บทที่ 27 เพื่อความปลอดภัย ย้ายไปอยู่ค่ายทหาร
หลังจากได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เจียงเยว่ก็ตื่นขึ้นมา
หลังจากเข้าห้องน้ำแล้ว เจียงเยว่ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เจียงเยว่ก็แปรงฟัน แล้วนำอาหารที่เตรียมไว้เมื่อคืนมาอุ่น เธอกินอาหารเช้า พลางมองสวนหลังบ้านไปด้วย
สวนหลังบ้านแห่งนี้กว้างขวาง พี่สะใภ้บ้านอื่น ๆ ต่างก็ปลูกผักไว้ในสวนหลังบ้าน
สองสามวันมานี้เธอวุ่นวายกับการซื้อของ จนลืมซื้อเมล็ดพันธุ์
ถ้าจะไถพรวนดินปลูกผัก คงต้องหาถุงมือมาสักคู่ ไม่อย่างนั้นมือของเธอ คงจะเจ็บจนทนไม่ไหวแน่ ๆ
เจียงเยว่นำขยะในครัวและห้องนั่งเล่นใส่ถังเก่าใบหนึ่ง เอาไปทิ้งที่กองขยะ หลังจากทิ้งขยะเสร็จ เจียงเยว่ก็เดินกลับบ้าน
เธอเห็นคุณยายเฝิงและคนอื่น ๆ กำลังคุยกันอยู่ไม่ไกล
เจียงเยว่ไม่ได้ยินว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกัน แต่ท่าทางการพูดของคุณยายเฝิง คงกำลังนินทาใครอยู่เป็แน่
“หล่อนต้องผลาญเงินของผู้พันลู่จนหมดแน่ ๆ ไม่งั้นจะซื้อเครื่องในหมูตั้งถุงใหญ่ขนาดนั้นได้ยังไง”
“เมื่อคืนได้กลิ่นกับข้าวหอม ๆ น่าจะเป็กลิ่นมาจากบ้านผู้พันลู่”
“ไม่รู้ว่าผู้พันลู่คิดอะไรอยู่ ถึงได้แต่งงานกับผู้หญิงแบบนี้ ก่อนหน้านี้ฉันยังคิดจะแนะนำหลานสาวให้ผู้พันลู่รู้จักอยู่เลย”
ทุกคนคุยกันอย่างขบขัน เมื่อได้ยินที่คุณยายเฝิงพูด ป้าคนหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“คุณพี่เฝิง หลานสาวของพี่เป็ใครกัน ถึงจะคู่ควรกับผู้พันลู่ได้”
“หลานสาวฉันไม่เห็นจะไม่คู่ควรกับผู้พันลู่ตรงไหน เกิดเป็ชาวนาสามัญ ชนชั้นดี ตัวใหญ่แข็งแรง ทำงานเก่ง แถมสะโพกกว้าง คลอดลูกชายเก่ง...” คุณยายเฝิงอวยหลานสาวตัวเองชุดใหญ่ ก่อนจะสับเปลี่ยนมาดูถูกเจียงเยว่
“ใคร ๆ ก็ว่าเจียงเยว่เป็คุณหนูตระกูลนายทุน สวยไปก็เท่านั้น มีตรงไหนสู้ชาวนาผู้มีเกียรติอย่างพวกเราได้”
จางอวี้เองก็เป็คนชอบนินทา พอเห็นคนมุงกันเยอะ เลยเดินเข้ามาสมทบ
“จางอวี้ หน้าเธอเหมือนจะหายดีขึ้นเยอะนะ” คุณยายเฝิงมองจางอวี้
ผ่านไปสองวัน ใบหน้าของจางอวี้ก็ดีขึ้นมาก แต่สองวันที่ผ่านมา เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับความขมขื่นทั้งปากทั้งใจ เธอสาปแช่งเจียงเยว่ไปไม่รู้กี่ครั้งกี่หน วันนี้ใบหน้าหายดีขึ้นเจ็ดแปดส่วน เธอถึงได้ออกมาข้างนอก
“ไม่คิดเลยว่าของที่สหายเจียงให้จะได้ผลจริง ๆ”
“พี่สะใภ้จาง ทำไมหน้าตาดูแย่จัง”
ในใจจางอวี้ขมขื่นยิ่งกว่ากินบอระเพ็ด เธออยากจะพูดใส่ร้ายเจียงเยว่ แต่ก็กลัวว่าคุณยายเฝิงจะเอาไปโพนทะนาอีก
“ได้ยินว่าเมื่อวานมีชายหญิงคู่หนึ่งถือของมาหาเจียงเยว่เหรอ?” จางอวี้ฉุกคิดถึงเื่ที่ได้ยินมา
คุณยายเฝิงพยักหน้า
“ได้ยินว่าทั้งคู่ถือถุงมาหลายใบ ข้างในไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ชุดที่ทั้งคู่ใส่ ต้องซื้อจากห้างสรรพสินค้าเท่านั้นถึงจะมีขาย”
พอได้ฟังคุณยายเฝิงพูด จางอวี้ก็ยิ่งอิจฉา
ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินเื่ราวของเจียงเยว่มาบ้าง คุณหนูตระกูลนายทุนแต่งงานกับผู้พันลู่ ใช้ชีวิตสุขสบาย กินหรูอยู่ดี คนในค่ายทหารแห่งนี้ ชีวิตของเจียงเยว่สบายที่สุดแล้ว ไม่เหมือนกับพวกเธอที่เป็แม่บ้าน ต้องเลี้ยงลูกอย่างเหนื่อยยาก แล้วยังต้องส่งเงินให้ครอบครัวสามีอีก...
จางอวี้แกล้งพูดว่า
“พวกเขาคงไม่ใช่ลูกหลานนายทุนหรอกใช่ไหม?”
พอได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของคุณยายเฝิงก็เปลี่ยนไป คนอื่น ๆ ก็ต่างตกตะลึง
เพราะในยุคนี้ คนที่ค้ากำไรเกินควร หรือเป็ลูกหลานนายทุน ล้วนต้องถูกจับกุมตัว
“ถ้าเข้ามาในบ้านพักทหารได้ คงไม่ใช่หรอก”
แม้ว่าคนอื่น ๆ จะชอบนินทา แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ ว่าพวกเขาเป็คนประเภทนั้น
“อาจจะเป็ญาติที่เดินทางมาก็ได้”
ณ สถานีตำรวจ
ฉินลี่เดินออกมาจากสถานีตำรวจ ใบหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย
คนที่เขาช่วยไว้เมื่อคืนนี้ กลับกลายเป็นักวิจัยของสถาบัน นักวิจัยหลี่เพียงแค่้ากลับบ้านไปเยี่ยมญาติพี่น้อง แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะถูกคนหมายหัว
ถ้าเขาและลูกน้องไม่เข้าไปช่วยเหลือ นักวิจัยหลี่คงถูกคนเ่าั้จับตัวไปแล้ว
ตอนนี้นักวิจัยหลี่ได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว และถูกส่งตัวไปอยู่ในที่ปลอดภัย
แต่ข่าวนี้มันรั่วไหลออกไปได้ยังไง?
ฉินอันเห็นฉินลี่กลับมา เธอจึงมองสำรวจพี่ชายคนที่สองของเธอ
“พี่รอง พี่ไม่เป็ไรใช่ไหม?”
“ฉันไม่เป็ไร แต่พวกเราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ฉันจะส่งเธอไปอยู่ที่ค่ายทหาร ่นี้เธอก็อยู่ที่นั่นไปก่อน รอฉันจัดการเื่นี้เสร็จแล้ว ฉันจะส่งเธอกลับไปที่เมืองหลวงเอง”
จริง ๆ แล้วเขาสามารถให้คนไปส่งฉินอันกลับเมืองหลวงได้ แต่เหตุการณ์เมื่อคืนนี้ อาจทำให้เขาถูกหมายหัว ถ้าหากคนพวกนั้นคลุ้มคลั่งแล้วลงมือทำร้ายฉินอัน ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา
ฉินอันนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ฉันต้องไปอยู่ที่ค่ายทหาร?”
เธอไม่รู้จักใครเลย ให้เธอไปอยู่ที่นั่นคนเดียวจะอึดอัดขนาดไหน?
“ฉันไม่ไป”
“ข้างนอกอันตราย”
ฉินลี่ไม่ได้พูดอะไรมาก พาฉินอันขึ้นรถ มุ่งหน้าไปยังค่ายทหาร
“เงินและคูปองพวกนี้เธอเก็บไว้ ส่วนอย่างอื่นฉันจะให้คนเตรียมให้ เธออยู่ที่นี่ก่อน ถ้าอยากหาคนคุยก็ไปหาพี่สะใภ้ อย่าไว้ใจคนอื่น…”
เมื่อมาถึงหน้าประตูค่ายทหาร ฉินลี่ก็กำชับฉินอัน
“ทำไมต้องทำแบบนี้?”
“ที่นี่ปลอดภัยที่สุด เธอเข้าใจไหม?” น้ำเสียงของฉินลี่เข้มงวดขึ้น
ฉินอันเงียบลงในทันที
เธอเองก็เป็ลูกทหาร เข้าใจดีว่าบางเื่ไม่ควรถาม พี่รองทำแบบนี้ แสดงว่าต้องมีเื่ใหญ่เกิดขึ้นแน่
“ถ้าอย่างนั้น พี่รีบจัดการเื่นี้ แล้วมารับฉันด้วย”
“ฉินลี่ ฉินอัน สวัสดีนะ” ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากลานบ้านพัก ยิ้มแย้มทักทายฉินลี่และฉินอัน
“ลุงสวี่ รบกวนด้วยครับ”
“ไม่รบกวนหรอก วางใจเถอะ ฉินอันอยู่ที่นี่ ไม่มีปัญหาอะไร”
หลังจากมองพี่ชายจากไป ฉินอันจึงเดินตามผู้บัญชาการสวี่ไปที่บ้าน
ผู้บัญชาการสวี่บอกภรรยาเกี่ยวกับเื่ที่ฉินอันจะมาพักที่บ้านสองสามวัน
“สหายเสี่ยวฉิน ยินดีต้อนรับจ้ะ” คุณนายสวี่ยิ้มแย้มกล่าว “พักอยู่ที่นี่ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ…”
“ขอบคุณนะคะ คุณป้า” ฉินอันนึกถึงเจียงเยว่ แล้วพูดว่า “หนูอยากไปอยู่ที่บ้านพักฝั่งกองทัพค่ะ”
ฉินอันรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ต้องมาอยู่บ้านของครอบครัวสวี่ เธอรู้สึกว่าถ้าได้อยู่คนเดียวคงจะดีกว่า นอกจากนี้ เธอยังสามารถไปคุยกับเจียงเยว่ได้ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยถูกชะตากับเจียงเยว่มาั้แ่เด็ก
คุณนายสวี่ดูเหมือนจะใเล็กน้อย สภาพความเป็อยู่ของบ้านตระกูลสวี่นั้นดีกว่าบ้านพักฝั่งกองทัพมาก
คุณนายสวี่อยากจะเกลี้ยกล่อมฉินอัน จึงพูดว่า
“เสี่ยวฉิน ที่นั่นลำบากกว่านะ ถ้าอยู่ที่บ้านป้า การกินอยู่ของหนูก็จะสะดวก”
“คุณป้าคะ พี่ชายหนูให้เงินกับคูปองมาแล้ว หนูไปกินข้าวที่โรงอาหารได้ค่ะ นอกจากนี้ หนูก็รู้จักคนแถวนั้นด้วย” ฉินอันพูดด้วยรอยยิ้ม
คุณนายสวี่ไม่สามารถรั้งฉินอันไว้ได้ จึงต้องพาฉินอันไปส่งที่บ้านพักฝั่งกองทัพ
คุณนายสวี่ให้ทหารสองนายช่วยขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ใหม่ ๆ ไปให้ฉินอัน
ฉินอันมองไปที่บ้านตรงข้าม แล้วอมยิ้มออกมา
ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ บ้านตรงข้ามคือบ้านของเจียงเยว่
“เจียงเยว่”
ฉินอันยืนะโเรียกเจียงเยว่อยู่ที่ลานบ้าน
เจียงเยว่ซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับงาน ได้ยินเสียงคนเรียก เหมือนจะคุ้นเคย พอหันไปมองก็เห็นฉินอันกำลังยิ้มอย่างยินดีอยู่ที่บ้านตรงข้าม