แม้เมฆหนาจะบดบังแสงอาทิตย์จนมืดสลัว แต่กลิ่นดินและไอน้ำค้างที่ยังไม่จางหายไป บอกให้ซูิรู้ว่านี่เพิ่งเข้าสู่ยามเฉินเท่านั้น หากเร่งเดินทางตอนนี้ อาจมีหวังตามเหล่าคาราวานทันสักขบวน เหล่าพ่อค้ามักแวะพักผ่อนหรือแลกเปลี่ยนสินค้ากันที่ “ลำธารแดง” ก่อนเคลื่อนขบวนเสมอ
เพราะนั่นเป็สถานที่ ที่อยู่ใกล้เขตของตระกูลเต่าดำ จึงปลอดภัยจากโจรป่าที่สุด ซูิสูดหายใจลึก กระชับย่ามสะพายให้มั่นคง ก่อนเร่งฝีเท้าออกไป ภาวนาอย่าเพิ่งให้มีเม็ดฝนตกลงมาตอนนี้…
ดั่งคำภาวนาของชายหนุ่มไม่เป็ผล เมื่อถึงยามสาย ฝนยิ่งตกยิ่งหนัก น้ำยิ่งมายิ่งมาก ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำจนฟ้าดินแยกไม่ออก มวลอากาศหนาวเย็นภายนอกกลับพ่ายแพ้ต่อความร้อนระอุของอำนาจภายใน "วังเทียนอี้" ราชวังที่สูงตระหง่านดุจเอื้อมถึง์ โถงพระโรงขนาดมหึมามีความสูงถึงสามจั้ง เพดานที่ทอดตัวสูงลิบลิ่วข่มขวัญผู้มาเยือนให้รู้สึกว่าตนเองช่างเล็กจ้อยดุจมดปลวก
แม้การตกแต่งจะเรียบง่ายไร้เครื่องทองหยองฟุ่มเฟือย แต่ความโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ใครก็มิอาจลบหลู่ ที่เบื้องลึกสุดของโถงพระโรง บัลลังก์หรูหราสีทองอร่ามตั้งตระหง่านตัดกับความเรียบง่ายของตัววัง หลังบัลลังก์นั้นปรากฏดาบเล่มใหญ่สี่เล่ม ปักเรียงรายไว้ดุจปราการเหล็ก ที่ด้ามดาบแต่ละเล่มสลักนามของสี่ตระกูลหลัก มันคืออนุสรณ์เตือนใจถึงกฎเหล็กที่ค้ำจุนแผ่นดินนี้มานานนับสามสิบปี
ทว่าวันนี้...
บัลลังก์นั้นถูกโดยบุรุษผู้มีเรือนผมสีแดงฉานดุจโลหิต เฟิงเหยียนนั่งเอนกายอยู่ในท่าทีสงบนิ่ง ทว่าดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นกลับฉายแววเ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอกเฒ่า ดาบคู่ คู่กายประดับไว้ข้างเอวไม่ห่าง เขาดูไม่ต่างจากรูปปั้นแกะสลักที่ไร้ชีวิต หากแต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมากลับทำให้เหล่าขุนนางที่ยืนเบื้องล่างรู้สึกเหมือนมีคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอ
รายงานหลายสิบฉบับที่ว่าด้วยภัยพิบัติ น้ำท่วมขัง และเสียงคร่ำครวญของราษฎรจากลูกเห็บั์ ถูกกองไว้แทบเท้าประมุขหงส์แดง ทว่าเฟิงเหยียนหาได้ชายตาแลไม่ เขากลับกวาดสายตามองไปที่เหล่าขุนนางและผู้นำตระกูลย่อยที่ยืนสำรวมกายอยู่ด้านล่างแทน
”พวกขุนนางสุกรพวกนี้นับวันยิ่งเกียจคร้าน กฎการปกครองรอบละสี่ปี ทำให้เหล่าตระกูลย่อยแบ่งฝั่งเลือกข้าง อำนาจสูงสุดย่อมต้องเป็ของผู้เดียวเท่านั้น ถึงจะถูกต้อง“ ความคิดของเขาล่องลอยออกไปไกลแสนไกล
ท่ามกลางเสียงสายฝนที่สาดซัดกระทบหลังคาวัง เฟิงเหยียนนั่งนิ่งเป็หินผาอยู่อย่างนั้นนับชั่วโมง ปล่อยให้บรรยากาศอันวังเวงกดทับหัวใจของผู้คนที่อยู่เบื้องล่าง
“ท่านเฟิงเหยียน... พวกเราควรจัดการกับภัยพิบัติฝนนี่อย่างไรดี พ่ะย่ะค่ะ?” เป็ต้วนคัง ผู้นำตระกูลหนึ่ง
น้ำเสียงของมันแฝงความประหม่า มันหวังเพียงจะทำลายความเงียบที่ชวนให้หายใจไม่ออกนี้ลง
เฟิงเหยียนขยับกายเล็กน้อย ดวงตาที่ดูเหมือนเหม่อลอยกลับมาเฉียบแหลม “เป็ท่านต้วน... ขอบคุณที่กระตุ้นเตือนสติข้า” เขากล่าวพลางยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ “เื่ราษฎรนั้นย่อมสำคัญ แต่ในยามนี้ มีเื่ที่เร่งด่วนยิ่งกว่า... ข้าขอเชิญผู้นำตระกูลต้วน และผู้นำตระกูลเฉิน ขึ้นมาหารือใกล้ๆ บัลลังก์กับข้า”
เฉินฟง ที่นั่งสำรวมอยู่เบื้องล่างสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจของมันเต้นผิดจังหวะด้วยความแปลกใจ แต่ก็มิอาจขัดคำสั่ง มันลนลานลุกขึ้นก้าวตามต้วนคังขึ้นไปสู่ฐานบัลลังก์ที่สูงตระหง่าน
“ท่านจักรพรรดิเฟิงมีสิ่งใดให้พวกเราสองตระกูลรับใช้ ขอเพียงท่านสั่งมา... พวกกระหม่อมย่อมใช้ทั้งชีวิตทำให้เสร็จสิ้น!”
เฉินฟงรีบกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม
เฟิงเหยียนฉีกยิ้มให้แก่ผู้นำตระกูลย่อยทั้งสอง เป็รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “เหตุเภทภัยฝนฟ้านั้นขึ้นอยู่กับชะตา มิอาจห้ามได้ หากฝนเบาลงเราย่อมส่งคนไปเยียวยา... แต่เหตุเร่งด่วนที่ข้าเพิ่งได้รับรายงานมา คือมีหนอนบ่อนไส้ในวัง คิดฏส่งอาวุธให้เหล่าโจรเบื้องนอก ซ้ำยังซ่องสุมกำลังเตรียมก่อการจลาจล พวกท่านคิดว่าเื่นี้เร่งด่วนหรือไม่?”
เสียงแหลมเล็กของเฟิงเหยียนดังก้อง มันแหลมเสียดแทงจนผู้ฟังรู้สึกปวดประสาท ต้วนคังและเฉินฟงหันมองหน้ากันด้วยความงุนงง ก่อนรีบตอบคำ
“ถือเป็เื่เร่งด่วนที่สุด พ่ะย่ะค่ะ! หากองค์จักรพรรดิมอบอำนาจให้พวกกระหม่อมตรวจสอบ ไม่นานย่อมลากคอคนชั่วมาลงโทษให้จงได้!” เฟิงเหยียนพยักหน้าอย่างช้าๆ ก่อนจะตวาดคำที่ทำให้ทั้งห้องตกตะลึง
“ดี! ถ้าเช่นนั้นข้าขอประกาศว่า... ต้วนคังและเฉินฟง คือฏที่ค้าอาวุธให้กลุ่มโจร! พวกมันซ่องสุมกำลังโดยมิได้รับอนุญาต ปล่อยปละละเลย เส้นทางให้ศัตรูรุกคืบ ถือเป็ภัยร้ายแรงต่อแผ่นดินฉิน โทษคือการปะาสิ้นตระกูล!”
เฟิงเหยียนกวาดสายตามองเหล่าขุนนางต่างๆ อย่างเ็า ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ด้วยคุณงามความดีที่สองตระกูลเคยทุ่มเทให้แก่บ้านเมืองมาช้านาน และด้วยเมตตาของข้า ข้าขอสั่งปะาเพียงสองผู้นำตระกูลต้วนและตระกูลเฉิน ณ บัดนี้!!” สุ้มเสียงนั้นดังกังวานไปทั่วท้องพระโรง เนื้อความของคำพูดมันมีอานุภาพปานอัสนีผ่ากลางลงมาสู่พระราชวัง ความเงียบเข้าคครอบงำชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงฮือฮาจะดังระงม ทั้งเสียงเหล่าขุนนาง และสิบหกตระกูลย่อยเบื้องล่าง พลันดังโวยวายไปมา
ต่างคนต่างพูดกลายเป็ฟังไม่รู้เื่ บางคนถกเถียงกันเอง บางคนทวงถามหาหลักฐาน บางคนแตกตื่นพาให้บรรยากาศยิ่งวุ่นวาย
“ข้าถูกปรักปรำ! ท่านเฟิงเหยียน ท่านไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้ หลักฐานอยู่ไหน!”
เฉินฟงะโก้อง มันถอยหลังกรูดหมายจะเรียกองครักษ์ของตน ทว่า..ทหารวังในชุดเกราะสีเทาแวววาวเริ่มเคลื่อนตัวเข้าปิดล้อมทางออกอย่างรวดเร็ว ต้วนคังก็ไม่ยอมรอความตาย “เ้ามันคนเสียสติ! คิดจะเปลี่ยนกฎเหล็กของท่านหลงเทียนห่าวหรืออย่างไร!…..และหากท่านทำอะไรพวกเราสองตระกูล อย่าหวังว่าท่านประมุขแห่งเต่าดำจะอยู่เฉย!” ขณะที่ทุกอย่างกำลังวุ่นวาย เฟิงเหยียนเหม่อมองไปที่หน้าต่าง ชมดูเม็ดฝนที่เบื้องนอก เขาถอนหายใจคราหนึ่ง
“ขวับ”
ฉับเดียว หัวของสองผู้นำตระกูลหลุดจากบ่า ลอยละล่องตกกลิ้งลงมากลางห้องพระโรง เปลือกตายังคงเบิกกว้าง เืสีแดงฉานพุ่งกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ทั้งห้องกลายเป็เงียบสนิท เฟิงเหยียนค่อยๆ เก็บดาบคู่เข้าฝักอย่างแ่เบา เสียงเหล็กกระทบฝักดังกริ๊ก... เป็เสียงเดียวที่ดังขึ้นในโถงพระโรง ขุนนางทั้งหลายเห็นดังนั้นพากันปิดปากตนเองเงียบสนิท มุดคลานกลับมานั่งที่ของตน ก้มหน้านิ่ง แม้ลมหายใจก็ไม่กล้าระบายออกโดยแรง..