเงินเดือนเกินร้อยหยวนทำให้ภรรยาของเขาสามารถซื้อเสื้อผ้าได้อย่างเต็มที่เขาก็ไม่รู้สึกเสียดายเพราะหามาได้เอง

            ซูเจียวเจียวหัวเราะ“ก็เพื่อความสะดวกในการตากของน่ะค่ะ ไม่อย่างนั้นพอฝนตกลานบ้านก็จะเต็มไปด้วยโคลน ทำความสะอาดยาก”

            วังเหิงอี้ถาม“คุณต้องการติดตั้งหลอดไฟเพิ่มอีกกี่ดวง ติดตั้งที่ไหนบ้าง?”

            ซูเจียวเจียวเล่าความคิดทั้งหมดเมื่อวังเหิงอี้ได้ยินว่าซูเจียวเจียวจะติดตั้งหลอดไฟในลานบ้านด้วยเขาก็ไม่ได้ตกใจมากนัก ยุวชนซูถึงขั้นปูซีเมนต์แล้ว จะกลัวค่าไฟแค่นี้ได้อย่างไร?

            วังเหิงอี้หัวเราะร่า“การติดตั้งหลอดไฟในลานบ้านย่อมสะดวกขึ้นมากแน่นอนครับผมจะให้คนมาติดตั้งที่บ้านคุณตอนนี้เลย น่าจะเสร็จก่อนมืด”

            วังเหิงอี้เรียกผู้ช่วยมาสองคนและเซียวหยวนหมิงอีกหนึ่งคน ทั้งสี่คนช่วยกันทำงานในลานบ้านอย่างขะมักเขม้น

            ซูเจียวเจียวต้องการติดตั้งหลอดไฟทั้งหมดหกดวงคือในห้องนอนสองดวง ห้องครัวหนึ่งดวง ห้องน้ำหนึ่งดวง ห้องส้วมหนึ่งดวงและลานบ้านอีกหนึ่งดวง ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาพอสมควร

            ซูเจียวเจียวกล่าว“สหายวัง รบกวนพวกคุณแล้วนะคะ ตอนนี้ฉันจะไปทำอาหารเย็นพวกคุณทำงานเสร็จแล้วก็อยู่ทานข้าวเย็นที่นี่ก่อนค่อยกลับนะคะ”

            วังเหิงอี้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นยังคงดึงสายไฟต่อไป “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกครับการรับใช้ประชาชนคือหน้าที่และความรับผิดชอบของเราจะอยู่กินข้าวที่บ้านสหายได้อย่างไรกัน”

            “พวกคุณทำงานเสร็จก็มืดแล้ว กว่าจะกลับถึงตัวอำเภอเวลากินข้าวก็เลยไปนานแล้ว มากินที่นี่นิดหน่อยเถอะค่ะก็ไม่ใช่ข้าวดีอาหารรสเลิศอะไร ขอแค่พวกคุณไม่รังเกียจก็พอ” ซูเจียวเจียวกล่าวจบก็เดินไปทำอาหาร

            เซียวหยวนซินก็เข้ามาช่วยด้วย

            ที่บ้านมีผู้ชายมาเพิ่มสามคนก็ต้องหุงข้าวเพิ่มขึ้นอีกเยอะ

            ถึงแม้กองผลิตจะติดตั้งสายไฟและทุกครัวเรือนจะจ่ายเงินค่าใช้จ่ายไปแล้วแต่การเลี้ยงอาหารสักมื้อก็เป็นเรื่องของมารยาทแถมเธอยังเคยรับงานพิเศษจากเฉินเจียอวี้มาไม่น้อย

            ในหม้อใบใหญ่มีข้าวหุงสุกเต็มหม้อและไข่เป็ดเค็มอีกหกฟอง ซึ่งเป็นของที่อาหมิงซื้อมาเมื่อสองวันก่อน

            นอกจากนี้ซูเจียวเจียวยังทำปลานึ่งซีอิ๊วหนึ่งจานหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วหนึ่งจาน ถั่วแระผัดผักกาดดอง ฟักทองผัดและน้ำแกงมะเขือเทศกับไข่อีกหนึ่งชาม

            สมัยนี้การหาน้ำแกงอย่างอื่นมาทานนั้นยากมากมีแต่น้ำแกงมะเขือเทศกับไข่ที่ทานกันบ่อยที่สุด

            สุดท้ายที่นำขึ้นโต๊ะก็คือไข่เป็ดเค็มหกฟอง

            หลังจากวังเหิงอี้และคนอื่นๆติดตั้งหลอดไฟเสร็จ ซูเจียวเจียวก็ชวนพวกเขานั่งกินข้าวด้วยกันวังเหิงอี้ไม่ได้ปฏิเสธอีก ตอนนี้ข้างนอกมืดสนิทแล้ว กว่าจะกลับไปถึงตัวอำเภออาหารอะไรก็คงจะหมดแล้ว

            เซียวหยวนหมิงตั้งใจจะไปซื้อเหล้ามาเลี้ยงแขกแต่วังเหิงอี้บอกว่าเขาต้องขับรถหลังอาหาร จึงดื่มเหล้าไม่ได้

            อย่างไรก็ตามผู้ช่วยอีกสองคนที่ไม่ต้องขับรถสามารถดื่มได้แต่เมื่อเห็นว่าหัวหน้าของพวกเขาอย่างวังเหิงอี้ไม่ดื่มพวกเขาก็ไม่กล้าดื่มเช่นกัน ทั้งสองต่างส่ายหน้าบอกว่าแค่ทานข้าวก็พอแล้ว

            บนโต๊ะอาหารวังเหิงอี้ชมเซียวหยวนหมิงว่าเรียนรู้เร็วมาก เรื่องการติดตั้งสายไฟนั้นเซียวหยวนหมิงแค่ฟังเขาพูดครั้งเดียวก็จำได้หลายอย่าง แถมยังไหวพริบดีและสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เมื่อครู่มีช่างคนหนึ่งดึงสายไฟผิดเซียวหยวนหมิงก็เป็นคนพบเข้า

            ซูเจียวเจียวมองเซียวหยวนหมิงด้วยแววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเธอรู้ว่าอาหมิงเป็นคนฉลาดมาก และเรียนรู้ได้เร็วจริงๆยาลบรอยแผลเป็นนั้นได้ผลดีมาก เธอใช้แค่ไม่กี่วัน แผลเป็นที่มือก็หายไปหมดไม่มีร่องรอยให้เห็นเลย นี่ล้วนเป็นสิ่งที่อาหมิงคิดค้นขึ้นมาเองนะ!

            หลังอาหารเย็นซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงพาทั้งสามคนไปส่งที่ปากหมู่บ้านก่อนจะจับมือกันเดินกลับ

            ทั้งสองเดินเล่นใต้แสงจันทร์มองไปไกลๆ เห็นแสงไฟสว่างไสวริบหรี่ในหมู่บ้านมีทั้งแสงจากหลอดไฟและแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าด ทุกสิ่งดูสงบและงดงาม

            “อาหมิง”

            จู่ๆเสียงของซูเจียวเจียวก็ดังขึ้นข้างกาย

            เซียวหยวนหมิงหันไปมองเธอปลายปากคลี่ยิ้มอย่างมีความสุข “อืม ผมอยู่นี่”

            ซูเจียวเจียวหันไปมองเขาดวงตาสีดำสนิทของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย “อาหมิงทำไมคุณถึงไม่เคยเอ่ยปากถามฉันเรื่องมีลูกเลยล่ะ?”

            ตั้งแต่แต่งงานกันแม้ทั้งคู่จะไม่ได้ขาดซึ่งรสรักแต่ซูเจียวเจียวจะให้เซียวหยวนหมิงป้องกันทุกครั้งไป จึงยังไม่มีวี่แววว่าจะมีลูกแต่เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากถาม

            เจ้าผู้ชายโง่คนนี้นี่นะ

            ไม่รู้ในใจกำลังคิดอะไรอยู่!

            เซียวหยวนหมิงกระชับมือซูเจียวเจียวแน่นเมื่อเขาหยุดเดิน แววตาที่ลุ่มลึกค่อยๆ อ่อนโยนลง “คุณเพิ่งจะอายุสิบแปดปีเต็มการมีลูกตอนนี้ยังเร็วเกินไป ไม่ดีต่อสุขภาพของคุณ รออีกสองสามปีพอร่างกายโตเต็มที่แล้วค่อยมีลูกกันก็ยังไม่สาย”

            ปีนี้เขาอายุยี่สิบสองปีแล้วสามารถเป็นพ่อคนได้แล้ว

            ลู่เหว่ยหมินที่อายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปีมีเสี่ยวหู่จื่อที่ตอนนี้อายุได้สองขวบแล้ว

            เขาก็อยากมีลูกลูกของเขากับเจียวเจียว

            แต่เจียวเจียวก็ยังเด็กนักเขาไม่อาจปล่อยให้เจียวเจียวต้องเป็นอันตราย หากเป็นเช่นนั้นการให้คลอดบุตรจะทำร้ายร่างกายของเจียวเจียวมากเกินไป

            “เข้าใจแล้วค่ะ”

            เสียงหวานใสของหญิงสาวดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวานเธอกระชับมือเขาแน่น “รออีกสองสามปีพอฉันโตขึ้นอีกหน่อย เราค่อยมีลูกกันนะ”

            ครั้งที่แล้วตั้งใจจะคุยเรื่องนี้กับเขาแต่ตอนนั่งรถแทรกเตอร์ไปตลาด คนเยอะเกินไปจึงไม่สะดวกจะพูด พอหลังจากนั้นก็ยุ่งๆจนลืมเรื่องนี้ไปเลย

            แต่คนซื่อบื้อคนนี้ก็ไม่เร่งไม่ร้อนเลย

            ที่แท้ก็คิดถึงสุขภาพของเธอมาตลอดนี่เอง

            ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นละก็แต่งงานมานานขนาดนี้แล้วยังไม่มีลูก คงร้อนใจจนนั่งไม่ติดเชียวล่ะ

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก ที่คุณอ่าน