บทที่ 10 พี่รองคิดขึ้นได้
การเป็หมอนั้นยากเย็นนัก ซ้ำยังต้องดูถ่ายหนักของผู้อื่นด้วย
สีหน้าเจียงเซิงขมขื่น คิดในใจว่าควรให้พี่สี่เปลี่ยนอาชีพดีหรือไม่
แต่เวินจืออวิ่นยังคงมีสีหน้าเฉยชาเช่นเดิม หลังตามจ้าวต้าจู้ไปดูกระโถนถ่าย เขาก็พยักหน้า “มีเืปนหนองสีแดง เขาเป็โรคเกี่ยวกับลำไส้แน่นอน”
โรคลำไส้หรือโรคท้องร่วง โดยทั่วไปจะมีอาการท้องเสียไม่หยุด หากถึงขั้นรุนแรงก็อาจตายได้
จ้าวต้าจู้รู้บ้างเล็กน้อย หน้าพลันซีดเผือด เขาแทบจะคุกเข่าให้เวินจืออวิ่น “ท่านหมอน้อย ช่วยพ่อของข้าด้วย”
เวินจืออวิ่นหยิบพู่กันเขียนเทียบยา “ไป๋เสา*[1]สามเฉียน ตังกุย*[2]สองเฉียน หวงเหลียน*[3]หนึ่งเฉียน มู่เซียง*[4]หนึ่งเฉียน...”
เขาเขียนไปมาก็เริ่มขมวดคิ้วงุนงง
ใน่หลายปีที่ผ่านมา โลกแร้นแค้น ยาในโรงรักษาจึงไม่มีครบ เช่นหากมู่เซียงหมดก็ต้องไปซื้อจากตัวเมือง
แต่คนสกุลจ้าวจะมีเงินมาดพอซื้อยาจากในเมืองได้หรือ
“ท่านหมอน้อย เหตุใดไม่เขียนต่อเล่า” จ้าวต้าจู้มึนงง
เวินจืออวิ่นวางพู่กันลง ก่อนส่ายหน้าไปมา “เทียบยานี้ต้องใช้เงินวันละร้อยตำลึง หาก้ารักษาให้หายขาด อย่างน้อยที่สุดก็ต้องกินยาติดต่อกันเจ็ดวัน”
เจ็ดวันเท่ากับเจ็ดร้อยตำลึง
สำหรับครอบครัวชาวนาที่หวงแหนเงินทองแล้ว นับว่าเงินนี้มีจำนวนมหาศาล
คนสกุลจ้าวตกตะลึง จ้าวต้าจู้ร้องไห้คร่ำครวญ ส่วนลุงจ้าวหลับตานิ่งยอมรับชะตากรรม
“เป็ความผิดของท่านทั้งหมด ยังคิดจะดื้อดึงกินเนื้อเน่านั้นอีก ขนาดถูกห้ามแล้วแท้ ๆ แต่ยังนึกเสียดายจนชีวิตต้อง...” ป้าจ้าวร่ำไห้เสียใจ
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ”
ทุกคนในนั้นต่างก้มหน้าร้องไห้เศร้าโศก พวกเขาต้องเลือกช่วยชีวิตคนหรือปล่อยให้ตาย และระหว่างความหิวโหยกับความรู้สึกผิดในใจ
หากมีวิธีรักษาที่ราคาถูกสักหน่อยคงจะดีไม่น้อย
เวินจืออวิ่นรีบหาทางออก กระทั่งจำได้ว่าตนเคยพบตำราโบราณเล่มหนึ่งซึ่งบันทึกวิธีการรักษาโรคลำไส้ด้วยสมุนไพร
เขาเงยหน้า กล่าวอย่างจริงใจ “ข้ามีสูตรยาสมุนไพรแก้ไขอาการนี้ได้ แต่ยังไม่เคยทดสอบใช้มันด้วยตนเอง หากท่านไม่อยากเสียเงินมาก เชิญลองทำตาม”
“ท่านนำกระเทียมมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำตาลให้เข้ากัน กินก่อนอาหารเช้าและเย็น ทำเช่นนี้ติดต่อกันประมาณเจ็ดถึงสิบวัน”
กระเทียมไม่ได้ราคาแพงนัก ส่วนน้ำตาลแม้มีราคาสูงหน่อย แต่เงินในบ้านก็ยังมีอยู่บ้าง
เสียงร้องไห้ของคนในบ้านหายไปทีละน้อย และเริ่มค้นหากระเทียมกับน้ำตาล
เวินจืออวิ่นเห็นดังนั้น เขาจึงสะพายกล่องยาลุกยืน
จ้าวต้าจู้มีมารยาทดี รีบวิ่งมาส่งเขา “ท่านหมอน้อย หากพ่อพวกเราเจ็บป่วยอีก พวกเราจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากเ้าอีกแน่นอน”
เขาไม่มีทางเลือกอีกแล้ว เพราะในระยะสิบลี้นี้ไม่มีหมอท่านอื่นอยู่เลย
เวินจืออวิ่นพยักหน้า “ข้าอยู่วัดร้างหน้าหมู่บ้าน”
จ้าวต้าจู้รู้สึกซาบซึ้งจนยากจะกล่าว จึงมอบเงินห้าเหวินให้เขา
สำหรับครอบครัวชาวนายากจน การมอบเงินห้าเหวินให้ก็นับว่ามากแล้ว
เวินจืออวิ่นส่งเงินทั้งหมดให้เจียงเซิง โดยไม่เก็บไว้แม้แต่เหรียญเดียว
เจียงเซิงชั่งน้ำหนักเงินห้าเหวินในมือ ก่อนคืนให้จ้าวต้าจู้สามเหวิน “พี่ชาย พวกข้าคิดค่ารักษาเพียงสองเหวินเท่านั้น ส่วนค่ายาคิดแยกต่างหาก”
การคิดเงินราคานี้ถือว่าถูกมากแล้ว จ้าวต้าจู้รู้สึกซึ้งใจยิ่งนัก แม้พวกเขาเดินออกไปไกลก็ยังโบกมือให้ไม่หยุด
เด็กน้อยทั้งสี่คนเดินกลับไปที่วัดร้าง
ระหว่างทาง เจิ้งหรูเชียนนึกสงสัย “ค่ารักษาห้าเหวินก็ไม่ได้มากนัก เหตุใดต้องคืนเงินให้เขาถึงสามเหวิน”
เจียงเซิงกล่าวอย่างภูมิใจ “พี่รอง พี่สี่เพิ่งเริ่มตรวจรักษา ดังนั้นราคาจึงต้องคิดถูกสักหน่อย พวกเขาจะได้ไว้วางใจ”
หากพวกเขาเรียนรู้ที่จะทำการค้า ก็ต้องรู้ว่าสิ่งนี้คือการขายในราคาถูกแต่ได้ปริมาณมาก
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าช้า ๆ พลางครุ่นคิดอยู่บางอย่าง
ระหว่างทาง พวกเขายังพบชาวบ้าน จึงต้องกล่าวทักทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เจียงเซิงะโโบกมือ “พวกข้าไปรักษาให้ลุงจ้าว เขากำลังป่วย”
“พี่ชายของข้าสามารถรักษาโรคได้ เขาเก่งกาจมาก”
“อากาศเริ่มหนาวแล้ว ท่านลุงท่านป้าต้องระวังรักษาสุขภาพด้วย”
เจิ้งหรูเชียนสังเกตเห็นพวกเขาถือเห็ดมาด้วยเล็กน้อย คาดว่าคงเพิ่งกลับมาจากเชิงเขา
ตอนนี้มีเห็ดเกิดไม่มากนัก แต่ก็ยังมีบ้าง
แต่หมู่บ้านมีคนมากมาย หากแต่ละบ้านเก็บมาสักสิบกว่าดอก คงกินไม่อิ่มท้องและขายไม่คุ้มค่าแรง
“เจียงเซิง พวกชาวบ้านจะเอาเห็ดเ่าั้ไปทำอะไรกัน” เขาถาม
เจียงเซิงคิดอยู่สักพัก “เก็บไปตากแห้งไว้ขายในปีหน้า”
บ้านป้าจางเองก็ทำแบบนี้
“แต่เห็ดแห้งไม่นิยมเท่าเห็ดสดจากป่า” พวกเขาเคยเห็นคนนำเห็ดแห้งมาขายในตลาด แต่ทุกครั้งเห็ดสดที่ถูกเก็บมักขายหมดก่อนเสมอ
ชาวบ้านจะซื้อเห็ดแห้งก็ต่อเมื่อไม่มีเห็ดสดแล้วเท่านั้น
“ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่วันหนึ่งเก็บได้แค่ไม่กี่ดอก ต่อให้ขายเห็ดสดไปทว่ายังมีไม่พอกิน ก็ไม่มีผู้ใดซื้อ” เจียงเซิงกล่าวตามตรง
ก่อนนางจะเบิกตากว้าง หันขวับมองเจิ้งหรูเชียน
เด็กชายยิ่งตื่นเต้นกว่านาง สีหน้าเขาราวกับสุนัขล่าเนื้อที่ค้นพบมูลสด “เช่นนั้นหากพวกเรานำเห็ดของทุกคนมารวมกัน แล้วนำออกไปขาย ย่อมมีจำนวนมากจนขายได้ใช่หรือไม่”
ริมฝีปากเจียงเซิงอ้าค้าง พยักหน้ารัวเร็ว “หลังได้เงินแล้ว พวกเราก็แบ่งจ่ายให้ทุกคน”
“ไม่ใช่แบบนั้น” เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้า “เหตุใดพวกเขาต้องมอบสินค้าให้เราก่อน แล้วรอพวกเราขายได้จึงแบ่งจ่ายเงินทีหลังเล่า พวกเราควรซื้อเห็ดจากพวกเขา จึงค่อยนำไปขายต่างหาก”
ซื้อก่อนแล้วค่อยขาย กำไรย่อมตามมา
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างคิดเพียงอย่างเดียวว่า สิ่งของที่ตนเก็บมาและตนขายเองนั้น ถือเป็กำไรสุทธิ
แต่ถ้าไม่สามารถหาสินค้ามาได้ กำไรก็จะหายไป
หากซื้อสินค้ามาก่อนและขายต่อในราคาที่สูงกว่าย่อมได้กำไรแน่นอน
“แล้วท่านจะรับประกันได้หรือว่าจะขายในราคาสูงกว่าตอนที่ซื้อมาได้” เจียงเซิงถามจริงจัง
เจิ้งหรูเชียนคิดว่าเขาคงไม่สามารถกล้ารับประกันได้ แต่เมื่อหันมองบรรดาพี่น้องชายหญิงที่บางคนกำลังคัดลอกหนังสือ รักษาโรค ฝึกวิชา มีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็คนโง่เขลาไร้ค่า
แม้ตอนนี้จะมีความกลัวนับหมื่นพัน แต่เจิ้งหรูเชียนก็ยังกัดฟันและพยักหน้ารับ “ต้องได้สิ”
เจียงเซิงพยักหน้าเริ่มครุ่นคิดวางแผน
ไม่นาน นางก็หยิบเงินยี่สิบเหวินออกมาจากอกเสื้อ ยัดใส่มือเจิ้งหรูเชียน “พี่รอง ข้าพร้อมสนับสนุนท่าน”
ไม่มีคำพูดใดจะดีไปกว่าคำว่า ‘สนับสนุน’ อีกแล้ว
เจิ้งหรูเชียนน้ำตาคลอเบ้าตา เขากำเงินยี่สิบเหวินอับอบอุ่นนั้นไว้แน่น บอกตนเองในใจว่า เขาจะต้องหาเงิน จะต้องพยายาม จะต้องไม่เป็คนไร้ค่าอีก
วันต่อมา ทุกคนต่างทำหน้าที่ตามความสามารถของตนเองไปอย่างเงียบ ๆ
ฟางเหิงเปลือยท่อนบนฝึกวิชาการต่อสู้ เวินจืออวิ่นศึกษาตำราแพทย์ สวีโม่จับพู่กันคัดลอกหนังสือ เหลือเพียงเจิ้งหรูเชียนคนเดียวที่ตั้งใจมุ่งมั่นจะเก็บเห็ด
เจียงเซิงซึ่งเป็คนในหมู่บ้านสิบลี้ครึ่งหนึ่ง ถูกเจิ้งหรูเชียนหลอกล่อด้วยคำพูด ‘แบ่งกำไรครึ่งหนึ่ง’ จึงยินดีพาเขาไปเก็บรวบรวมสินค้าจากบ้านต่าง ๆ
บ้านแรกที่พวกเขาไปคือบ้านของป้าจาง
ในฐานะผู้หญิงคนเดียวแห่งหมู่บ้านสิบลี้ที่เมตตาต่อเจียงเซิง เด็กหญิงจึงเคารพรักป้าจางด้วยใจจริง ในใจนางนั้น ป้าจางเปรียบเสมือนมารดาคนหนึ่ง
กระทั่งมาถึงหน้าบ้านสกุลจาง
เจียงเซิงเขย่งเท้า จับตะขอประตู ทว่ายังไม่ทันเคาะเรียก
กลับได้ยินเสียงร้องสะอื้นพลางด่าทอของผู้หญิงมาจากด้านใน “โจวจื้อเฉียง เ้ามันสัตว์เดรัจฉาน ปล่อยข้า ปล่อยข้านะ”
เจียงเซิงใ รีบเคาะประตูแรง ๆ เอ่ยเรียกเสียงดัง “ท่านป้า ป้าจาง”
เสียงด้านในพลันเงียบไปทันที
ไม่นานนัก ประตูไม้สกุลจางก็เปิดออก ป้าจางยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสภาพยุ่งเหยิง นางหยิบหมั่นโถวก้อนหนึ่งออกมา “เจียงเซิงน้อย เ้าหิวหรือเปล่า”
เจียงเซิงส่ายหน้า คิดจะบอกอีกฝ่ายว่าตนเองไม่หิว
แต่ป้าจางกลับยัดหมั่นโถวให้เจียงเซิงอย่างเอาเป็เอาตาย และเอ่ยว่า “เด็กน้อย เ้ารีบกลับไปเร็วๆ เถอะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว”
“ท่านป้า ท่านไม่เป็ไรแน่หรือคะ” เจียงเซิงถาม เมื่อเห็นท่าทางของป้าจางไม่สู้ดีนัก
ป้าจางไม่ตอบ หันหลังกลับเข้าไปก่อนปิดประตู
โชคดีที่ไม่มีเสียงร้องไห้ลอดออกมาอีก แต่กลับมีเสียงชายคนหนึ่งสบถด่าแทน
“เอาอาหารให้นังเด็กสารเลวนั่นอีกแล้ว เ้าจะเอาของบ้านข้าไปให้ผู้ใดก็ได้หรืออย่างไร นังผู้หญิงบ้า...แค่...”
ประโยคที่เหลือพลันกลายเป็ความเงียบงัน
ไม่ใช่เพราะคนด้านในไม่พูดต่อ แต่เป็เพราะมีฝ่ามือคู่หนึ่งเอื้อมมาปิดหูของนางไว้
“เ้าอย่าฟังเลย” เจิ้งหรูเชียนขยับเข้ามาใกล้ เอ่ยกระซิบ “เจียงเซิง พวกเราไม่ต้องฟังคำพูดเหล่านี้”