***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]
“พรุน ไม่เป็นอะไรใช่ไหมดอง! ”
“ไม่เจ็บไม่คันสักนิดค่ะ”
“อย่ามาโกหกนะดอง! ”
“... ค่ะ ความจริงคือเจ็บสุด ๆ ไปเลยค่ะ แต่เจ็บแค่นี้มันไม่หนักหนาสำหรับเผ่ายักษ์หรอกนะคะ”
ตอนนี้ฉันกำลังรีบเร่งต่อแขนขวาให้กับพรุน ผ่าตัดกลางแจ้งด้วยพลังภูติ โดยมีเอทกับสล็อตคอยยืนเฝ้าระวังให้
เป็นโชคดีของพวกเราที่มีกำแพงไฟป่าล้อมกรอบอยู่ เลยทำให้ยังไม่มีกำลังเสริมของศัตรูบุกเข้ามา
ถึงจะเป็นห่วงโฮปกับไฮเจนที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง แต่ตอนนี้ฉันจะต้องให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นอย่างแรกก่อน
“เชื่อมเส้นประสาทแขนกับเนื้อเยื่อเข้าเหมือนเดิมแล้ว ทีเหลือพอกลับไปที่เมือง ก็ไปให้หมอตรวจอีกทีด้วยนะดอง”
“ฉันเชื่อใจฝีมือของลี่ค่ะ ไม่มีใครเก่งกาจวิชาวิทยาศาสตร์เวทมนตร์เท่าลี่อีกแล้วค่ะ”
โดนชมแบบนี้ รู้สึกดีใจจนตัวลอยได้เลยละดอง~
ให้คะแนนความชอบพรุน 999 คะแนนดอง!
ก็ว่าไปนั่น~ ดอง ด่อง ด้อง~
“ส่วนแขนกับขาที่หัก เดียวใช้กิ่งไม้แห้งดามไปชั่วคราวก่อนนะดอง พอดีว่าฉันยังไม่ค่อยเข้าใจโครงสร้างกระดูกของเผ่ายักษ์ดีเท่าไหรนะดอง”
“ไม่เป็นไรค่ะ อีกอย่าง… ฉันรบกวนลี่ช่วยดูเจ้าหนูน้อยลี่แทนให้ก่อนจะได้หรือเปล่าคะ? ”
“เจ้าหนูน้อยลี่…ดอง!?! ”
ในตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วกระดูกสันหลัง
ฉันลืมเจ้ามังกรขี้เรื้อนของพรุนไปเลยดอง!
“ปี้…”
เสียงที่อ่อนแรงของเจ้ามังกรขี้เรื้อนดังออกมาจากใต้ผ้าคลุมสีเทาของพรุน
สิ่งมีชีวิตน่ากลัวและสยดสยองตัวนั้น มันกำลังค่อย ๆ เลื้อยออกมา…
ยาวหนึ่งเมตร
ยาวสองเมตร---
“ยาวหะ… ห้าเมตร!? เดียวนะ ครั้งล่าสุดฉันจำได้ว่ามันยังตัวแค่ราว ๆ สองถึงสามเมตรเองไม่ใช่หรือดอง!? ”
“ปฏิกิริยาตอบรับเหมือนกับโฮปเลยค่ะลี่...”
เจ้ามังกรขี้เรื้อนของพรุนที่มีชื่อเล่นเหมือนฉันกำลังคืบคลานมาหาด้วยสภาพที่น่าอดสู่
ร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผลฉกาด
เกล็ดสีฟ้าทะเลที่เคยงดงามต่างร่วงหลุ่นร่อนแตกกระจาย อีกทั้งยังมีของเหลวสีแดงไหลซึมกระจายออกมาเป็นจำนวนมาก
อย่าบอกนะว่ามัน...
“ฉันให้เจ้าหนูซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลและร่วมต่อสู้ไปพร้อมกันได้ค่ะ แต่เมื่อกี้นี้… เจ้าหนูมันดื้อไม่ยอมหนีออกมาจากใต้ผ้าคลุม แล้วใช้ร่างกายของตัวเองช่วยรับการโจมตีของเจ้าสัตว์ประหลาดเอาไว้แทนให้กับฉันค่ะ…”
พรุนอธิบายด้วยน้ำเสียงที่พร้อมจะร้องไห้ออกมาได้
“ได้โปรด… ช่วยทำแผลให้มัน และดูมันแทนฉันไปก่อนสักพักด้วยค่ะ...”
“ปี้…”
ฉันมองเจ้ามังกรขี้เรื้อนด้วยด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ใจหนึ่งนึกชื่นชมในความซื่อสัตย์ของมัน
แต่อีกใจยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่
เพราะว่าเจ้านี่มันชอบกลืนฉันลงท้องทุกครั้งที่มีโอกาสนี่ละ
แถมตอนนี้ยังตัวโตมากขึ้น
ชนิดที่ว่าถ้ามันพยายามจะกินฉันละก็ มันคงจะสามารถกลืนฉันเข้าไปทั้งตัวได้ในครั้งเดียวเลย ดอง...
“ปิ…..ปี้….”
แต่ปล่อยเอาไว้แบบนี้คงน่าสงสารแย่
ฉันฆ่าเชื้อโรครอบปากแผลด้วยพลังของภูติ แล้วหยิบผ้าพันแผลออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง ก่อนจะเริ่มจัดการทำแผลให้กับมัน
ในตอนนั้นเอง---
“ทุกท่าน มีคนมาเจ้าค่ะ! ”
---ที่มีบุคคลลึกลับมาเยี่ยมเยือนพวกเราถึงที่
พวกโฮป… สินะ?
แบบว่า… ขอไม่เอาเป็นศัตรูจะได้หรือเปล่าดอง?
แบบว่า… มันเหนื่อยแล้วนะดอง…
แต่ดูเหมือนว่าพระเจ้าตั้งใจที่จะเล่นตลกกับฉัน
สิ่งที่ปรากฏตัวตรงหน้า มันยืนด้วยขาสี่ข้าง
มีขนสีแดงประดุจเป็นพระสุริยะที่เจิดจ้า ผมสีแดงปล่อยยาว ร่างกายผอมบึกบึนสมชายชาตรี
ใส่เสื้อกล้ามสีขาวบริสุทธิ์ประดุจหิมะบนยอดเขา สวมผ้าคลุมสีขาวขนาดใหญ่ปกคลุมส่วนท่อนล่างของร่างกาย
กีบเท้าทั้งสี่เหยียบย่ำลงบนเศษซากกิ่งไม้ดังหนักแน่นเต็มไปด้วยพลัง
มือทั้งสองถือคันธนูสีขาวประดับลวดลายยาวกว่าสองเมตร
และมีดวงตาอ่อนโยนชวนน่าหลงใหล
เป็นบุรุษรูปงามที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเช่นนั้น
ฉันรู้สึกว่าคน คนนี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
ฉันเตรียมสร้างบาเรียลมเพื่อขวางกันธนู ส่วนเอทเองก็เริ่มเตรียมตั้งท่าที่จะพุ่งเข้าโจมตี
“น่าแปลกนะที่เผ่ากระต่ายกับหมาป่ามาอยู่ร่วกับเผ่าอสูร… เราไม่ใช่ศัตรู! ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก! ”
“นั่น… โฮป... ไฮเจนหรือดอง!? ”
และคนที่กำลังขี่หลังของเขาอยู่นั้น ก็คือเพื่อนรักของฉันเอง
ย้อนอดีตกลับไปสักเล็กน้อย
***หนุ่มซื่อบื้อ [โฮป]
“อั๊ก! ”
ถึงจะลดแรงกระแทกจากการถูกอัดได้ด้วยการกระโดดถอยหลัง แต่กลายเป็นถูกซัดลอยทะลุป่าออกมาแทนซะอย่างงั้น…
“ให้ตายสิ ต้องรีบกลับไป---”
“โฮป! นายมาทำอะไรตรงนี้!? ”
“ไฮเจน? ”
ในตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงของไฮเจนดังขึ้นมาจากบนท้องฟ้า
พอกระพริบตาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ใจกลางวงของชนเผ่าม้าจำนวนนับหลายสิบคน
เจ้าพวกนี้คงเป็นกำลังเสริมที่ไฮเจนไปช่วยล่อให้อยู่เมื่อกี้นี้นั่นละ
ชิบหายแล้วตรู...
พวกมันคงตกใจที่อยู่ ๆ ผมก็ปรากฏตัวขึ้น เลยยังไม่ได้ลงมือโจมตีเข้ามา
“ศะ--- ศัตรู! ”
แต่ดูท่าจะเรียกสติกลับมาได้แล้วแฮะ
ผมรีบชักกระบี่ออกมาเพื่อเตรียมรับมือธนู ที่กำลังจะถูกยิงเข้ามาจากทุกทิศทางรอบตัวเอง
*ปรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด! *
แต่ทว่ากลับไม่มีการโจมตีใด ๆ พุ่งเข้ามา
พวกศัตรูมันหันไปทางต้นเสียงที่แหลมหู แล้วพากันวิ่งกลับเข้าไปในป่าลึกพร้อมกันหมด
“... พวกมันไปไหนกันไฮเจน? ”
“ฉันไม่รู้ ป่ามันขึ้นหนาทึบมาก จากบนท้องฟ้าตรงนี้ ฉันเห็นแค่ว่าพวกมันกำลังวิ่งออกห่างไปจากพวกเรา---ไม่สิ รู้สึกว่าจะมีอะไรสักอย่างกำลังวิ่งตรงมาทางนี้อยู่! ระวังตัวด้วยนะโฮป! ”
ผมกลับมาตั้งสมาธิอีกครั้งตามคำเตือนของไฮเจน
มีบางสิ่ง… กำลังควบตรงมาทางนี้
ฟังจากเสียงวิ่งแล้ว คิดว่าคงเป็นชนเผ่าม้า
แถมยังมาเพียงคนเดียวอีกด้วย
การที่เรียกให้ทุกคนกลับไป แล้วทิ้งให้เป็นภาระของคนเพียงคนเดียว คงมองได้ว่าคน ๆ นี้ต้องเป็นบุคคลที่เก่งกาจผิดสามัญสำนึกอย่างแน่นอน
คงไม่ใช่พวกระดับผู้กล้าของพวกมันโผล่มาอีกคนหรอกนะ…
“ไม่ใช่ศัตรู”
แต่คนที่บุกเข้ามาคราวนี้ต่างออกไป
มัน… พูดด้วยภาษาของพวกเราได้
ตัดกลับมาปัจจุบัน
***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]
“เรื่องราวมันก็เป็นแบบนี้ เขาไม่ใช่ศัตรู แล้วช่วยพาพวกเรามาส่งถึงที่นี่นะ”
“อย่างงั้นหรือดอง…”
ฉันจ้องไปที่บุรุษม้าผู้ที่มีใบหน้าแลดูอ่อนโยน
น่าสงสัย… ดอง…
*ดองงงงงง~......*
“....จะจ้องหรือจะดองก็ช่วยเอาสักอย่างจะได้ไหม? เอาเถอะ การกระทำมันสำคัญกว่าคำพูด เราผู้นี้มีชื่อว่า [ซันสโตน] ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ทะ--- ท่านซันสโตนคนนั้นหรือเจ้าค่ะ!?! ”
เอทรู้จักเขาอย่างงั้นหรือ ดอง?
“... ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมพวกเจ้าถึงมาอยู่ในป่าแบบนี้ แต่ทางที่ดีรีบกลับเมือง แล้วแจ้งให้ทุกคนหนีไปก่อนดีกว่า ตอนนี้ประชาชนของฝ่ายเรามันเป็น [บ้า] กันทุกคนไปแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะฆ่าเผ่าอสูรกายอย่างพวกเจ้าได้ในทันทีที่เห็นเลยละ”
… ดูท่าความเกลียดชังที่มีต่อเผ่าของพวกเราจะรุนแรงกว่าที่ฉันคิดอยู่แฮะดอง
“เดินตรงไปทางขวามือตรงนี้ จะมีรถลาก [เกล-อาบอก] อยู่คันหนึ่ง ใช้มันกลับไปที่เมืองเดียวนี้ซะ”
ทุกอย่างมันดูลงตัวเกินไป จนแม้แต่คนใสซื่อบริสุทธิ์ประดุจนางฟ้าอย่างฉันยังรู้สึกสงสัย
ฉันไม่ใช่ชนเผ่าท้องถิ่นของที่นี่ เลยไม่ค่อยรู้ถึงระบบความคิดของพวกเขามากเท่าไหรนัก
งานแบบนี้ คงมีแต่ต้องพึ่งเอทเท่านั้น
ฉันหันไปสบตาเอททีหนึ่ง
เธอพยักหน้าให้ฉันเล็กน้อย
ฉันเคยได้ยินมาจากดิวซ์ ว่าพวกนักฆ่ามักจะถูกฝึกวิชาจับเท็จมาหลากหลายวิธี
ใช้วาทะศิลป์หลอกถาม?
จับทรมานเค้นความจริง?
หรือว่าจะใช้ทักษะการอ่านใจ?
เอทจะใช้วิธีไหนในการสืบหาความจริงกันนะ?
แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วดอง~
“ทำตามที่ท่านผู้นี้พูดเถอะเจ้าค่ะ ดวงตาของเขา คือดวงตาที่เชื่อใจได้เจ้าค่ะ’”
ว่าแล้วเอทก็เดินนำพวกเราไปตามเส้นทางที่เขาชี้ไปเมื่อกี้นี้ โดยมีสล็อตนอนหลับตาเดินตามไปติด ๆ
ง่าย ๆ แค่เนี่ยเลยหรือดอง!?!
***
“ใช้สิ่งนี้หนีไปซะ”
“สุดยอด! ”
ฉันเคยได้ยินชื่อ [เกล-อาบอก] มาหลายครั้ง ว่ามันเป็นสัตว์ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในทวีปนี้
หมายถึงเร็วที่สุดในฐานะสัตว์ที่ยอมให้ใช้เป็น [พาหนะ] อะนะ
แต่พอเห็นตัวจริง เลยพบว่ามันออกจะต่างจากที่ฉันคิดจินตนาการณ์ไปมากทีเดียว
ตอนแรกฉันนึกว่ามันจะมีรูปร่างเหมือนกับม้า
แต่ความจริงมันคืองูยักษ์
เป็นงูไร้เกล็ด และมีผิวเป็นเมือกใสหุ้มหนังสีเงินที่มีขนาดตัวถึงสามเมตร และยาวกว่าสิบเมตร
ด้วยความที่มีผิวเรียบเนียนและมีสีเงิน เลยทำให้ตอนแรกฉันนึกถึงแผ่นโลหะที่มันวาวเป็นอย่างแรก
ดวงตาของมันมีสีดำ ไม่ได้ดูดุร้าย แต่ดูอ่อนโยนจนออกจะให้ความรู้สึกว่าดูขี้ขลาดเป็นอย่างมาก
บนร่างกายที่เต็มไปด้วยเมือกนั้น มันมีอานขนาดใหญ่ติดตั้งเอาไว้อยู่
เขาไม่ได้พูดโกหกพวกเราจริง ๆ ด้วยแฮะ
ว่าแต่ทำไมถึงได้---
“ทำไมถึงได้มาช่วยเอาไว้ คิดแบบนี้อยู่ใช่ไหม? สีหน้ามันสื่อออกมาหมดแล้วนะ”
อุ๊ย… ออกมาทางสีหน้าหมดแล้วหรือเนี่ยดอง~
บุรุษม้าย่อตัวลงต่ำ เพื่อให้พรุนลงมายืนบนพื้น โดยมีโฮปกับไฮเจนช่วยประคองทางซ้ายกับขวาเอาไว้
“ก่อนอื่น... ขอยืนยันบางอย่างก่อน พวกเจ้าได้เจอกับผู้กล้าเผ่าแมว [แคลไซต์] สตรีที่มีขนสามสี คนที่ใช้แส้เหล็กสีขาวเป็นอาวุธบ้างหรือเปล่า? ”
“!?! ”
“ทำหน้าแบบนั้น แสดงว่าเจอกันแล้วสินะ การที่เธอคนนั้นไม่ปรากฏตัวให้เห็น แสดงว่า...สตรีอมตะคนนั้น... ตายไปแล้วสิ...นะ...”
ร้องไห้
เขากำลังร้องไห้อยู่
น้ำตาที่ไหลรินมาตามใบหน้าของเขา ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดหัวใจตัวเองขึ้นมา
เพราะถ้าพูดกันตามตรง คนที่ฆ่ามนุษย์แมวสุดโหดคนนั้น ก็คือพวกเรานั่นละ…
นี่ฉัน… ฆ่าคนไปแล้วคนหนึ่งสินะ…
“ไม่ต้องใส่ใจ… พวกเจ้าไม่ผิดหรอก… มันเป็นธรรมดาของผู้แพ้… ละนะ...”
เขาพยายามพูดกับพวกเราโดยกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้
พอเห็นน้ำตาของเขาแล้ว มันเลยทำให้ฉันรู้สึก---
“ช่วย… บอกเหตุผลที่ทำให้เธอคนนั้นต้องยอมสละชีวิตต่อสู้กับพวกเราทีจะได้หรือเปล่าดอง? ”
---รู้สึกว่าไม่อาจจะยอมให้ปล่อยผ่านไปแบบนี้ได้ง่าย ๆ
หลังจากนี้คงน่าจะเกิดการปะทะกับพวกชนเผ่าท้องถิ่นอีกหลายครั้ง
และคงเกิดเหตุการณ์ที่ศัตรูสู้อย่างถวายชีวิตอีกหลายครั้ง
มันอาจจะเป็นความอ่อนหัดที่อยากจะไปรับรู้เรื่องราวของคนที่ต้องการจะเอาชีวิตของตัวเอง
แต่ฉันไม่อยากพลั้งมือสังหารฝ่ายตรงข้ามโดยที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยเช่นกัน
เพราะว่าฉันกลัว
กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนที่สามารถสังหารคนได้ราวกับผักปลาไป
ดังนั้น ฉันจึงอยากจะรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเอาไว้
รับรู้ เพื่อให้ตัวเองยังคงมีความรู้สึกของ [น้ำหนักชีวิต]
"จะอยากรู้ไป---"
เขาหยุดพูดกลางคันเมื่อจ้องมองเข้ามาในดวงตาของฉัน
"... ยัยนั่น แคลไซต์ ผู้กล้าอมตะของเผ่าแมวคือเพื่อนรักของเราเอง"
"..."
"ที่เธอสู้ไม่ถอยจนยอมสละชีวิตตัวเอง คงเป็นเพราะว่าลูกศิษย์ที่เป็นเสมือนลูกแท้ ๆ ของเธอพึ่งเสียชีวิตไปนะ"
"เสียชีวิต… อย่างงั้นหรือดอง? "
ต้นเหตุมันมาจากเหตุการณ์หอคอยโนอาร์ที่ถูกยิงถล่มลงมา
หอคอยที่สูงเสียดฟ้าเช่น นั้นไม่มีทางที่จะถล่มลงมาโดยไร้ความเสียหาย
มีคนถูกชิ้นส่วนของหอคอยหล่นทับใส่จนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
อุบัติเหตุนั้นไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำชั่วดี
ทุกคนที่อยู่อาศัยในเมืองหลวง ณ ตอนนั้น ต่างมีโอกาสเป็นตายเท่าเทียมกัน
และหนึ่งในผู้ที่เสียชีวิต ก็คือลูกศิษย์ที่เป็นได้ดั่งลูกสาวแท้ ๆ ของเธอเอง
"คนที่เสียใจเพราะสถานพำนักเทพเจ้าถูกทำลาย กับคนรักเสียที่ชีวิตไปต่อหน้านั้น มีเป็นจำนวนมาก และความเสียใจก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่ไม่อาจหยุดได้อีกต่อไป ขนาดเราเอง ตอนที่เกิดเหตุ ยังรู้สึกโกรธจนหน้ามืดไม่ต่างกัน"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด
ถ้าหากว่าคนรักของฉันต้องเสียชีวิตไปต่อหน้าเพราะฝีมือใครสักคน ฉันเองก็คงรู้สึกแค้นจนทนไม่ไหวเหมือนกันแน่นอน
มิน่าละ เธอคนนั้นถึงได้ไม่ยอมเลิกรา ในตอนที่พ่ายแพ้ไปแล้ว…
ฉันลองนึกภาพพวกโฮปกับพรุนตายไปต่อหน้า
นึกภาพท่านพ่อกับท่านแม่ถูกอาคารหล่นทับใส่เพราะการโจมตีของศัตรู
ฉับพลันนั้น หยาดน้ำตาจำนวนมากก็ไหลรินลงมาตามใบหน้าของฉันในทันที
"ร้องไห้? ช่างเป็นคนที่อ่อนโยนจริง ๆ เจ้านะ"
"ฮึก… ขอโทษด้วยนะดอง…"
ฉันสลัดภาพที่น่าเศร้าใจทิ้งไปจากหัว
"ถ้าหากรู้สึกเกลียดพวกเรา… ทำไมถึงมาช่วยพวกเรากันละดอง? "
"คือว่าเรามันขี้ขลาด… เรากลัวตายนะ"
หมายความว่ายังไงกันดอง?
ฉันเอียงคอสงสัยพร้อมกับทำดวงตาไร้เดียงสาใส่เขา
"ไม่ต้องแอ๊บขนาดนั้นหรอก ยินดีตอบให้อยู่แล้ว... คือ… พอเริ่มหายหัวร้อน ก็พึ่งคิดได้นะ ว่าไม่น่าสู้เผ่าของพวกเจ้าไหว ถ้าสู้ คงได้ไปตายเปล่าแน่ ถ้าไม่เห็นโอกาสชนะ ก็รู้สึกอยากจะหนีไปให้ไกล ๆ ทันทีเลย เรามันคนขี้ขลาดแบบนี้นั่นละ…"
เขาพูดด้วยใบหน้าที่เจ็บปวดมาก
"แต่เพราะมีตำแหน่งค้ำคอ แถมถ้าพูดจาอะไรผิดหูออกไปตอนนี้ คงโดนรุมประชาทัณฑ์ตายโหงชัว เลยทำได้แต่ตามน้ำชาวบ้านไป พอได้ยินว่ามีเผ่าอสูรกายอยู่ใกล้ ๆ นี้ ข้าคนนี้ก็ถึงกลับกลัวไปจนถึงขั้วสั่นหลัง เลยรีบบึ่งมาสั่งให้ลูกน้องถอยไปเพื่อรักษาชีวิต ส่วนพวกเจ้าเอง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะรีบไปให้พ้น ๆ จากที่นี่ใช่ไหมละ? ดังนั้นข้าจึงเสนอตัวเลือกเส้นทางหนีให้ยังไงละ"
"เข้าใจแล้วดอง"
เพราะหวาดกลัว เลยพยายามตีซี้กับพวกเราแทนสินะ
เป็นเหตุผลที่เข้าใจง่ายมากดอง
แต่ว่าตัวเขาเองก็อยากจะหนีจากสถานการณ์แบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ถ้าอย่างั้น---
"ทำไมไม่หนีมาพร้อมกับพวกเราตอนนี้เลยละ? ดอง? "
" ทำไม่ได้หรอก"
ว่าแล้วเขาก็ชี้นิ้วแตะไปที่ปาก ทำนองว่าให้ลองเงียบฟังเสียงดู
ภายในป่ายามราตรีที่วุ่นวาย มีเสียงควบม้ากำลังดังไปทั่วอยู่
" ด้วยตำแหน่งของเราที่เป็น คิดว่าถ้าเกิดหายตัวไป คงกลายเป็นการเติมเชื้อไฟมากกว่านี้ อีกอย่าง มีคนอีกมากที่ตอนนี้เริ่มหายหัวร้อนและคิดได้บ้างแล้ว ว่าตอนนี้ควรทำอะไร เราปล่อยคนประเภทนั้นทิ้งเอาไว้ข้างหลังไม่ได้หรอกนะ"
"... ไม่มีวิธีอื่นที่---"
"ท่านซันสโตน! ท่านอยู่ที่ไหนครับ! ถ้ามีชีวิตอยู่ ก็ช่วยตอบกลับด้วยครับ! "
ดูท่าว่าจะมีคนออกมาตามหาเสียแล้วดอง
" ไม่มีเวลาแล้วค่ะท่านลี่ รีบขึ้นมา แล้วหนีกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ! "
เอทตะโกนเรียกฉันด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน
ทุกคนปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนอานตรงหลังของอสรพิษขนาดยักษ์กันหมดแล้ว
ฉันหันไปมองบุรุษม้าตรงหน้าอีกครั้ง
"... ก่อนจากกัน ขอเราถามเจ้าอะไรสักอย่างเป็นคำถามสุดท้ายหน่อย"
" ดอง…? "
" เธอคนนั้น… ตายยังไงหรือ? "
หมายถึงแมวสุดโหดคนนั้นสินะ?
" เธอ---"
"ต่อสู้อย่างกล้าหาญกับพวกเราจนตัวตายเยี่ยงนักรบอย่างสมศักดิ์ศรีเจ้าค่ะ"
เอทกระโดดลงมายืนข้างฉันพร้อมกับพูดแทรกเช่นนั้น
"อย่างงั้นหรือ… เธอยังไม่เคียดแค้นจนเผลอใช้ยาของ [เทพเจ้า] ไปสินะ แบบนั้นคงจากไปอย่างสงบแล้วละ"
น้ำตาของเขาไหลออกมาอีกครั้ง
เศร้า ปิติยินดี และว่างเปล่าไร้ความรู้สึก
มันเป็นหยาดน้ำตาที่ให้ความรู้สึกเช่นนั้น
"ถ้าอย่างงั้นขอตัวก่อนเจ้าค่ะ"
"เราเองก็ขอตัวเช่นกัน"
เอทกระโดดขึ้นไปบนหลังของเจ้าเกล-อาบอก พร้อมกับหิ้วปีกฉันขึ้นมาด้วย
"บางเรื่อง ไม่ต้องให้เขารู้จะมีความสุขมากกว่าเจ้าค่ะ"
"..."
ฉันหันไปมองภาพของบุรุษเผ่าม้าผู้อ่อนโยนอีกครั้ง
ทั้งที่มีโอกาสหนี แต่กลับไม่ทำเช่นนั้น
หวั่นเกรงความตาย แต่ไม่อาจทอดทิ้งคนที่เป็นเหมือนกับตัวเองได้
รวมไปถึงไม่อาจท้องทิ้งลูกน้องที่บ้าคลั่งไปแล้วได้ด้วยเช่นกัน
คนแบบนี้---
"คุณบุรุษม้าไม่ใช่คนที่ขี้ขลาดหรอกนะดอง! "
---ไม่ใช่คนที่ขี้ขลาดสำหรับฉันหรอกนะ
ฉันตะโกนไล่หลังเพื่อให้กำลังใจกับบุรุษม้าสีแดงผู้งดงาม
เขาเบิกตากว้างอย่างแปลกใจมาทางฉัน แล้วส่งยิ้มที่สดใสประดุจพระอาทิตย์มาให้เป็นการตอบรับ
" ขอบคุณมาก! อีกอย่างนะ ถึงจะเห็นเป็นแบบนี้ แต่เราเป็นผู้หญิงหรอกนะ"
ก่อนจะพูดทิ้งท้ายเอาไว้เช่นนั้น แล้วหันหลังวิ่งหายกลับเข้าไปในเงามืดของป่ายามราตรีในเวลาต่อมา