ตอน 20 ต้องเลือก
พลั่ก!!! โม่เติ้งถู ผลักประตูตำหนักรองทันควัน
"จิ่นเฟย.... ข้ามาแล้ว... " ทันทีที่เขาเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีของภรรยา รีบเข้าอุ้มแนบอกทันที
"ชิวเยี่ย...เร็วเข้าเตรียมรถม้า"
"นายท่านขอรับ... แต่ว่า...อีกไม่กี่ชั่วยาม ในวังจะจัดงานประลองแล้วนะขอรับ" ชิวเยี่ยกลัวจะเสียการใหญ่ จึงเอ่ยเตือน
"เช่นนั้นเ้าเข้าวังแทนข้า... บอกกับฝ่าาว่าข้า้าหมอหลวงมารักษาจิ่นเฟยที่จวนอย่างเร่งด่วน...."
"ขอรับ"
"เติ้งถู... เ้ากลับมาแล้วหรือ.... "จิ่นเฟยที่นอนร่างกายอ่อนแรงล่อแล้บนเตียง พูดได้แค่ไม่กี่ประโยคก็จับมือเขาแน่น
"พวกเ้าออกไปให้หมด ข้าจะดูแลฮูหยินเอง หากไม่มีคำสั่งจากข้า...ไม่ต้องเข้ามารบกวน... " เติ้งถูรู้ว่านางคง้าความเป็ส่วนตัว จึงไล่สาวใช้ออกไปจนหมด
"เติ้งถู...ข้าไม่อยากให้เ้าไปประลอง...ข้าไม่อยากให้เ้าแต่งกับคนอื่น"ทันทีที่ทุกคนออกไปหมด... จิ่นเฟยโผเข้าซบ-อกสามี พูดน้ำเสียงงึมงำในลำคอตามประสาคนป่วย
"เ้าว่าไงนะ...ข้าฟังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่"
"ข้าบอกว่า ข้าไม่้าให้ท่านแต่งกับใคร ข้า้าให้ท่านสนใจข้าผู้เดียว.... หากท่านชอบสตรีที่พูดจาไพเราะ จีบปากจีบคอตลอดเวลาเหมือนองค์หญิงอะไรนั่น ข้าก็จะเป็ให้"
หลิวจิ่นเฟยโคตรน่าเอ็นดู... ต่างกับจิ่นเฟยในตอนแรกสุดๆ....ตอนนี้กลายเป็หลิวจิ่นเฟยผู้คลั่งรัก ยิ่งตอนเป็ไข้สายตาอ้อนสุดๆ
แน่นอนว่าโม่เติ้งถูทนฟังอยู่ได้ไม่นาน...ก็ทนสายตาอันออดอ้อนของนางไม่ไหว
"เอาล่ะ... ภรรยาผู้แสนดี ข้ารู้แล้วว่าเ้าไม่้าให้ข้ามีหญิงอื่น... " เติ้งถูโอบกอดนางอย่างอ่อนโยน ลูบหัวเบาๆ จูบหน้าผากอุ่นๆของนางให้หายคิดถึง
"ยอดรักของข้า... เ้ารู้หรือไม่...ว่าสิ่งที่เ้าเป็ มันเรียกว่าการหึงหวง "
"ยอมรับเถอะ ว่าเ้ารักข้าเข้าแล้ว " เติ้งถูพูดแกมหยอก พลางหลุดยิ้มออกมาอย่างสุขใจ
"ข้าไม่หวังแต่งสตรีนางไหนเข้าจวนทั้งนั้น ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อจะลองใจเ้า ที่ข้าต้องเป็เดือดเป็ร้อนก็เพราะ้าช่วยเหลือราชองครักษ์ต้าเชียงให้สมหวังดังใจ"
"ครั้งนี้หากข้าไม่ออกหน้าเองฝ่าาจะยอมปรับเปลี่ยนความคิดได้ยังไง"
"แผนของข้าคือเปลี่ยนการที่จะส่งองค์หญิงเยว่ชางไปนอกเมืองเฉยๆ เป็การประลองชิงนางให้ดูหาญกล้าอุกอาจ ซ้ำทั้งยังเป็ผลดีต่อนาง เป็เช่นนั้นราชองครักษ์ต้าเชียงที่มีใจปรารถนานางมาหลายปีจะได้มีโอกาสเข้าร่วมชิงสตรีที่ตนรัก"
หลังจากที่สองสามีภรรยาเข้าใจผิดกันไปกันมาก็ถึงฤกษ์ดีกันสักทีพวกเขาปรับความเข้าใจกันเป็ที่เรียบร้อย
ไหนเลยที่เติ้งถูจะเห็นการอื่นสำคัญกว่าเมียรักแม้ชิวเยี่ยจะตามหมอหลวงมาตรวจดูแลอาการนางถึงจวน เติ้งถูไม่อาจนิ่งนอนใจคอยเฝ้าดูแลประคบประหงมอยู่ตลอดทั้งวัน ถึงขั้นยอมที่จะไม่ไปปรากฏตัวในงานประลองทั้งที่ตัวเองเป็ทูตแท้ๆ
*******************
ณ สนามประลอง วังหลวง
ผู้กล้าที่เข้าประลองหวังชิงนางแต่งกับองค์หญิงอวี๋เยว่ชางผู้สูงศักดิ์มีนับร้อยทว่าผู้ที่ผ่านการประลองมีเพียง 20 คนเริ่มแรกเดิมทีต้าเชียงกล้าๆกลัวๆไม่ยอมก้าวเท้าลงสนามประลอง
เป็เวลากลางแจ้งแสงแดดเดือดระอุพอๆกับความร้อนรุ่มของใจคนในสนามประลอง
หนุ่มวัยรุ่นที่มีร่างกายกำยำ กว่า 20 คน ห้ำหั่นกันด้วยหมัดชก หลากหลายกระบวนท่าบนลานประลอง
แค่มองตาเดียวก็รู้ว่า ยังไงองค์ชายต๋ามู๋ แห่งชาวข่าน เป็หนึ่งไม่มีรองใคร... สถานการณ์ในสนามรบดำเนินไปอย่างรวดเร็วเพียงแค่หนึ่งก้านธูปเขาก็จัดการคู่ต่อสู้ทั้ง 19 คนนอนเรียงรายกองกันไม่ต่างอะไรกับแผงลอยขายผักปลาในตลาด
"เอาล่ะ ฝ่าา จะตัดสินได้หรือยังต๋ามู๋เป็ผู้ชนะ มอบนางให้ข้าได้แล้วใช่หรือไม่"แน่นอนว่าคนชาวข่านมีนิสัยป่าเถื่อนเป็พื้นฐาน ไม่รู้จักกาละเทศะและความนอบน้อมอ่อนโยนเท่าที่ควรจะเป็
เมื่อเขาคิดว่าตนเองคือวีระบุรุษแห่งเวทีประลองมิรอช้าที่จะเดินเข้าไปในกระโจมทองชิงอุ้มตัวเยว่ชางขึ้นพาดบ่าต่อหน้าทุกคนโดยไม่เกรงใจ
"ปล่อยนะ ปล่อย!!! "เยว่ชางร้องแหกปากขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนคิดว่ามันก็ถูกต้องแล้วตามกติกา เพียงแต่ว่าชาวข่าน อย่างคุณชายต๋ามู๋ผู้นี้ดิบเถื่อนไปเสียหน่อย
ลู่เปียนกดมือแน่นจนตัวสั่นในใจของเขาอยากตวาดคุณชายผู้นั้นซะให้สิ้นชื่อโทษฐานที่ไม่ให้เกียรติองค์หญิงแห่งลั่วหยางแต่เขาก็ทำได้แค่เพียงกัดกามเคี้ยวกันจนเป็ร่องสัน....ยังไงซะพี่ชายอย่างลู่เปียนรู้สึกหนักอกหนักใจ ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วตั้งใจจะลุกฮืองัดข้อสั่งสอนคุณชายต๋ามู๋ผู้ดิบเถื่อนสักครั้งว่าควรอ่อนโยนกับสตรีอย่างไร
"ปล่อยองค์หญิงลงซะ!!!เวลาประลองยังเหลืออีกสองก้านธูป ท่านกล้าเรียกตนว่าเป็ผู้ชนะได้อย่างไร"เสียงอันหนักแน่นลอยมาจากหลังกระโจม
"ผู้ใดกัน กล้ากล่าวท่วงติงข้า "ต๋ามู๋วางเยว่ชางลง
วินาทีนั้น ราชองครักษ์ต้าเชียงปรากฏตัวที่เบื้องหน้าพร้อมวางอาวุธดาบทุกชนิดให้เห็นตรงนั้น เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
"หึหึ ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็ราชองครักษ์หางแถว"
"บนเวทีประลอง ข้าก็เก็บกวาดจนเกลี้ยงไม่เหลือใครให้สั่งสอน เช่นนั้นหากไม่พูดว่าข้าชนะแล้วจะให้ข้าว่าอย่างไรล่ะ!!!"ต๋ามู๋เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจพูดจายียวนกวนประสาท
"ฝ่าา ท่านเป็ถึงนายเหนือหัวแห่งลั่วหยางเหตุใดให้พวกอ่อนหัดคนของท่านมาเพ่นพ่านแถวนี้ "ต๋ามู๋เริ่มกล่าวลามปามไปทั่วแบบไม่ไว้หน้าใคร
"คนในความดูแลของท่าน ควรสั่งสอนได้แล้ว ให้รู้ว่าสิ่งไหนควรไม่ควร!!!" ต๋ามู๋พูดสั่งสอนก๋านลู่เปียนราวกับว่าตำแหน่งฝ่าาแห่งลั่วหยางเป็แค่นามสมมุติ
"ท่านเป็ถึงท่านชายชาวข่านช่างสมคำร่ำลือถึงความป่าเถื่อน ต่ำตม นิสัยเดนคนแม้แต่ฝ่าาของพวกเรายังกล้าลามปาม เช่นนั้นข้าคนต้อยต่ำคงทนเห็นองค์หญิงผู้อ่อนโยนของเราตกไปอยู่ในอ้อมกอดของท่านมิได้หรอก"ต้าเชียงกล้าพูดเต็มปากเต็มคำ ต่อหน้าทุกคน
"เหอะๆ เศษสวะ อย่างเ้าช่างลำพองตนนักถอยไปเสียเถอะ เ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของข้า ขืนยังดื้อดึงเ้าจะเสียหน้าเปล่าๆ"ต๋ามู๋หันหน้าเข้าหาต้าเชียง
ั้แ่อยู่กับต้าเชียงมาวันนี้เป็วันที่ลู่เปียนภูมิใจในตัวเขามากที่สุด ฝ่าาที่ใจร้อนรุ่มั้แ่แรกเริ่มคลายมือที่กำกำปั้นลง พร้อมมีท่าทีผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิม
"ต้าเชียง!!! หากเ้าชนะการประลองข้ายินดีให้เ้าเป็น้องเขย" ก๋านลู่เปียน นายเหนือหัวะโเสียงดังจากกระโจนหวังให้กำลังใจ ปลุกความฮึกเหิมให้เขา
ทันทีที่เสียงของนายเหนือหัวสิ้นสุดลงไม่น่าเชื่อว่ามันช่วยสร้างความมั่นใจให้เขาได้เป็อย่างดีต้าเชียงเอียงหน้าไปมองเยว่ชางหนึ่งฉาด ก่อนะโเข้าลานประลองอย่างหาญกล้า
"มาเถอะ อย่ามัวเสียเวลา ยังไงซะก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน" ต้าเชียงเตรียมพร้อมที่จะรับแรงกระแทกกล่าวท้าทายคู่ต่อสู้บนสังเวียน
"เหอะๆ ข้าเพิ่งจะเคยเห็นคนโอหังขนาดนี้"
"มาเถอะข้าจะมอบความอับอายขายขี้หน้าให้เ้าแทน" ต๋ามู๋ก็มั่นใจในตัวเองเหลือเกินพุ่งตัวเข้าลานประลอง เตรียมพร้อมต่อสู้อีกยก
ทว่าการตัดสินเริ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ต้าเชียงเป็ฝ่ายได้เปรียบเพราะการออกแรงของเขากระฉับกระเชงว่องไวหากเทียบกับต๋ามู๋ที่ต่อสู้กับชายหนุ่มมาหลายคนแล้ว ทำให้เขาอ่อนแรงลงไปอยู่บ้าง
"หากเป็แบบนี้ต่อไปคนที่ต้องขายหน้าคงเป็ข้านี่แหละ " ต๋ามู๋คิดในใจ คำนึงในสถานการณ์ก็แน่ชัดว่าตนแพ้แน่
ทว่าต๋ามู๋คนนี้ไม่เคยทำตามกติกา มีหรือที่เขาจะปล่อยให้ตัวเองแพ้ก่อนที่จะมาประลองเขาก็เตรียมแผนสกปรกสำรองไว้ ใต้อาภรณ์ขนสัตว์ผืนหน้าซ่อนก้อนเหล็กอันใหญ่ เพื่อเพิ่มน้ำหนักมือ ซุกซ่อนไว้ในกำปั้นเพื่อชกต่อยคู่ต่อสู้
เพียงแค่หมัดเดียวเท่านั้น พุ่งเข้ากระแทกหน้าต้าเชียงกะทันหันทำให้เขามีอาการบ้านหมุน รอบตัวมืดทึบไปหมด คิ้วแตก แก้มปูดบวม กามเคลื่อน
ต้าเชียงล้มลงกระแทกพื้น ท่าทางอาการจะสาหัสจนไม่อาจสู้ได้เสียงชาวเมืองโห่ร้องก้องระงมเชียร์ให้ต้าเชียงลุกตื่น
"ต้าเชียง ลุกสิ ลุกขึ้น "
"ไหนท่านบอกว่าท่านจะไม่ทิ้งข้า"องค์หญิงเยว่ชางร้อนใจแทบจะนั่งไม่ติด รีบวิ่งมาเกาะขอบสนามประลองะโเรียกสติต้าเชียง
"แค่สามครั้ง.... แค่สามครั้งเท่านั้นข้าจะฟื้นคืน" ในขณะที่ร่างกายวูบลงนอนกองกับพื้นเยี่ยงคนแพ้ในใจก็ยังสู้ไม่ถอย เขาฟังเสียงเชียร์ของทุกคนเพื่อปลุกใจฟังเสียงร้องขอของเยว่ชางครบสามครั้ง
จบลงที่อ้อนวอนต่อพระเ้าและบรรพบุรุษ พาเขาลุกขึ้นสู้อีกครั้งและวินาทีเดียวกันนั้น คนประมาทอย่างองค์ชายต๋ามู๋กลับชะล่าใจ ไม่มีการระแวดระวัง
หารู้ไม่ว่าด้านหลัง มีภัยเงียบ เมื่อความรัก ความเชื่อ ความศรัทธาปลุกพยุงต้าเชียงค่อยๆใช้แรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นสู้ แค่ไม่กี่กระบวนท่า ใช้ทีเผลอทำเอาท่านชายต๋ามู๋ล้มตึงหมดสติ ปลุกไม่ตื่น