ราเชนได้แต่อึ้งไป ไม่รู้ทำไม เขาต้องใส่ใจความรู้สึกของแม่หยางเฟยหลงด้วยนะ
ทั้งๆที่เขาไม่ใช่หยางเฟยหลงสักหน่อย คงอาจเป็จิตใต้สำนึกของหยางเฟยหลงยังคงติดอยู่ในหัวในเื่นี้ พลอยทำให้เขาเอง รู้สึกรักและเคารพแม่รั่วหลานด้วยเช่นกัน
“ ไม่เป็ไร ข้าจะคุยกับท่านแม่เอง”
ราเชนเอ่ยออกไปแบบนั้น แต่ในใจยังไม่รู้เลย ว่าเริ่มคุยกับมารดาอย่างไร
พอไปถึงบ้าน ก็พบว่า แม่รั่วหลานยืนรออยู่ก่อนแล้ว แต่น่าแปลก แม่รั่วหลานกลับนั่งรอเขาอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ ต้าเฉิงกลับไปก่อน แม่มีเื่ต้องคุยกับ เฟยหลง”
“ ท่านป้า ข้าห้ามเขาแล้วนะ..”
รั่วหลานยกมือไม่ให้ต้าเฉิงพูดแล้วโบกมือให้กลับไป
“ ท่านแม่ ข้า..” ราเชนกำลังจะอธิบายเหตุผลที่เขารับคำท้าสู้กับ ฉีเซียน แต่แม่รั่วหลานกลับเอ่ยว่า
“ ลูกหลานของตระกูลหยาง แม้นต้องตาย ก็จะไม่ยอมให้ใครมาดูิ่บรรพบุรุษของเราได้ ลูกแม่ พรุ่งนี้ลูกจะต้องสู้ แม้ต้องตายก็อย่าทำให้เสียชื่อ ตระกูลหยางของเรา”
“ หืม?”
ราเชนได้ฟัง ถึงกับใ ไม่คิดว่าแม่รั่วหลานจะพูดเช่นนี้ ไหนเคยบอกว่า เขาคือ ทายาทคนเดียวของตระกูล ไม่อยากให้ต้องมาเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
“ ลูกฟังไม่ผิด ที่แม่ยอมให้ลูกขึ้นประลอง เพราะแม่เชื่อว่า ลูกจะต้องเอาชนะฉีเซียน คนนั้นได้แน่ เพราะตอนนี้ลูกของแม่สามารถใช้หมัดเจ็ดสังหารตระกูลหยางได้แล้ว”
“ หมัดเจ็ดสังหารตระกูลหยาง?” ราเชนสงสัยยิ่ง
“ ก็หมัดที่เ้าใช้จัดการกับนักพรตชิงอี้เหวินยังไงเล่า ไม่ต้องห่วงแม่รู้อยู่แล้ว การใช้หมัดเจ็ดสังหารของตระกูลหยางเรา ไม่ต้องใช้พลังปราณยุทธ์ เป็การออกหมัดเพื่อใช้ในสนามรบ มันเป็หมัดที่ใช้ในระยะประชิด เคล็ดลับสำคัญ มันคือ การต่อยหมัดให้ถูกจุดตายของคู่ต่อสู้ ซึ่งมีเพียงแค่ เจ็ดตำแหน่งเท่านั้น ขอเพียงต่อยหมัดออกไปถูกเป้าหมายแค่ครั้งเดียว คู่ต่อสู้ที่พลังปราณยุทธ์ขั้นต้น ต้องตายหรือไม่ก็พิการแน่ๆ”
ราเชนฟังแล้วรู้สึกว่า มันช่างเหมือนกับ วิชาหมัดเจ็ดสังหารที่เขาเคยเรียนรู้มาก่อน
“ ท่านแม่รู้ได้อย่างไร ว่าลูกฝึกวิชาหมัดนี้อยู่?”
“ ตอนที่ลูกต่อยหมัดใส่ นักพรตชิงอี้เหวินนั่น นึกหรือว่าจะตบตาแม่ได้ นั่นคือหมัดเจ็ดสังหารที่ใช้ฆ่าคนในสนามรบ เป็วิชาลับของ ทายาทตระกูลหยางเท่านั้น แสดงว่า พ่อของเ้าคงแอบสอนเ้า ในตอนที่แม่ไม่รู้ใช่ไหม?”
“ หา วิชาลับของตระกูลหยาง?”
“ ใช่ แม่คิดว่า พ่อคงไม่ทันได้บอกลูกแน่ๆ แต่แม่พอจะจำได้ว่า จุดตายบนร่างทั้งเจ็ดจุดได้ เพราะท่านพ่อได้สอนแม่เอาไว้ ให้ระวังเอาไว้ แต่ไม่เคยสอนให้แม่ ออกหมัดแบบลูก คงเป็เพราะ ผิดกฏบรรพชน เลยไม่ได้สอนแม่ ดังนั้น แม่มั่นใจ ลูกต้องเอาชนะฉีเซียนได้แน่ๆ”
ที่แท้ วิชาหมัดเจ็ดสังหารของเขา มันเป็วิชาลับของ ตระกูลหยางนี่เอง ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเชื่อมโยงกันได้ ราเชนถึงกับยิ้มออกมา พอตกเย็นแม่รั่วหลานก็ทำอาหารอร่อยๆ ให้ราเชนกินจนอิ่ม จากนั้นก็ให้รีบเข้านอน
ราเชนยังนอนไม่หลับ ออกมาทบทวนท่าเท้าวายุเหิน แต่ทันใดนั้นเอง เสี่ยวฉีก็วิ่งหน้าตาตื่นมาหาเขา แล้วเอ่ยว่า
“ พี่เฟยหลง แย่แล้ว พี่ต้าเฉิงถูกซ้อม”
“ ที่ไหน”
“ ตลาด”
“ มันเกิดอะไรขึ้น”
ราเชนให้ เสี่ยวฉีรีบอธิบาย
“ พี่ต้าเฉิงไปกินข้าวต้มกับ ข้าที่ตลาด พอดีเจอคนของ ฉีเซียนและ เว่ยจงเฉียน พวกมันเห็นพี่ต้าเฉิงกับข้า ก็เข้ามาหาเื่และลวนลามข้า พี่ต้าเฉิงไม่พอใจต่อยหน้าเว่ยจงเฉียน พวกมันเลยเข้ามารุมเขา พี่ต้าเฉิงให้ข้ามาบอกพี่เฟยหลงก่อน ไม่ได้ ไม่ได้ ข้าต้องรีบไปบอกกับท่านพ่อเื่นี้ ข้าต้องไปแล้ว”
เสี่ยวฉี เอ่ยจบก็วิ่งกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ราเชนความจริงไม่จำเป็ต้องไปช่วยต้าเฉิงก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไม เขากลับรีบวิ่งออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว จนมาถึงที่ตลาด พบว่า ต้าเฉิงนอกจากถูกซ้อมจนาเ็ปางตายแล้ว ยังมีหมาพิตบูลอีกสี่ตัว กำลังรุมกัดแขนขาของเขาไม่ปล่อย ท่ามกลางเสียงหัวเราะของกลุ่ม คุณชายฉีเซียนและ คุณชายเว่ยจงเฉียน
ราเชนเห็นไม้หาบของวางอยู่ใกล้มือ ก็รีบคว้าเข้าไป แล้วฟาดใส่หัวของหมาพิตบูลตัวแรก จนหัวของมันถึงกับแบะออก ดิ้นพล่านๆ ตายไป ไม้ไผ่ในมือราเชนถึงกับหัก เป็สองท่อน ราเชนยังคงใช้ปักเข้ากลางลำคอของหมาอีกสองตัว จนมันร้องดิ้นทุรนทุราย ตายไป อีกตัวกำลังกัดที่แขนของต้าเฉิง ก็ถูกราเชนใช้มือขวาบีบเข้าที่คอ จนต้องอ้าปากร้องออกมา ไม่กัดแขนของ ต้าเฉิงอีกต่อไป
ราเชนหันไปมองหน้ากลุ่มของคุณชายทั้งสอง โดยที่พวกมันได้แต่อ้าปากตาค้างไม่คิดว่า หมาล่าเนื้อของพวกมันสามตัวจะตายเร็วเช่นนี้ และ ในมือ ยังถูกมือขวาของราเชนบีบคอเอาไว้ด้วยมือเดียว ร่างของมันถึงกับดิ้นพล่าน แต่ไม่อาจหนีรอดจากมือของราเชนไปได้
“ ปล่อย..หมาของข้านะ”
ราเชนไม่เอ่ยอะไร และไม่มองแม้แต่หมาของพวกมัน เขาหักคอของมันด้วยมือเดียว จนมีเสียงดังพล็อก !
แล้วก็โยนซากศพหมาคืนพวกมันไป
“ ฉีเซียน พรุ่งนี้วันประลองของเรา ข้าหวังว่า เ้าจะไปให้ทันเวลานะ”
“ เ้า...เ้าคิดจะไปอย่างนี้รึ?”
เว่ยจงเฉียนรีบเอ่ยขึ้นมาทันที พร้อมกับลากหมาอีก 4 ตัวออกมา พร้อมกับลูกน้องถือไม้พลองอีก 8 คน เตรียมรอรับคำสั่ง
“ เ้าคิดจะทำร้าย เฟยหลงตอนนี้ พรุ่งนี้ข้าจะรายงาน ดูซิ ว่า ทางสำนักจะจัดการกับพวกเ้าอย่างไร” ต้าเฉิงเอ่ยขึ้นมาอย่างกระท่อนกระแท่น
เว่ยจงเฉียนกับฉีเซียนหันมามองหน้ากัน พวกเขารู้ว่า หากทำร้ายราเชนตอนนี้ พรุ่งนี้พวกเขาต้องได้รับโทษจากสำนักแน่ๆ ฉีเซียนเลยเอ่ยว่า
“ ข้าจะให้เ้ามีชีวิตอีก1วัน พรุ่งนี้เ้าได้ตายคามือของข้าแน่ พวกเราไป”
ไม่นานนัก บิดาของต้าเฉิงก็มาถึงพร้อมทหารอีกหลายสิบคน ที่แท้บิดาของต้าเฉิงก็เป็ถึงรองแม่ทัพรักษาเมืองแห่งนี้นามว่า ลู่ตง
“ เป็ไงบ้างลูก”
“ ไม่เป็ไร แค่หมากัดนิดหน่อย”
“ ท่านลุงลู่”
“ อืม ถูกกัดขนาดนี้ บอกว่า าเ็นิดหน่อย สมแล้วเป็ลูกชายของข้า พาคุณชายไปรักษาาแก่อน”
“ ท่านพ่อ ท่านไม่ไปแก้แค้นพวกเขาให้พี่ใหญ่หรือเ้าคะ?” เสี่ยวฉีเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
“ เื่ของเด็กๆ พ่อไม่อยากเข้าไปยุ่ง โลกนี้คนเข้มแข็งข่มแหงคนอ่อนแอ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ต้องโทษที่ต้าเฉิงอ่อนแอ ลูกผู้ชายในตระกูลลู่ของเราไม่เคยมีใครยอมแพ้ ต่อไปต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้ หากว่าเจอพวกมันอีก จะได้เอาตัวรอดได้” แม่ทัพลู่ตง สอนลูกๆ ของเขา ทำให้ราเชนที่ยืนอยู่ถึงพยักหน้า ยอมรับความคิดของ แม่ทัพผู้นี้
“ เฟยหลงได้ข่าว่า พรุ่งนี้เ้าจะสู้เป็ตายกับคุณชายฉีเซียน เป็ความจริงรึ?”
“ จริงขอรับ”
“ อืม สายเืตระกูลหยางทุกๆ คนล้วนมีหัวใจกล้าแกร่ง ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาเนิ่นนาน ไม่คิดว่าแม้แต่คนไร้พลังปราณยุทธ์อย่างเ้า จะกล้าหาญท้าสู้กับ คนที่มีปราณยุทธ์ระดับ 20 ข้าเชื่อว่า เ้าต้องมีหนทางเอาชนะได้ ไม่เช่นนั้นไม่กล้ารับคำท้าทายของมันแน่ ขอให้เ้าโชคดี”
“ ขอบคุณท่านลุง” ราเชนยิ่งนับถือความคิดของ รองแม่ทัพลู่ตงยิ่งนัก แค่มองเขาแค่ปราดเดียว ก็มั่นใจในตัวของเขาว่าจะสามารถเอาชนะ ฉีเซียนได้
“ ขอบใจเ้ามาก พรุ่งนี้ข้าจะไปดูว่า เ้าฉีเซียนจะต้องตายด้วยฝีมือเ้าอย่างไร”
ต้าเฉิงเอ่ยเบาๆ เขามั่นใจว่าราเชนต้องฆ่าเ้าฉีเซียนได้แน่
“ ข้ารู้ว่า มันทำกับเ้าเช่นนี้เป็เพราะ้าให้ข้าหวาดกลัว เ้าไม่ต้องกังวลพรุ่งนี้จะเป็วันที่เ้าฉีเซียน เห็นดวงตะวันเป็ครั้งสุดท้ายของมัน”
ต้าเฉิงไม่ทันได้ฟังคำนี้ เพราะตนเองเสียเืสลบไปแล้ว แต่แม่ทัพลู่ตงกลับได้ยินชัดเจน ถึงกับตบไหล่ของเขา แล้วให้ลูกน้องแบกต้าเฉิงกลับไป
ในตอนเช้า ที่สำนักเมฆาม่วง มีคนที่รู้ว่า วันนี้มีการประลองบนเวทีโลหิต และมีการทำสัญญาเป็ตายเรียบร้อยแล้ว ผู้คนก็ต่างมาเฝ้าหน้าเวทีกันแต่เช้าก่อนที่เวลาจะเริ่ม มีคนของตระกูลเว่ย ตั้งโต๊ะรับพนัน โดยตั้งราคาให้ หยางเฟยหลงเป็รองถึง 1 ต่อ 10
“ หนึ่งแสนเหรียญ ข้าแทงข้างหยางเฟยหลง” ต้าเฉิงนำเงินของหยางเฟยหลงที่มีมาแทงกับ คนของตระกูล เว่ย ซึ่งเปิดรับพนันในครั้งนี้
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยินดีเสมอ” เว่ยสง ผู้เปิดโต๊ะพนันเป็ญาติผู้พี่ของ เว่ยจงเฉียนแย้มยิ้มเป็กันอย่างดี เพราะคิดว่า ไม่มีวันที่คนไร้ปราณยุทธ์ และมีรูปร่างอ้วน ขี้โรค
อย่างหยางเฟยหลง จะสามารถเอาชนะ ผู้ที่มีปราณยุทธ์ระดับที่ 20 อย่างฉีเซียนได้แน่ๆ
ต้าเฉิงเดินเข้ามาเฟยหลงแล้วกล่าวว่า
“ นี่เ้าไปเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนั้น หากว่าแพ้เ้าไม่เสียดายรึ?”
“ ข้าไม่เคยคิดว่า ข้าจะแพ้มัน” เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ต้าเฉิงเลยได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย แล้ว ตอนนี้แม่รั่วหลานของเขา และคนในตระกูลเมิ่ง ก็มาดูกันหลายคน ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้สนใจว่า ใครเป็ใครนัก จนแม่รั่วหลานเข้ามาหาเขา แล้วบอกว่า
“ แม่เชื่อในตัวลูก จัดการกับมันก่อนที่มันจะตั้งตัวได้ อย่ายืดเยื้อ”
แม่รั่วหลานเข้ามากระซิบบอกถึงวิธี จัดการกับฉีเซียน ราเชนได้แต่พยักหน้า ส่วนอาจารย์ไป๋เซียง ตอนนี้นั่งเป็กรรมการ 1 ใน 3 ของ การต่อสู้เป็ตาย ทำให้ฝูงชนต่างมามองหน้าของ อาจารย์ไป๋เซียง เป็จำนวนมาก บางคนถึงกับไม่มองมาทางเวทีประลองเลย
และแล้วก็มีคนมากลุ่มหนึ่งมีทั้งบุรุษและสตรีสี่คน มีทหารคอยคุ้มกันหลายสิบคน มานั่งเก้าอี้ระดับวีไอพี
ราเชนจำได้ หนึ่งในนั้นคือ องค์ชายสี่หลี่ิ เดินมาพร้อมกับฉีเซียน ซึ่งมีชายชราคิ้วขาว เดินเคียงข้างอยู่
“ นั่น หมัดกระเรียนฟ้า จ้าวเหล่ยเทียน มาด้วยหรือนี่” ต้าเฉิงเอ่ยอย่างหวาดเกรง
“ ดูเ้าหวาดกลัว ตาแก่นี่ซะเหลือเกินนะ” ราเชนเอ่ย แต่สายตากลับยังคงจ้องไปที่องค์ชายหลี่ิ คนที่สั่งเหล่าคุณชายเหล่านี้มาฆ่าเขา
“ ไม่กลัวได้ยังไง ว่ากันว่าของหมัดกระเรียนฟ้า จ้าวเหล่ยเทียน เข้าถึงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงแล้ว”
“ ระดับปรมาจารย์?”
“ ก็พลังปราณยุทธ์ขั้นที่ 100 ขึ้นไป เราเรียกกันว่า ระดับปรมาจารย์ หากว่าเขาได้ให้การชี้แนะกับ ฉีเซียน เ้าแย่แน่ๆ”
“ แล้วตาแก่นี่เกี่ยวข้องอะไรกับฉีเซียน”
“ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่ว่าปรมาจารย์เหล่ยเทียน เป็อาจารย์ของ องค์ชายสี่หลี่ินะซิ”
“ ข้าไม่กลัวมันอยู่แล้ว ยิ่งไม่ได้ต่อสู้เพื่อแพ้ชนะ แต่ต่อสู้เพื่ออยู่รอด ข้าไม่เคยกลัวใครเช่นกัน”
ราเชนเอ่ยจบ ก็ก้าวขึ้นเวทีโลหิต ที่พื้นเวทีแม้จะเป็สีขาว แต่ทว่ากลับมีรอยคราบเื กระจายไปตามจุดต่างๆ ซึ่งไม่อาจทำความสะอาดได้ออกหมด ทำให้ผู้คนเรียกลานประลองเป็ตายนี้ว่า เวทีโลหิต
“ จากที่ข้าสืบมา การที่มันมั่นใจว่าจะสู้เ้าได้ ต้องเป็เพราะวิชาลับของตระกูลหยางของมัน ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวลือว่า มันเคยใช้หมัดต่อยใส่ ศิษย์ของนักพรตชิงเต่าจนตายไป ทีแรกข้านึกว่ามันเป็เื่บังเอิญ แต่หากไม่ได้อาจารย์บอก เ้าอาจต้องเสียทีมัน” องค์ชายสี่หลี่ิเอ่ยกับ ฉีเซียนที่ยืนก้มหัวรอรับคำสั่ง
“ ท่านปรมาจารย์จ้าวได้สอนสามท่ากระเรียนอัสดง ให้กับ ข้าแล้ว ต่อให้มันใช้หมัดเร้นลับอะไรนั่นจริง มันไม่มีทางได้ใช้ออกอย่างแน่นอน”
ฉีเซียนเอ่ยด้วยความมั่นใจ
“ อย่าประมาทคู่ต่อสู้ หากมันไม่มั่นใจ มีหรือมันจะหาญกล้าท้าสู้กับ คนที่มีปราณยุทธ์อย่างเ้า ดังนั้น โจมตีมันอย่าไร้ปราณี เร่งจัดการมันอย่าปล่อยให้มันตั้งตัวได้”
ปรมาจารย์จ้าวเหล่ยเทียนเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ ขอรับ ท่านปรมาจารย์”
แล้วท่านอาจารย์ถงเหล่า ก็ประกาศกฏกติกาออกมาให้ทุกคนได้ฟังกันไปทั่วสนาม
“ หยางเฟยหลงกับ ฉีเซียน ทั้งสองตกลงสู้กัน โดยใช้เวทีโลหิต ตัดสินความเป็ความตาย นี่คือ กฏของสำนักที่ได้กำหนดเอาไว้ เพื่อไม่ให้เื่บานปลายระหว่างตระกูล ดังนั้น ไม่ว่าผลจะเป็อย่างไร ห้ามทุกฝ่ายแก้แค้นอีกฝ่ายหนึ่งเป็อันขาด
มิเช่นนั้น จะถือว่า เป็ศัตรูกับ สำนักเมฆาม่วงของเรา พวกเ้าสามารถใช้ร่างกายเป็อาวุธได้เท่านั้น ห้ามใช้อาวุธมาต่อสู้กัน หากว่าไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ กรรมการทั้งสาม จะปรึกษาหารือกัน แล้วจะให้ยกเลิกการต่อสู้ในทันที หากใครฝ่าฝืน ต้องถูกสำนักลงโทษตัดเส้นปราณยุทธ์ แล้วขับออกจากสำนัก นี่คือสัญญาประลองเป็ตาย ขอให้กรรมการและทุกๆ คน เป็สักขีพยานในครั้งนี้”
เสียงผู้คนเริ่มฮือฮา พอเห็นสัญญาที่เขียนด้วยเืของทั้งสอง บรรยากาศก็เริ่มขมึงตึงเครียดกันไปทั่วสนาม....