Pioneer Era

    ตอนที่ 105 หนีจากความบ้าคลั่ง

    ***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]

    “พรุน ไม่เป็นอะไรใช่ไหมดอง! ”

    “ไม่เจ็บไม่คันสักนิดค่ะ”

    “อย่ามาโกหกนะดอง! ”

    “... ค่ะ ความจริงคือเจ็บสุด ๆ ไปเลยค่ะ แต่เจ็บแค่นี้มันไม่หนักหนาสำหรับเผ่ายักษ์หรอกนะคะ”

    ตอนนี้ฉันกำลังรีบเร่งต่อแขนขวาให้กับพรุน ผ่าตัดกลางแจ้งด้วยพลังภูติ โดยมีเอทกับสล็อตคอยยืนเฝ้าระวังให้

    เป็นโชคดีของพวกเราที่มีกำแพงไฟป่าล้อมกรอบอยู่ เลยทำให้ยังไม่มีกำลังเสริมของศัตรูบุกเข้ามา

    ถึงจะเป็นห่วงโฮปกับไฮเจนที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง แต่ตอนนี้ฉันจะต้องให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นอย่างแรกก่อน



    “เชื่อมเส้นประสาทแขนกับเนื้อเยื่อเข้าเหมือนเดิมแล้ว ทีเหลือพอกลับไปที่เมือง ก็ไปให้หมอตรวจอีกทีด้วยนะดอง”

    “ฉันเชื่อใจฝีมือของลี่ค่ะ ไม่มีใครเก่งกาจวิชาวิทยาศาสตร์เวทมนตร์เท่าลี่อีกแล้วค่ะ”

    โดนชมแบบนี้ รู้สึกดีใจจนตัวลอยได้เลยละดอง~

    ให้คะแนนความชอบพรุน 999 คะแนนดอง!

    ก็ว่าไปนั่น~ ดอง ด่อง ด้อง~

    “ส่วนแขนกับขาที่หัก เดียวใช้กิ่งไม้แห้งดามไปชั่วคราวก่อนนะดอง พอดีว่าฉันยังไม่ค่อยเข้าใจโครงสร้างกระดูกของเผ่ายักษ์ดีเท่าไหรนะดอง”

    “ไม่เป็นไรค่ะ อีกอย่าง… ฉันรบกวนลี่ช่วยดูเจ้าหนูน้อยลี่แทนให้ก่อนจะได้หรือเปล่าคะ? ”

    “เจ้าหนูน้อยลี่…ดอง!?! ”



    ในตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วกระดูกสันหลัง

    ฉันลืมเจ้ามังกรขี้เรื้อนของพรุนไปเลยดอง!

    “ปี้…”

    เสียงที่อ่อนแรงของเจ้ามังกรขี้เรื้อนดังออกมาจากใต้ผ้าคลุมสีเทาของพรุน

    สิ่งมีชีวิตน่ากลัวและสยดสยองตัวนั้น มันกำลังค่อย ๆ เลื้อยออกมา…

    ยาวหนึ่งเมตร

    ยาวสองเมตร---

    “ยาวหะ… ห้าเมตร!? เดียวนะ ครั้งล่าสุดฉันจำได้ว่ามันยังตัวแค่ราว ๆ สองถึงสามเมตรเองไม่ใช่หรือดอง!? ”

    “ปฏิกิริยาตอบรับเหมือนกับโฮปเลยค่ะลี่...”



    เจ้ามังกรขี้เรื้อนของพรุนที่มีชื่อเล่นเหมือนฉันกำลังคืบคลานมาหาด้วยสภาพที่น่าอดสู่

    ร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผลฉกาด

    เกล็ดสีฟ้าทะเลที่เคยงดงามต่างร่วงหลุ่นร่อนแตกกระจาย อีกทั้งยังมีของเหลวสีแดงไหลซึมกระจายออกมาเป็นจำนวนมาก

    อย่าบอกนะว่ามัน...

    “ฉันให้เจ้าหนูซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลและร่วมต่อสู้ไปพร้อมกันได้ค่ะ แต่เมื่อกี้นี้… เจ้าหนูมันดื้อไม่ยอมหนีออกมาจากใต้ผ้าคลุม แล้วใช้ร่างกายของตัวเองช่วยรับการโจมตีของเจ้าสัตว์ประหลาดเอาไว้แทนให้กับฉันค่ะ…”

    พรุนอธิบายด้วยน้ำเสียงที่พร้อมจะร้องไห้ออกมาได้

    “ได้โปรด… ช่วยทำแผลให้มัน และดูมันแทนฉันไปก่อนสักพักด้วยค่ะ...”

    “ปี้…”



    ฉันมองเจ้ามังกรขี้เรื้อนด้วยด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

    ใจหนึ่งนึกชื่นชมในความซื่อสัตย์ของมัน

    แต่อีกใจยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่

    เพราะว่าเจ้านี่มันชอบกลืนฉันลงท้องทุกครั้งที่มีโอกาสนี่ละ

    แถมตอนนี้ยังตัวโตมากขึ้น

    ชนิดที่ว่าถ้ามันพยายามจะกินฉันละก็ มันคงจะสามารถกลืนฉันเข้าไปทั้งตัวได้ในครั้งเดียวเลย ดอง...

    “ปิ…..ปี้….”

    แต่ปล่อยเอาไว้แบบนี้คงน่าสงสารแย่

    ฉันฆ่าเชื้อโรครอบปากแผลด้วยพลังของภูติ แล้วหยิบผ้าพันแผลออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง ก่อนจะเริ่มจัดการทำแผลให้กับมัน



    ในตอนนั้นเอง---

    “ทุกท่าน มีคนมาเจ้าค่ะ! ”

    ---ที่มีบุคคลลึกลับมาเยี่ยมเยือนพวกเราถึงที่

    พวกโฮป… สินะ?

    แบบว่า… ขอไม่เอาเป็นศัตรูจะได้หรือเปล่าดอง?

    แบบว่า… มันเหนื่อยแล้วนะดอง…

    แต่ดูเหมือนว่าพระเจ้าตั้งใจที่จะเล่นตลกกับฉัน



    สิ่งที่ปรากฏตัวตรงหน้า มันยืนด้วยขาสี่ข้าง

    มีขนสีแดงประดุจเป็นพระสุริยะที่เจิดจ้า ผมสีแดงปล่อยยาว ร่างกายผอมบึกบึนสมชายชาตรี

    ใส่เสื้อกล้ามสีขาวบริสุทธิ์ประดุจหิมะบนยอดเขา สวมผ้าคลุมสีขาวขนาดใหญ่ปกคลุมส่วนท่อนล่างของร่างกาย

    กีบเท้าทั้งสี่เหยียบย่ำลงบนเศษซากกิ่งไม้ดังหนักแน่นเต็มไปด้วยพลัง

    มือทั้งสองถือคันธนูสีขาวประดับลวดลายยาวกว่าสองเมตร

    และมีดวงตาอ่อนโยนชวนน่าหลงใหล

    เป็นบุรุษรูปงามที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเช่นนั้น



    ฉันรู้สึกว่าคน คนนี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

    ฉันเตรียมสร้างบาเรียลมเพื่อขวางกันธนู ส่วนเอทเองก็เริ่มเตรียมตั้งท่าที่จะพุ่งเข้าโจมตี

    “น่าแปลกนะที่เผ่ากระต่ายกับหมาป่ามาอยู่ร่วกับเผ่าอสูร… เราไม่ใช่ศัตรู! ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก! ”

    “นั่น… โฮป... ไฮเจนหรือดอง!? ”

    และคนที่กำลังขี่หลังของเขาอยู่นั้น ก็คือเพื่อนรักของฉันเอง



    ย้อนอดีตกลับไปสักเล็กน้อย

    ***หนุ่มซื่อบื้อ [โฮป]

    “อั๊ก! ”

    ถึงจะลดแรงกระแทกจากการถูกอัดได้ด้วยการกระโดดถอยหลัง แต่กลายเป็นถูกซัดลอยทะลุป่าออกมาแทนซะอย่างงั้น…

    “ให้ตายสิ ต้องรีบกลับไป---”

    “โฮป! นายมาทำอะไรตรงนี้!? ”

    “ไฮเจน? ”

    ในตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงของไฮเจนดังขึ้นมาจากบนท้องฟ้า

    พอกระพริบตาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ใจกลางวงของชนเผ่าม้าจำนวนนับหลายสิบคน

    เจ้าพวกนี้คงเป็นกำลังเสริมที่ไฮเจนไปช่วยล่อให้อยู่เมื่อกี้นี้นั่นละ

    ชิบหายแล้วตรู...



    พวกมันคงตกใจที่อยู่ ๆ ผมก็ปรากฏตัวขึ้น เลยยังไม่ได้ลงมือโจมตีเข้ามา

    “ศะ--- ศัตรู! ”

    แต่ดูท่าจะเรียกสติกลับมาได้แล้วแฮะ

    ผมรีบชักกระบี่ออกมาเพื่อเตรียมรับมือธนู ที่กำลังจะถูกยิงเข้ามาจากทุกทิศทางรอบตัวเอง

    *ปรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด! *

    แต่ทว่ากลับไม่มีการโจมตีใด ๆ พุ่งเข้ามา

    พวกศัตรูมันหันไปทางต้นเสียงที่แหลมหู แล้วพากันวิ่งกลับเข้าไปในป่าลึกพร้อมกันหมด

    “... พวกมันไปไหนกันไฮเจน? ”

    “ฉันไม่รู้ ป่ามันขึ้นหนาทึบมาก จากบนท้องฟ้าตรงนี้ ฉันเห็นแค่ว่าพวกมันกำลังวิ่งออกห่างไปจากพวกเรา---ไม่สิ รู้สึกว่าจะมีอะไรสักอย่างกำลังวิ่งตรงมาทางนี้อยู่! ระวังตัวด้วยนะโฮป! ”



    ผมกลับมาตั้งสมาธิอีกครั้งตามคำเตือนของไฮเจน

    มีบางสิ่ง… กำลังควบตรงมาทางนี้

    ฟังจากเสียงวิ่งแล้ว คิดว่าคงเป็นชนเผ่าม้า

    แถมยังมาเพียงคนเดียวอีกด้วย

    การที่เรียกให้ทุกคนกลับไป แล้วทิ้งให้เป็นภาระของคนเพียงคนเดียว คงมองได้ว่าคน ๆ นี้ต้องเป็นบุคคลที่เก่งกาจผิดสามัญสำนึกอย่างแน่นอน

    คงไม่ใช่พวกระดับผู้กล้าของพวกมันโผล่มาอีกคนหรอกนะ…

    “ไม่ใช่ศัตรู”

    แต่คนที่บุกเข้ามาคราวนี้ต่างออกไป

    มัน… พูดด้วยภาษาของพวกเราได้



    ตัดกลับมาปัจจุบัน

    ***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]

    “เรื่องราวมันก็เป็นแบบนี้ เขาไม่ใช่ศัตรู แล้วช่วยพาพวกเรามาส่งถึงที่นี่นะ”

    “อย่างงั้นหรือดอง…”

    ฉันจ้องไปที่บุรุษม้าผู้ที่มีใบหน้าแลดูอ่อนโยน

    น่าสงสัย… ดอง…

    *ดองงงงงง~......*

    “....จะจ้องหรือจะดองก็ช่วยเอาสักอย่างจะได้ไหม? เอาเถอะ การกระทำมันสำคัญกว่าคำพูด เราผู้นี้มีชื่อว่า [ซันสโตน] ยินดีที่ได้รู้จัก”

    “ทะ--- ท่านซันสโตนคนนั้นหรือเจ้าค่ะ!?! ”

    เอทรู้จักเขาอย่างงั้นหรือ ดอง?

    “... ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมพวกเจ้าถึงมาอยู่ในป่าแบบนี้ แต่ทางที่ดีรีบกลับเมือง แล้วแจ้งให้ทุกคนหนีไปก่อนดีกว่า ตอนนี้ประชาชนของฝ่ายเรามันเป็น [บ้า] กันทุกคนไปแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะฆ่าเผ่าอสูรกายอย่างพวกเจ้าได้ในทันทีที่เห็นเลยละ”

    … ดูท่าความเกลียดชังที่มีต่อเผ่าของพวกเราจะรุนแรงกว่าที่ฉันคิดอยู่แฮะดอง

    “เดินตรงไปทางขวามือตรงนี้ จะมีรถลาก [เกล-อาบอก] อยู่คันหนึ่ง ใช้มันกลับไปที่เมืองเดียวนี้ซะ”



    ทุกอย่างมันดูลงตัวเกินไป จนแม้แต่คนใสซื่อบริสุทธิ์ประดุจนางฟ้าอย่างฉันยังรู้สึกสงสัย

    ฉันไม่ใช่ชนเผ่าท้องถิ่นของที่นี่ เลยไม่ค่อยรู้ถึงระบบความคิดของพวกเขามากเท่าไหรนัก

    งานแบบนี้ คงมีแต่ต้องพึ่งเอทเท่านั้น

    ฉันหันไปสบตาเอททีหนึ่ง

    เธอพยักหน้าให้ฉันเล็กน้อย



    ฉันเคยได้ยินมาจากดิวซ์ ว่าพวกนักฆ่ามักจะถูกฝึกวิชาจับเท็จมาหลากหลายวิธี

    ใช้วาทะศิลป์หลอกถาม?

    จับทรมานเค้นความจริง?

    หรือว่าจะใช้ทักษะการอ่านใจ?

    เอทจะใช้วิธีไหนในการสืบหาความจริงกันนะ?

    แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วดอง~

    “ทำตามที่ท่านผู้นี้พูดเถอะเจ้าค่ะ ดวงตาของเขา คือดวงตาที่เชื่อใจได้เจ้าค่ะ’”

    ว่าแล้วเอทก็เดินนำพวกเราไปตามเส้นทางที่เขาชี้ไปเมื่อกี้นี้ โดยมีสล็อตนอนหลับตาเดินตามไปติด ๆ

    ง่าย ๆ แค่เนี่ยเลยหรือดอง!?!



    ***



    “ใช้สิ่งนี้หนีไปซะ”

    “สุดยอด! ”

    ฉันเคยได้ยินชื่อ [เกล-อาบอก] มาหลายครั้ง ว่ามันเป็นสัตว์ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในทวีปนี้

    หมายถึงเร็วที่สุดในฐานะสัตว์ที่ยอมให้ใช้เป็น [พาหนะ] อะนะ

    แต่พอเห็นตัวจริง เลยพบว่ามันออกจะต่างจากที่ฉันคิดจินตนาการณ์ไปมากทีเดียว

    ตอนแรกฉันนึกว่ามันจะมีรูปร่างเหมือนกับม้า

    แต่ความจริงมันคืองูยักษ์

    เป็นงูไร้เกล็ด และมีผิวเป็นเมือกใสหุ้มหนังสีเงินที่มีขนาดตัวถึงสามเมตร และยาวกว่าสิบเมตร

    ด้วยความที่มีผิวเรียบเนียนและมีสีเงิน เลยทำให้ตอนแรกฉันนึกถึงแผ่นโลหะที่มันวาวเป็นอย่างแรก

    ดวงตาของมันมีสีดำ ไม่ได้ดูดุร้าย แต่ดูอ่อนโยนจนออกจะให้ความรู้สึกว่าดูขี้ขลาดเป็นอย่างมาก

    บนร่างกายที่เต็มไปด้วยเมือกนั้น มันมีอานขนาดใหญ่ติดตั้งเอาไว้อยู่

    เขาไม่ได้พูดโกหกพวกเราจริง ๆ ด้วยแฮะ

    ว่าแต่ทำไมถึงได้---



    “ทำไมถึงได้มาช่วยเอาไว้ คิดแบบนี้อยู่ใช่ไหม? สีหน้ามันสื่อออกมาหมดแล้วนะ”

    อุ๊ย… ออกมาทางสีหน้าหมดแล้วหรือเนี่ยดอง~

    บุรุษม้าย่อตัวลงต่ำ เพื่อให้พรุนลงมายืนบนพื้น โดยมีโฮปกับไฮเจนช่วยประคองทางซ้ายกับขวาเอาไว้

    “ก่อนอื่น... ขอยืนยันบางอย่างก่อน พวกเจ้าได้เจอกับผู้กล้าเผ่าแมว [แคลไซต์] สตรีที่มีขนสามสี คนที่ใช้แส้เหล็กสีขาวเป็นอาวุธบ้างหรือเปล่า? ”

    “!?! ”

    “ทำหน้าแบบนั้น แสดงว่าเจอกันแล้วสินะ การที่เธอคนนั้นไม่ปรากฏตัวให้เห็น แสดงว่า...สตรีอมตะคนนั้น... ตายไปแล้วสิ...นะ...”



    ร้องไห้

    เขากำลังร้องไห้อยู่

    น้ำตาที่ไหลรินมาตามใบหน้าของเขา ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดหัวใจตัวเองขึ้นมา

    เพราะถ้าพูดกันตามตรง คนที่ฆ่ามนุษย์แมวสุดโหดคนนั้น ก็คือพวกเรานั่นละ…

    นี่ฉัน… ฆ่าคนไปแล้วคนหนึ่งสินะ…

    “ไม่ต้องใส่ใจ… พวกเจ้าไม่ผิดหรอก… มันเป็นธรรมดาของผู้แพ้… ละนะ...”

    เขาพยายามพูดกับพวกเราโดยกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้



    พอเห็นน้ำตาของเขาแล้ว มันเลยทำให้ฉันรู้สึก---

    “ช่วย… บอกเหตุผลที่ทำให้เธอคนนั้นต้องยอมสละชีวิตต่อสู้กับพวกเราทีจะได้หรือเปล่าดอง? ”

    ---รู้สึกว่าไม่อาจจะยอมให้ปล่อยผ่านไปแบบนี้ได้ง่าย ๆ

    หลังจากนี้คงน่าจะเกิดการปะทะกับพวกชนเผ่าท้องถิ่นอีกหลายครั้ง

    และคงเกิดเหตุการณ์ที่ศัตรูสู้อย่างถวายชีวิตอีกหลายครั้ง

    มันอาจจะเป็นความอ่อนหัดที่อยากจะไปรับรู้เรื่องราวของคนที่ต้องการจะเอาชีวิตของตัวเอง

    แต่ฉันไม่อยากพลั้งมือสังหารฝ่ายตรงข้ามโดยที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยเช่นกัน

    เพราะว่าฉันกลัว

    กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนที่สามารถสังหารคนได้ราวกับผักปลาไป

    ดังนั้น ฉันจึงอยากจะรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเอาไว้

    รับรู้ เพื่อให้ตัวเองยังคงมีความรู้สึกของ [น้ำหนักชีวิต]



    "จะอยากรู้ไป---"

    เขาหยุดพูดกลางคันเมื่อจ้องมองเข้ามาในดวงตาของฉัน

    "... ยัยนั่น แคลไซต์ ผู้กล้าอมตะของเผ่าแมวคือเพื่อนรักของเราเอง"

    "..."

    "ที่เธอสู้ไม่ถอยจนยอมสละชีวิตตัวเอง คงเป็นเพราะว่าลูกศิษย์ที่เป็นเสมือนลูกแท้ ๆ ของเธอพึ่งเสียชีวิตไปนะ"

    "เสียชีวิต… อย่างงั้นหรือดอง? "



    ต้นเหตุมันมาจากเหตุการณ์หอคอยโนอาร์ที่ถูกยิงถล่มลงมา

    หอคอยที่สูงเสียดฟ้าเช่น นั้นไม่มีทางที่จะถล่มลงมาโดยไร้ความเสียหาย

    มีคนถูกชิ้นส่วนของหอคอยหล่นทับใส่จนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก

    อุบัติเหตุนั้นไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำชั่วดี

    ทุกคนที่อยู่อาศัยในเมืองหลวง ณ ตอนนั้น ต่างมีโอกาสเป็นตายเท่าเทียมกัน

    และหนึ่งในผู้ที่เสียชีวิต ก็คือลูกศิษย์ที่เป็นได้ดั่งลูกสาวแท้ ๆ ของเธอเอง



    "คนที่เสียใจเพราะสถานพำนักเทพเจ้าถูกทำลาย กับคนรักเสียที่ชีวิตไปต่อหน้านั้น มีเป็นจำนวนมาก และความเสียใจก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่ไม่อาจหยุดได้อีกต่อไป ขนาดเราเอง ตอนที่เกิดเหตุ ยังรู้สึกโกรธจนหน้ามืดไม่ต่างกัน"

    เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด

    ถ้าหากว่าคนรักของฉันต้องเสียชีวิตไปต่อหน้าเพราะฝีมือใครสักคน ฉันเองก็คงรู้สึกแค้นจนทนไม่ไหวเหมือนกันแน่นอน

    มิน่าละ เธอคนนั้นถึงได้ไม่ยอมเลิกรา ในตอนที่พ่ายแพ้ไปแล้ว…

    ฉันลองนึกภาพพวกโฮปกับพรุนตายไปต่อหน้า

    นึกภาพท่านพ่อกับท่านแม่ถูกอาคารหล่นทับใส่เพราะการโจมตีของศัตรู

    ฉับพลันนั้น หยาดน้ำตาจำนวนมากก็ไหลรินลงมาตามใบหน้าของฉันในทันที



    "ร้องไห้? ช่างเป็นคนที่อ่อนโยนจริง ๆ เจ้านะ"

    "ฮึก… ขอโทษด้วยนะดอง…"

    ฉันสลัดภาพที่น่าเศร้าใจทิ้งไปจากหัว

    "ถ้าหากรู้สึกเกลียดพวกเรา… ทำไมถึงมาช่วยพวกเรากันละดอง? "

    "คือว่าเรามันขี้ขลาด… เรากลัวตายนะ"

    หมายความว่ายังไงกันดอง?

    ฉันเอียงคอสงสัยพร้อมกับทำดวงตาไร้เดียงสาใส่เขา



    "ไม่ต้องแอ๊บขนาดนั้นหรอก ยินดีตอบให้อยู่แล้ว... คือ… พอเริ่มหายหัวร้อน ก็พึ่งคิดได้นะ ว่าไม่น่าสู้เผ่าของพวกเจ้าไหว ถ้าสู้ คงได้ไปตายเปล่าแน่ ถ้าไม่เห็นโอกาสชนะ ก็รู้สึกอยากจะหนีไปให้ไกล ๆ ทันทีเลย เรามันคนขี้ขลาดแบบนี้นั่นละ…"

    เขาพูดด้วยใบหน้าที่เจ็บปวดมาก

    "แต่เพราะมีตำแหน่งค้ำคอ แถมถ้าพูดจาอะไรผิดหูออกไปตอนนี้ คงโดนรุมประชาทัณฑ์ตายโหงชัว เลยทำได้แต่ตามน้ำชาวบ้านไป พอได้ยินว่ามีเผ่าอสูรกายอยู่ใกล้ ๆ นี้ ข้าคนนี้ก็ถึงกลับกลัวไปจนถึงขั้วสั่นหลัง เลยรีบบึ่งมาสั่งให้ลูกน้องถอยไปเพื่อรักษาชีวิต ส่วนพวกเจ้าเอง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะรีบไปให้พ้น ๆ จากที่นี่ใช่ไหมละ? ดังนั้นข้าจึงเสนอตัวเลือกเส้นทางหนีให้ยังไงละ"

    "เข้าใจแล้วดอง"

    เพราะหวาดกลัว เลยพยายามตีซี้กับพวกเราแทนสินะ

    เป็นเหตุผลที่เข้าใจง่ายมากดอง

    แต่ว่าตัวเขาเองก็อยากจะหนีจากสถานการณ์แบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?

    ถ้าอย่างั้น---



    "ทำไมไม่หนีมาพร้อมกับพวกเราตอนนี้เลยละ? ดอง? "

    " ทำไม่ได้หรอก"

    ว่าแล้วเขาก็ชี้นิ้วแตะไปที่ปาก ทำนองว่าให้ลองเงียบฟังเสียงดู

    ภายในป่ายามราตรีที่วุ่นวาย มีเสียงควบม้ากำลังดังไปทั่วอยู่

    " ด้วยตำแหน่งของเราที่เป็น คิดว่าถ้าเกิดหายตัวไป คงกลายเป็นการเติมเชื้อไฟมากกว่านี้ อีกอย่าง มีคนอีกมากที่ตอนนี้เริ่มหายหัวร้อนและคิดได้บ้างแล้ว ว่าตอนนี้ควรทำอะไร เราปล่อยคนประเภทนั้นทิ้งเอาไว้ข้างหลังไม่ได้หรอกนะ"

    "... ไม่มีวิธีอื่นที่---"

    "ท่านซันสโตน! ท่านอยู่ที่ไหนครับ! ถ้ามีชีวิตอยู่ ก็ช่วยตอบกลับด้วยครับ! "

    ดูท่าว่าจะมีคนออกมาตามหาเสียแล้วดอง

    " ไม่มีเวลาแล้วค่ะท่านลี่ รีบขึ้นมา แล้วหนีกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ! "

    เอทตะโกนเรียกฉันด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน

    ทุกคนปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนอานตรงหลังของอสรพิษขนาดยักษ์กันหมดแล้ว

    ฉันหันไปมองบุรุษม้าตรงหน้าอีกครั้ง

    "... ก่อนจากกัน ขอเราถามเจ้าอะไรสักอย่างเป็นคำถามสุดท้ายหน่อย"

    " ดอง…? "

    " เธอคนนั้น… ตายยังไงหรือ? "

    หมายถึงแมวสุดโหดคนนั้นสินะ?

    " เธอ---"



    "ต่อสู้อย่างกล้าหาญกับพวกเราจนตัวตายเยี่ยงนักรบอย่างสมศักดิ์ศรีเจ้าค่ะ"

    เอทกระโดดลงมายืนข้างฉันพร้อมกับพูดแทรกเช่นนั้น

    "อย่างงั้นหรือ… เธอยังไม่เคียดแค้นจนเผลอใช้ยาของ [เทพเจ้า] ไปสินะ แบบนั้นคงจากไปอย่างสงบแล้วละ"

    น้ำตาของเขาไหลออกมาอีกครั้ง

    เศร้า ปิติยินดี และว่างเปล่าไร้ความรู้สึก

    มันเป็นหยาดน้ำตาที่ให้ความรู้สึกเช่นนั้น

    "ถ้าอย่างงั้นขอตัวก่อนเจ้าค่ะ"

    "เราเองก็ขอตัวเช่นกัน"

    เอทกระโดดขึ้นไปบนหลังของเจ้าเกล-อาบอก พร้อมกับหิ้วปีกฉันขึ้นมาด้วย

    "บางเรื่อง ไม่ต้องให้เขารู้จะมีความสุขมากกว่าเจ้าค่ะ"

    "..."

    ฉันหันไปมองภาพของบุรุษเผ่าม้าผู้อ่อนโยนอีกครั้ง

    ทั้งที่มีโอกาสหนี แต่กลับไม่ทำเช่นนั้น

    หวั่นเกรงความตาย แต่ไม่อาจทอดทิ้งคนที่เป็นเหมือนกับตัวเองได้

    รวมไปถึงไม่อาจท้องทิ้งลูกน้องที่บ้าคลั่งไปแล้วได้ด้วยเช่นกัน

    คนแบบนี้---

    "คุณบุรุษม้าไม่ใช่คนที่ขี้ขลาดหรอกนะดอง! "

    ---ไม่ใช่คนที่ขี้ขลาดสำหรับฉันหรอกนะ

    ฉันตะโกนไล่หลังเพื่อให้กำลังใจกับบุรุษม้าสีแดงผู้งดงาม

    เขาเบิกตากว้างอย่างแปลกใจมาทางฉัน แล้วส่งยิ้มที่สดใสประดุจพระอาทิตย์มาให้เป็นการตอบรับ

    " ขอบคุณมาก! อีกอย่างนะ ถึงจะเห็นเป็นแบบนี้ แต่เราเป็นผู้หญิงหรอกนะ"

    ก่อนจะพูดทิ้งท้ายเอาไว้เช่นนั้น แล้วหันหลังวิ่งหายกลับเข้าไปในเงามืดของป่ายามราตรีในเวลาต่อมา