ตอนที่ 4 ป๋ายชีเวย
ลี่ว์อู๋ที่เดิมเหลือแค่ลมหายใจรวยริน พอได้ยินคำกล่าวของป๋ายซู่เสวี่ยก็เบิกตามองป๋ายซู่เสวียอย่างเคียดแค้น ร้องะโ “ป๋ายซู่เสวี่ยเ้าต้องไม่ตายดี ข้าลี่ว์อู๋ต่อให้ตายก็ไม่มีทางปล่อยเ้า เสียแรงที่ข้าภักดีต่อเ้ามาหลายปี เ้าต้องไม่ตายดี!”
เมื่อได้ยินวาจาของลี่ว์อู๋ ป๋ายซู่เสวี่ยก็ตวาดขึ้นอย่างโมโห “นิ่งกันอยู่ทำไม รีบโยนนางออกไป เดี๋ยวห้องข้าจะแปดเปื้อนไออัปมงคล”
ป๋ายเอ้าเสวี่ยฝั่งนี้ไม่รู้ว่าที่เรือนป๋ายซู่เสวี่ยเกิดเื่อะไรขึ้น
ตอนนี้ป๋ายเอ้าเสวี่ยกำลังส่องกระจกทองแดงอยู่ มองใบหน้าที่เหมือนนางในชาติที่แล้วทุกกระเบียดนิ้วจากนั้นก็นิ่งอึ้ง นี่คือหน้าของนาง
ตอนที่ทำภารกิจในชาติที่แล้ว เพราะว่าใบหน้านี้จึงเคยมีคนตั้งฉายาให้นางว่ายมทูตล่มเมือง
ใบหน้างามสง่าโดดเด่น แม้จะยังอ่อนเยาว์ไม่เหมือนชาติที่แล้วทว่าก็คล้ายคลึงอยู่เจ็ดส่วน คิ้วบางคม ั์ตาดื้อรั้นเ็า ริมฝีปากบาง ไม่มีตรงไหนที่ไม่เหมือนป๋ายเอ้าเสวี่ยยมทูตล่มเมืองที่สังหารคนมาแล้วนับไม่ถ้วนเลยแม้แต่น้อย
ในตอนที่ป๋ายเอ้าเสวี่ยกำลังตกอยู่ในภวังค์ ป๋ายซู่เสวี่ยก็พากลุ่มคนมาถึงเรือนเล็กแล้ว
“ป๋ายเอ้าเสวี่ยนางหญิงชั้นต่ำ รีบไสหัวออกมาให้ข้า” ป๋ายซู่เสวี่ยยืนอวดเบ่งวางท่าอยู่ในเรือนเล็กของป๋ายเอ้าเสวี่ย นางตวาดออกมาราวกับราชินีผู้ถือตัวสูงส่ง
เมื่อได้ยินเสียงโวยวายในเรือน ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “มาเร็วเสียจริง มื้อหลักเริ่มต้น ณ บัดนี้”
มู่เหมียนที่เดิมกังวลใจ เห็นป๋ายซู่เสวี่ยมาหาถึงที่ก็ดึงป๋ายเอ้าเสวี่ยไว้เอ่ย “คุณหนู ท่านอย่าออกไปเลย ออกไปแล้วนางคงตีท่าน”
ตรงข้ามกับท่าทางร้อนใจของมู่เหมียน ป๋ายเอ้าเสวี่ยกลับเดินนวยนาดออกไป นางเดินไปถึงกรอบประตูแล้วเอ่ยขึ้น “มู่เหมียน หรือว่าเ้าลืมคำกล่าวของข้าเมื่อครู่แล้ว หลังจากนี้ไปคุณหนูอย่างข้าจะไม่หวังพึ่งใครและไม่กลัวใครอีก คนธรรมดาสามัญอย่างป๋ายซู่เสวี่ยไม่คู่ควรให้ข้าต้องว้าวุ่นใจเลยด้วยซ้ำ จำไว้มู่เหมียน ภายหน้าติดตามข้าก็ต้องเชื่อมั่นในตัวข้า”
เห็นชัดว่าเป็ประโยคอวดดี ทว่าพอออกมาจากปากป๋ายเอ้าเสวี่ยแล้ว มันกลับเพิ่มความน่าเชื่อถือให้คนพูดเป็อย่างดี
เมื่อได้ยินคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ย มู่เหมียนก็ไม่รั้งอีก เดินตามหลังป๋ายเอ้าเสวี่ยออกไปนอกห้อง
พอออกมาจากประตูห้องแล้ว ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็เห็นป๋ายซู่เสวี่ยที่ถูกห้อมล้อมราวดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดารา
นางละสายตาออกอย่างเดียดฉันท์ เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ทราบว่าน้องหญิงมาหาพี่ตอนนี้มีธุระอะไรหรือ หรือน้องหญิงลืมไปแล้วว่าพี่เพิ่งตกบ่อน้ำมา ตอนนี้ยังไม่สบายอยู่ น้องหญิงมาเยี่ยมพี่อย่างนั้นหรือ”
ป๋ายซู่เสวี่ยพอได้ยินคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ย สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป นางมองป๋ายเอ้าเสวี่ยอย่างตกตะลึง
ในใจนางรู้สึกผิดปกติ วาจาของป๋ายเอ้าเสวี่ยซ่อนความนัยเอาไว้ ตอนนี้ในหัวป๋ายซู่เสวี่ยคิดอ่านไปต่างๆ นานา
“พี่หญิงเข้าใจผิดแล้ว สาวใช้ของซู่เสวี่ยนามลี่ว์อู๋ได้รับาเ็ในเรือนพี่หญิง ลี่ว์อู๋บอกว่าพี่หญิงลงมือไม่สนใจถูกผิด น้องเลยมาถามพี่หญิงว่าเื่ราวเป็อย่างไรกันแน่” ป๋ายซู่เสวี่ยยิ้มกลบเกลื่อนแสร้งทำเป็ไร้เดียงสา
ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองสีหน้าเสแสร้งแกล้งทำของป๋ายซู่เสวี่ยแล้วเอ่ยขึ้น “พี่แค่สั่งสอนสาวใช้แทนน้องหญิงเท่านั้น เป็แค่สาวใช้ชั้นต่ำ ทว่ากลับลืมฐานะตัวเอง ทำผิดซ้ำซาก แม้พี่จะรู้ว่าน้องหญิงอบรมสาวใช้ได้ดีอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดลี่ว์อู๋สาวใช้นางนั้นจึงเหมือนว่าจะลืมฐานะตัวเอง น้องหญิงเ้าบอกพี่มา สุนัขเป็เ้านายได้หรือ กายึดรังนกสาลิกาได้หรือไม่”
คำพูดของป๋ายเอ้าเสวี่ยแต่ละคำแต่ละประโยคทิ่มแทงตรงจุด ป๋ายซู่เสวี่ยที่เดิมยิ้มแย้ม พอได้ยินคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ยสีก็เปลี่ยนเป็เขียวคล้ำนานแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าป๋ายเอ้าเสวี่ยที่แต่ไหนแต่ไรมายอมให้คนรังแกตามใจ ปากจะกลายเป็ร้ายกาจเช่นนี้ได้ ความหมายของนางคนในที่นี้ล้วนทราบดี เห็นชัดว่าเป็การด่าป๋ายซู่เสวี่ยอ้อมๆ รู้ชัดว่าเป็บุตรสาวสายรอง แต่กลับเห็นตัวเองเป็บุตรสาวสายตรงเสียได้
กลุ่มคนมองไปทางป๋ายเอ้าเสวี่ย ก่อนจะมองไปทางป๋ายซู่เสวี่ย รู้สึกว่าคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ยกล่าวได้ถูกต้อง
ป๋ายเอ้าเสวี่ยมีฐานะเป็บุตรสาวสายตรง ข้างกายนอกจากสาวใช้เพียงคนเดียวอย่างมู่เหมียนแล้วก็ไม่มีใครอีก แต่ข้างกายป๋ายซู่เสวี่ยที่เป็บุตรสาวสายรองกลับมีบ่าวรับใช้ติดตามเป็พรวน
เห็นใบหน้าป๋ายซู่เสวี่ยบิดเบี้ยว ป๋ายเอ้าเสวี่ยกลับเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางไม่เข้าใจ “สีหน้าน้องหญิงทำไมไม่น่าดูเช่นนั้น หรือว่าพี่ทำอะไรผิดไปงั้นหรือ พี่คิดว่าแค่สาวใช้นางหนึ่งเท่านั้น น้องหญิงไม่มีทางโกรธ ดูท่าพี่จะคิดผิด ที่แท้ตีสุนัขต้องดูเ้าของด้วยจริงๆ แต่ว่าสุนัขตัวนั้นก็เป็แค่สุนัขบ้าตัวหนึ่งเองนะ”
“พี่หญิงพูดได้ถูกต้อง ลี่ว์อู๋สมควรถูกสั่งสอน ครั้งนี้ต้องขอบคุณพี่หญิงมากแล้ว ตอนนี้พี่หญิงสุขภาพดีขึ้นแล้ว เช่นนั้นก็พักผ่อนให้มากๆ เถิด ซู่เสวี่ยขอตัวก่อนแล้ว อีกไม่กี่วันค่อยมาเยี่ยมพี่หญิงใหม่” ป๋ายซู่เสวี่ยมองป๋ายเอ้าเสวี่ยหน้ายิ้มใจไม่ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น ปากพูดวาจาสวยหรูทว่าสายตาเชือดเฉือนป๋ายเอ้าเสวี่ยเป็หมื่นเป็พันชิ้นแล้ว
ป๋ายเอ้าเสวี่ยเมินเฉยต่อสายตาของนาง เอ่ยขึ้นต่อ “อืม ได้ยินน้องหญิงเอ่ยเช่นนี้ พี่ก็รู้สึกป่วยขึ้นมาจริงๆ แล้ว อยู่ๆ ก็ตกลงบ่อน้ำ ไม่รู้ว่าไปชนอะไรเข้า หลายวันนี้ช่างแปลกเสียจริงอยู่ๆ ก็ตกบ่อน้ำโดยไร้สาเหตุ ทว่าครั้งนี้ก็ช่วยให้ข้าเห็นอะไรชัดเจนขึ้นหลายเื่ ดูท่าการตกน้ำครั้งนี้จะเป็เื่ดี”
คำพูดประโยคนี้ของป๋ายเอ้าเสวี่ยเกือบทำเอาป๋ายซู่เสวี่ยโมโหจนาเ็ภายใน ป๋ายซู่เสวี่ยในตอนนี้ก็ก้าวเท้าไวๆ ออกจากเรือนเล็กพร้อมกับนำพาความแค้นเคืองและความพ่ายแพ้ไปแตกต่างจากท่าทางอวดดีตอนมาอย่างสิ้นเชิง
มองดูท่าทางกระฟัดกระเฟียดของป๋ายซู่เสวี่ยแล้ว ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็เอ่ยขึ้น “เหอะ เื่สนุกยังรออยู่หลังจากนี้ ไปหาป๋ายชีเวยรึ เช่นนั้นคอยดูแล้วกันว่าป๋ายชีเวยเหี้ยมหรือเป็ข้าที่เหี้ยมกว่า”
ป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่สนใจมู่เหมียนที่นิ่งอึ้งราวขอนไม้ั้แ่ต้นจนจบ นางค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้หินในเรือนเล็ก “มู่เหมียนมีสติหน่อย ไปต้มชามาให้ข้าสักกา”
มู่เหมียนพลันได้สติจากคำพูดของป๋ายเอ้าเสวี่ย นางมองไปทางป๋ายเอ้าเสวี่ยอย่างเลื่อมใสทีหนึ่ง ก้าวไวๆ ไปต้มชา
ส่วนป๋ายซู่เสวี่ยฝั่งนี้ ตรงตามที่ป๋ายเอ้าเสวี่ยพูดทุกประการ นางไปหาเสนาบดีป๋ายแล้ว