หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่วัน แพรพิมก็เริ่มชินกับจังหวะของบริษัทมากขึ้นจนไม่ต้องตื่นเต้นทุกครั้งที่มีอีเมลใหม่เข้ามา และสามารถเดินไปห้องประชุมได้โดยไม่ต้องเปิดแผนที่ในโทรศัพท์เหมือนวันแรก ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอยังไม่ชินเสียทีคือการที่ชื่อของ คินธาร ปรากฏอยู่แทบทุกจุดของโครงการซึ่งตัวเองรับผิดชอบ ทั้งในตารางประชุม ในอีเมล ในไฟล์ความคิดเห็น และแม้กระทั่งในข้อความซึ่งทีมส่งหากันตอนถามเื่เล็ก ๆ จนบางครั้งแพรพิมอดคิดไม่ได้ว่าเธอเข้ามาทำงานกับบริษัทหรือเข้ามาทำโครงการส่วนตัวของผู้ชายคนนี้กันแน่
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่แพรพิมกำลังนั่งจิบกาแฟและพยายามอ่านตัวเลขในรายงานให้สมองตื่นเต็มที่ มิ้นท์ก็เลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้พร้อมสีหน้าซึ่งดูเหมือนกำลังจะโยนข่าวอะไรบางอย่างลงมาให้รับั้แ่ยังไม่ทันตั้งตัว
“แพร วันนี้่บ่ายต้องไปดูไซต์กับทีมคุณคินธารนะ”
แพรพิมซึ่งกำลังยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มถึงกับหยุดกลางทาง ก่อนจะหันมามองรุ่นพี่แล้วถามว่า “ไซต์ไหนคะ แล้วทำไมหนูเพิ่งรู้ตอนนี้”
“ก็เพิ่งคอนเฟิร์มเมื่อเช้าเหมือนกัน ทีมจะไปดูพื้นที่จริงของโครงการ จะได้รู้ว่าข้อมูลในรายงานมันตรงกับหน้างานแค่ไหน แล้วหัวหน้าบอกให้แพรไปด้วยเพราะดูข้อมูลกลุ่มลูกค้าอยู่”
แพรพิมพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะถามต่อในน้ำเสียงที่พยายามทำให้ฟังธรรมดาที่สุดว่า “แล้วคุณคินธารไปด้วยใช่ไหมคะ”
มิ้นท์ยิ้มทันทีจนแพรพิมรู้สึกได้ว่าตัวเองพลาดแล้วที่ถามออกไปตรงเกินไป
“อ้าว ทำไมถามชื่อเขาก่อนถามว่ามีใครไปอีกล่ะ”
“หนูถามเพราะเขาเป็หัวหน้าโครงการค่ะ ไม่ได้มีอะไรทั้งนั้น พี่อย่ามองหนูแบบนั้นนะ”
“พี่ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”
“แต่สายตาพี่คือพูดไปหมดแล้วค่ะ”
มิ้นท์หัวเราะแล้วกลับไปทำงานของตัวเอง ส่วนแพรพิมก้มหน้ามองรายงานต่อ แต่ใจกลับเผลอคิดถึงบรรยากาศของการไปไซต์งานร่วมกับคินธารอย่างช่วยไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาแม้จะเจอกันแทบทุกวัน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในห้องประชุมหรือคุยกันเื่งานตรง ๆ การต้องออกไปข้างนอกพร้อมทีมจึงทำให้เธอรู้สึกเหมือนจะได้เห็นอีกฝ่ายในพื้นที่ซึ่งไม่เป็ทางการมากขึ้นนิดหน่อย และไม่รู้ทำไมความคิดนั้นถึงทำให้ใจมีอาการแปลก ๆ แบบที่ไม่อยากยอมรับเท่าไร
่บ่าย ทีมงานรวมตัวกันที่หน้าบริษัทก่อนเดินทางไปยังพื้นที่โครงการโดยรถตู้ของบริษัท แพรพิมมาถึงเกือบคนสุดท้ายเพราะมัวแต่กลับขึ้นไปเอาแฟ้มซึ่งลืมไว้บนโต๊ะ พอเปิดประตูรถขึ้นมา เธอก็พบว่าที่นั่งเกือบทั้งหมดถูกจับจองเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงที่ว่างข้างคินธารซึ่งนั่งดูเอกสารอยู่ด้านในสุด
แพรพิมยืนนิ่งอยู่ตรงประตูรถไปหนึ่งวินาที ก่อนจะหันไปมองมิ้นท์ที่นั่งอยู่ด้านหลังด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ แต่รุ่นพี่กลับทำเป็หันไปมองหน้าต่างเหมือนไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
คินธารเงยหน้าขึ้นจากเอกสารแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “นั่งได้ครับ หรือจะยืนไปทั้งทางก็ได้ถ้าคิดว่าสบายกว่า”
แพรพิมมองเขาแล้วถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงข้างกันพร้อมตอบว่า “นั่งก็ได้ค่ะ หนูยังไม่อยากสร้างประวัติเป็พนักงานคนแรกที่ยืนไปดูไซต์ทั้งทาง”
“ดีครับ อย่างน้อยก็รู้จักเลือกสิ่งที่มีเหตุผล”
“คุณคินธารคะ วันหนึ่งคุณชมคนแบบปกติบ้างไหม หรือทุกประโยคต้องฟังเหมือนกำลังประเมินพนักงานตลอดเวลา”
คินธารหันมามองเธอเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถ้าคุณทำอะไรให้ชม ผมก็ชมครับ”
แพรพิมเลิกคิ้วแล้วหันกลับไปมองด้านหน้า “โอเคค่ะ งั้นหนูจะรอวันนั้นแล้วกัน ดูเหมือนต้องใช้เวลาอีกนาน”
แม้บทสนทนาจะฟังเหมือนกำลังกัดกันเล็ก ๆ แต่คนในรถที่ได้ยินกลับไม่ได้รู้สึกว่าบรรยากาศตึงเครียดเท่าไร ตรงกันข้าม มิ้นท์ซึ่งนั่งด้านหลังกลับต้องก้มหน้าหลบเพราะกำลังกลั้นยิ้ม ส่วนแพรพิมเองก็เริ่มชินกับวิธีตอบกลับแบบนิ่ง ๆ ของคินธารจนรู้สึกว่าการเถียงกันเบา ๆ กลายเป็ส่วนหนึ่งของทุกวันที่เจอกันไปแล้วอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อถึงพื้นที่โครงการ ทุกคนแยกกันดูรายละเอียดตามหน้าที่ แพรพิมจดข้อมูลและพูดคุยกับทีมภาคสนามเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าในพื้นที่จริง สิ่งที่เธอพบกลับต่างจากข้อมูลในรายงานบางส่วนอย่างเห็นได้ชัด เพราะลูกค้ากลุ่มอายุน้อยเข้ามาใช้พื้นที่มากกว่าที่คาด และมีรูปแบบการใช้บริการซึ่งไม่เหมือนกลุ่มเดิม เธอจึงเดินตามเก็บข้อมูลหลายจุดจนแทบลืมเวลา
คินธารเองไม่ได้ยืนสั่งอยู่ห่าง ๆ อย่างที่แพรพิมเคยจินตนาการ แต่เดินตรวจพื้นที่จริง พูดคุยกับพนักงานหน้างาน และถามรายละเอียดจากคนซึ่งทำงานอยู่ตรงนั้นโดยตรง เขาไม่ได้วางท่าผู้บริหารมากนักเวลาคุยกับพนักงาน และยิ่งแพรพิมสังเกต ก็ยิ่งรู้สึกว่าภาพของเขาในบริษัทกับเวลาลงพื้นที่ต่างกันพอสมควร เพราะในห้องประชุมเขามักดูนิ่งและจริงจังมาก แต่ที่นี่กลับดูเป็คนซึ่งฟังคนอื่นได้มากกว่าที่เธอเคยคิด
่หนึ่งแพรพิมยืนคุยกับพนักงานหน้างานค่อนข้างนานจนไม่ได้สังเกตว่าท้องฟ้าเริ่มครึ้มขึ้น และไม่นานฝนก็ตกลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปหลบใต้หลังคาบริเวณใกล้เคียง ส่วนแพรพิมซึ่งยืนอยู่ไกลกว่าเล็กน้อยกลับโดนฝนไปเต็ม ๆ ก่อนจะวิ่งตามเข้าไป
“โอ๊ย เปียกหมดเลย” เธอบ่นพร้อมใช้มือปัดน้ำออกจากแขนเสื้อ
คินธารซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ หันมามองแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กจากกระเป๋าส่งให้ “เช็ดก่อนครับ เดี๋ยวเป็หวัด”
แพรพิมมองผ้าเช็ดหน้าในมือเขาอย่างแปลกใจ ก่อนจะรับมาด้วยท่าทีเกร็งเล็กน้อย “คุณพกผ้าเช็ดหน้าด้วยเหรอคะ คนสมัยนี้ยังพกกันอยู่จริง ๆ เหรอ”
“ผมพกเพราะมันมีประโยชน์ครับ ไม่ได้พกไว้ให้คุณถาม”
“ก็แค่สงสัยค่ะ เห็นคุณดูเป็สายเอกสารกับโน้ตบุ๊กมากกว่า ไม่คิดว่าจะมีของแบบนี้ติดตัว”
คินธารส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถ้าไม่เช็ดก็คืนมาก็ได้ครับ”
แพรพิมรีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นทันทีแล้วตอบว่า “ไม่คืนตอนนี้ค่ะ ของฟรีมีประโยชน์ต้องใช้ก่อน”
ครั้งนี้คินธารหลุดยิ้มออกมาอย่างชัดเจนกว่าทุกครั้ง และแพรพิมเองก็เผลอมองเขานานกว่าปกติไปนิดหนึ่ง เพราะพอผู้ชายหน้านิ่งยิ้มจริง ๆ แล้ว บรรยากาศรอบตัวกลับดูเปลี่ยนไปจนเธอรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดที่ผ่านมาเขาถึงชอบทำหน้าจริงจังอยู่ตลอดเวลา
ฝนตกอยู่พักหนึ่งจนทีมต้องหยุดดูพื้นที่ชั่วคราว ทุกคนจึงยืนคุยกันใต้หลังคาอย่างไม่เป็ทางการมากขึ้น และนั่นทำให้แพรพิมได้ยินเื่จากพนักงานหลายคนว่าคินธารมักลงพื้นที่ด้วยตัวเองหากโครงการมีปัญหา และไม่ค่อยโยนเื่ให้คนอื่นจัดการทั้งหมดเหมือนผู้บริหารบางคน สิ่งนี้ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าความละเอียดของเขาอาจไม่ได้เกิดจากการอยากจับผิดเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขารับผิดชอบกับผลลัพธ์จริงมากจนไม่ชอบปล่อยอะไรผ่านไปง่าย ๆ
เมื่อฝนเริ่มเบา ทีมก็กลับมาทำงานต่ออีกเล็กน้อยก่อนเตรียมเดินทางกลับบริษัท ระหว่างทางกลับ แพรพิมนั่งที่เดิมข้างคินธารเพราะไม่มีใครย้ายที่ และรอบนี้บรรยากาศกลับเงียบสบายกว่าตอนขามาอย่างเห็นได้ชัด
คินธารเป็ฝ่ายถามขึ้นมาก่อนว่า “จากที่เห็นวันนี้ คิดว่าข้อมูลในรายงานควรแก้ตรงไหนบ้าง”
แพรพิมคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “หนูว่ากลุ่มอายุน้อยควรเพิ่มน้ำหนักค่ะ เพราะหน้างานจริงเยอะกว่าตัวเลขที่เราเห็น แล้วพฤติกรรมเขาก็ต่างกันมาก ถ้าเราใช้ฐานเดิมตัดสินทั้งหมด อาจพลาดบางอย่างไป”
“เห็นด้วยครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งล่ะ”
แพรพิมหันไปมองเขาด้วยความสงสัย “มีอีกเหรอคะ คุณให้หนูสอบทุกที่เลยหรือไง”
“ผมถามเพราะอยากรู้ว่าคุณเห็นอะไรอีก ไม่ได้สอบครับ”
เธอหันกลับไปมองนอกหน้าต่างแล้วตอบว่า “หนูว่าพนักงานหน้างานรู้ปัญหามากกว่าที่รายงานเขียนไว้ค่ะ บางเื่เขาเจอทุกวันแต่ไม่ได้ถูกส่งขึ้นมาข้างบน ถ้าอยากรู้จริงอาจต้องคุยกับคนหน้างานบ่อยกว่านี้”
คินธารพยักหน้าแล้วพูดว่า “นั่นแหละครับที่ผมอยากได้จากการลงพื้นที่ เพราะเอกสารบอกเราได้ไม่หมด”
แพรพิมมองเขาอีกครั้งก่อนจะถามแบบติดเล่นว่า “คุณรู้ตัวไหมคะว่าถ้าคุณพูดแบบนี้บ่อย ๆ หนูอาจเริ่มคิดว่าคุณไม่ได้เป็คนน่ากลัวอย่างที่คนในบริษัทลือกัน”
คินธารหันมามองเธอแล้วตอบเรียบ ๆ ว่า “ผมไม่เคยบอกว่าตัวเองน่ากลัวครับ”
“แต่คุณก็ไม่ได้ทำอะไรให้คนรู้สึกว่าเข้าหาง่ายเหมือนกันนะ”
“ผมมาทำงาน ไม่ได้มาประกวดคนเข้าถึงง่ายครับ”
แพรพิมหลุดหัวเราะทันทีจนคนด้านหลังหันมามอง ส่วนคินธารเองก็ยิ้มเล็กน้อยเหมือนพอใจที่ทำให้เธอหัวเราะได้โดยไม่ต้องตั้งใจมากนัก
เมื่อรถกลับมาถึงบริษัท ทุกคนแยกย้ายกันขึ้นไปเก็บของ ก่อนเลิกงานแพรพิมนึกขึ้นได้ว่าผ้าเช็ดหน้าของคินธารยังอยู่ในกระเป๋า เธอจึงเดินไปที่ห้องทำงานของเขาและเคาะประตูก่อนเข้าไป
“เข้ามาครับ”
แพรพิมเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปพร้อมยื่นผ้าเช็ดหน้าที่พับไว้เรียบร้อย “เอามาคืนค่ะ ถึงจะยังไม่ได้ซัก แต่หนูไม่อยากถือกลับบ้าน เดี๋ยวลืมแล้วกลายเป็ยึดทรัพย์ผู้บริหาร”
คินธารรับไปแล้วมองเธอด้วยแววตาขำ ๆ “ผมยังไม่ได้ทวงเลยครับ”
“กันไว้ก่อนค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มีอีเมลแจ้งเตือนทรัพย์สินสูญหาย หนูจะกลายเป็ผู้ต้องสงสัยทันที”
คินธารวางผ้าเช็ดหน้าไว้บนโต๊ะก่อนจะพูดว่า “วันนี้ทำงานดีครับ”
แพรพิมนิ่งไปทันที เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำชมจากเขาเร็วขนาดนี้ และยิ่งนึกถึงประโยคบนรถที่บอกว่าถ้าเธอทำอะไรให้ชม เขาก็จะชม ก็ยิ่งทำให้ใจสะดุดแปลก ๆ อย่างไม่มีเหตุผล
“อ้าว คุณชมคนเป็จริง ๆ ด้วย”
“ผมบอกแล้วครับว่าถ้าทำดีผมก็ชม”
แพรพิมยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนตอบว่า “งั้นหนูขอจำไว้เป็หลักฐานนะคะ วันไหนคุณดุ หนูจะเอาวันนี้มาปลอบใจตัวเอง”
“ตามสบายครับ แต่ถ้างานผิด ผมก็ดุเหมือนเดิม”
“โอเคค่ะ สมกับเป็คุณคินธารจริง ๆ ชมได้ไม่เกินสิบวินาทีก็ต้องกลับเข้าโหมดผู้บริหารแล้ว”
เขาส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม ส่วนแพรพิมก็เดินออกจากห้องพร้อมความรู้สึกบางอย่างซึ่งต่างจากทุกวันที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เพราะคำชมสั้น ๆ จากคนที่เธอเคยมองว่าน่าหงุดหงิดกลับทำให้หัวใจรู้สึกเบากว่าที่ควรจะเป็ และยิ่งพยายามบอกตัวเองว่าเป็แค่คำชมเื่งาน เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังคิดมากเกินไปอย่างเห็นได้ชัด
ระหว่างเดินกลับโต๊ะ มิ้นท์เห็นสีหน้าของเธอก็รีบถามทันทีว่า “ไปไหนมา ทำไมหน้าดูเหมือนอารมณ์ดีผิดปกติ”
แพรพิมรีบทำหน้าปกติแล้วตอบว่า “ไปคืนของค่ะ ไม่มีอะไร”
“ของอะไร”
“ผ้าเช็ดหน้า”
มิ้นท์หยุดมือจากการเก็บกระเป๋าทันทีแล้วหันมามองเต็มตัว “เดี๋ยวนะ ผ้าเช็ดหน้าใคร”
แพรพิมรู้ตัวว่าพูดพลาดอีกแล้วจึงรีบตอบเร็ว ๆ ว่า “ของคุณคินธารค่ะ วันนี้ฝนตก เขาให้เช็ดแล้วหนูเอามาคืน แค่นั้นเองนะพี่ อย่าทำหน้าแบบนั้น”
มิ้นท์ยิ้มกว้างกว่าเดิม “พี่ยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”
“พี่พูดด้วยหน้าอีกแล้วค่ะ”
“แล้วเขาว่าอะไรตอนคืน”
แพรพิมลังเลอยู่เล็กน้อยก่อนตอบว่า “ก็ไม่มีอะไรค่ะ แค่บอกว่าวันนี้ทำงานดี”
มิ้นท์ทำตาโตทันที “ชมด้วยเหรอ”
“พี่อย่าตื่นเต้นมากค่ะ เดี๋ยวคนอื่นคิดว่าเขาขอหนูแต่งงาน”
“พี่ไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น แต่คุณคินธารชมคนไม่บ่อยจริง ๆ นะ ถ้าชมแปลว่าเขาเห็นงานแพรจริง”
แพรพิมพยายามทำเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ข้างในกลับมีความดีใจเล็ก ๆ ซ่อนอยู่แบบปฏิเสธยาก เธอเก็บของแล้วเดินออกจากบริษัทพร้อมคิดถึงเหตุการณ์ทั้งวัน ั้แ่การได้นั่งข้างกันบนรถ การเห็นคินธารพูดกับพนักงานหน้างานอย่างจริงจังแต่ไม่วางตัวสูง ไปจนถึงผ้าเช็ดหน้าที่เขายื่นให้ตอนฝนตก ทุกอย่างเป็เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ และคงไม่ควรถูกตีความเกินกว่านั้น แต่ไม่รู้ทำไมภาพเ่าั้ถึงยังวนอยู่ในหัวแม้เดินออกจากอาคารแล้วก็ตาม
คืนนั้นหลังกลับถึงบ้าน แพรพิมนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงและเปิดแอปแชตของทีมตามปกติ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ชื่อคินธารซึ่งอยู่ในรายชื่อสมาชิกโครงการ เธอมองเพียงไม่กี่วินาทีแล้วรีบปิดหน้าจอเหมือนกลัวตัวเองจะคิดอะไรเกินไป ก่อนจะพึมพำเบา ๆ ว่า “ไม่ได้ชอบนะ แค่เริ่มรู้สึกว่าเขาไม่ได้แย่เฉย ๆ อย่าคิดไปเองสิแพร”
แต่ยิ่งพูดออกมาแบบนั้น เธอก็ยิ่งรู้ว่าคำว่าไม่ได้แย่เริ่มฟังดูอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนคินธารยังเป็คนที่เธออยากหลบให้ไกลที่สุด แต่วันนี้กลับกลายเป็คนที่หากไม่เห็นอยู่ในห้องประชุม เธอเริ่มรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปนิดหนึ่งโดยไม่อยากยอมรับ
ส่วนคินธารในอีกมุมหนึ่งของเมืองก็กำลังนั่งดูรายงานจากการลงพื้นที่และเห็นชื่อแพรพิมอยู่ในบันทึกข้อเสนอหลายจุด เขาอ่านความคิดเห็นของเธอซ้ำอยู่สองครั้งก่อนจะวางเอกสารลงพร้อมรอยยิ้มบาง เพราะพนักงานใหม่คนนี้ไม่ได้มีดีแค่ความกล้าเถียงอย่างที่เขาเห็นในวันแรก แต่ยังสังเกตงานได้ละเอียดและมีมุมคิดซึ่งตรงไปตรงมาแบบที่หาได้ไม่ง่ายในคนซึ่งเพิ่งเข้ามาอยู่ในองค์กร
แม้เขาจะยังไม่ได้คิดไปไกลกว่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่า่หลายวันที่ผ่านมา ห้องประชุมดูมีชีวิตขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยเพราะมีคนหนึ่งซึ่งกล้าถามในสิ่งที่คนอื่นมักเงียบ และกล้าบ่นเื่อีเมลของเขาต่อหน้าโดยไม่สนใจว่าคนฟังคือใคร
ความสัมพันธ์ของแพรพิมกับคินธารจึงยังไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าความรักเลยในตอนนี้ หากเป็เพียงความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นซึ่งค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้เห็นอีกด้านของกันและกัน จากคนที่เคยถูกตัดสินจากการเจอเพียงไม่กี่นาทีเริ่มกลายเป็คนซึ่งมีรายละเอียดมากกว่าภาพแรก และจากคนที่เคยคิดว่าอยากหลบหน้า กลับค่อย ๆ กลายเป็คนซึ่งสายตาเผลอมองหาในห้องโดยไม่รู้ตัว
บางทีความรู้สึกดี ๆ อาจไม่ได้เริ่มต้นจาก่เวลาหวานหรือคำพูดโรแมนติกเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการที่วันหนึ่งเราพบว่าคนซึ่งเคยน่าหงุดหงิด กลับมีบางมุมที่ทำให้เราอยากรู้จักมากขึ้นอีกนิด และเมื่อความอยากรู้นั้นเกิดขึ้นซ้ำบ่อยพอ หัวใจก็อาจค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้อีกคนก่อนที่สมองจะทันตั้งคำถามเสียด้วยซ้ำ