ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมเรือนพักซอมซ่อท้ายจวนตระกูลมู่ มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่ส่องประกายรำไรอยู่ภายในห้องครัวเก่าๆ กลิ่นอายของสมุนไพรราคาถูกคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นไหม้ของฟืน ทว่าหากเงี่ยหูฟังให้ดี ในความเงียบงันนั้นกลับมีเสียงกระเสือกกระสนและเสียงไออย่างหนักหน่วงดังแว่วออกมาเป็ระยะ
มู่เฉินที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้กระดานแข็งในห้องนอนพลันลืมตาขึ้น ั์ตาสีรัตติกาลทอประกายแสงสีเงินจางๆ ด้วยโสตประสาทที่ถูกยกระดับโดยวิชากลืนดารา์ เขาได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอ่อนแรงและเชื่องช้าของบิดาได้อย่างชัดเจน เด็กหนุ่มรีบกระโจนลงจากเตียงและมุ่งหน้าไปยังต้นเสียงในทันที
ทว่า... ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้หัวใจของมู่เฉินราวกับถูกบีบรัดด้วยคีมเหล็กร้อนระอุ!
มู่เฟิง บิดาของเขา กำลังนั่งทรุดตัวอยู่หน้าเตาถ่าน ใบหน้าที่เคยองอาจห้าวหาญในอดีต ยามนี้กลับซีดเผือดไร้สีเืราวกับกระดาษ เหงื่อกาฬไหลชุ่มโชกจนเสื้อผ้าเปียกปอน มือที่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้กำลังประคองขวดหยกขนาดเล็กที่บรรจุ 'โอสถรวมปราณดารา' สมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้ายที่เขาเพิ่งยื้อแย่งมาจากผู้าุโสามเมื่อ่กลางวัน
"ท่านพ่อ! ท่านกำลังทำสิ่งใด!" มู่เฉินพุ่งทะยานเข้าไปประคองบิดาด้วยความตื่นตระหนก
"เฉินเอ๋อร์... เ้าตื่นแล้วหรือ" มู่เฟิงฝืนยิ้มที่ดูน่าเวทนายิ่งนัก เขาไอโขลกออกมาอีกครั้ง คราวนี้มีลิ่มเืสีคล้ำปะปนออกมาด้วย "ยาล้ำค่าเช่นนี้... หากให้เ้ากลืนกินเข้าไปโดยตรง ร่างกายที่ไร้ปราณของเ้าคงไม่อาจทนรับอานุภาพของมันได้ พ่อ... พ่อจำต้องใช้กรรมวิธีโบราณเพื่อเจือจางมันเสียก่อน"
มู่เฉินก้มมองหม้อยาดินเผาที่กำลังเดือดปุดๆ ในนั้นมิได้มีเพียงโอสถและสมุนไพรพื้นๆ ทว่าเขากลับได้ยินเสียง 'ฉ่า' พร้อมกับกลิ่นคาวเืที่คุ้นเคยโชยเข้าจมูก แววตาของเด็กหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อเหลือบเห็นรอยแผลสดที่ข้อมือซ้ายของบิดา โลหิตสีแดงฉานกำลังไหลหยดลงสู่หม้อยาหยดแล้วหยดเล่าอย่างต่อเนื่อง
"ท่านพ่อ! นี่ท่านใช้ 'โลหิตหัวใจ' ของตนเองต้มยาให้ข้ากระนั้นหรือ!" มู่เฉินร้องอุทานเสียงหลงด้วยความรวดร้าว
โลหิตหัวใจ คือแก่นแท้แห่งชีวิตและพลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์ สำหรับมู่เฟิงที่ร่างกายถดถอยและถูกพิษร้ายแทรกซึมลึกถึงกระดูก การสูญเสียโลหิตหัวใจแม้เพียงหยดเดียวก็เท่ากับการบั่นทอนอายุขัยของตนเองไปนับปี การกระทำเช่นนี้มิได้ต่างอันใดกับการเฉือนเนื้อเถือชีวิตเพื่อต่อลมหายใจให้บุตรชาย!
"อย่าพูดมากไปเลยเฉินเอ๋อร์... ดื่มมันเสียเถิด" มู่เฟิงยื่นส่งถ้วยยาที่ข้นคลั่ก ส่งกลิ่นคาวเืคละคลุ้งผสมผสานกับความหอมของสมุนไพรให้บุตรชาย แววตาของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวังและอ่อนโยน "นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พ่อพอจะทำให้เ้าได้ ขอเพียงเส้นชีพจรของเ้ากระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง... พ่อก็ตายตาหลับแล้ว"
มู่เฉินรับถ้วยยามาด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาลูกผู้ชายที่มิเคยหลั่งรินให้ผู้ใดเห็นกลับเอ่อคลอเบ้า เขาซาบซึ้งในความรักอันยิ่งใหญ่ของบิดาจนสุดหัวใจ ทว่าในขณะเดียวกัน ไฟแค้นที่มีต่อตระกูลมู่และพวกคนโฉดช้ากลับพุ่งทะยานทะลุขีดสุด!
เขาหลับตาลงและกลืนกินยาถ้วยนั้นจนหมดรวดเดียว พลังงานอันอบอุ่นที่แฝงไปด้วยเจตจำนงของบิดาไหลทะลักลงสู่จุดตันเถียน มู่เฉินรีบโคจรวิชากลืนดารา์อย่างดุดัน พลังจากโอสถและโลหิตหัวใจของบิดามิได้ถูกนำไปซ่อมแซมเส้นชีพจรที่แหลกสลาย (เพราะมันถูกสร้างขึ้นใหม่จนสมบูรณ์แล้ว) ทว่ามันกลับถูกสูบกลืนและหลอมรวมเข้ากับปราณดาราสีดำทมิฬ ส่งผลให้ระดับพลังของมู่เฉินในขั้นรวบรวมปราณระดับสาม่ต้น เริ่มขยายตัวและตั้งมั่นหยั่งรากลึกยิ่งกว่าเดิม
‘ท่านพ่อ... ข้าขอสาบานต่อหน้าดวงดารานับหมื่นแสน หยาดโลหิตของท่านในวันนี้ ข้าจะทวงคืนจากพวกมันด้วยชีวิต! ผู้ใดที่มันบังอาจข่มเหงเรา ข้าจะบีบบังคับให้พวกมันต้องคุกเข่าโขกศีรษะ อ้อนวอนขอความตายจากข้า!’
...
รุ่งอรุณวันต่อมา บรรยากาศภายในจวนตระกูลมู่ดูจะครึกครื้นเป็พิเศษ เนื่องจากเป็วันรับเบี้ยหวัดและทรัพยากรประจำเดือน ศิษย์รุ่นเยาว์จำนวนมากต่างพากันไปรวมตัวที่ลานกว้าง ทว่าสำหรับมู่เฉินและบิดา... พวกเขาถูกตัดหางปล่อยวัดและลืมเลือนไปนานแล้ว
มู่เฉินเดินออกจากเรือนพักมุ่งหน้าไปยังตลาดในเมืองเพื่อหาซื้อสมุนไพรพื้นฐานมาช่วยขับพิษให้บิดา ทว่าในระหว่างที่เขากำลังก้าวผ่านสวนหินทางทิศตะวันออก เสียงหัวเราะเยาะหยันอันน่ารังเกียจก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
"โอ้... พวกเ้าดูนั่นสิ นั่นมันคุณชายมู่เฉินผู้ 'เก่งกาจ' หาตัวจับยากมิใช่หรือ? ยังมีหน้าโผล่หัวมาเดินเตร็ดเตร่ได้อีกหรือนี่?"
ชายหนุ่มสามคนในชุดศิษย์”""Iรับใช้เดินวางก้ามเข้ามาขวางทาง นำโดย 'อาเก้า' บ่าวรับใช้คนสนิทของมู่หาน ชายผู้นี้มีระดับพลังอยู่ในขั้นรวบรวมปราณระดับสี่ มักจะอาศัยบารมีของเ้านายเที่ยวข่มเหงศิษย์คนอื่นๆ เสมอมา
มู่เฉินหยุดฝีเท้า ั์ตาสีรัตติกาลจ้องมองอีกฝ่ายอย่างราบเรียบดุจผิวน้ำที่เยือกแข็ง "หลีกทางไป ข้ามีธุระ"
"ธุระ? สวะอย่างเ้าจะมีธุระอันใดให้ทำ? หรือว่าจะไปนั่งคุกเข่าขอทานที่ตลาดงั้นรึ?" อาเก้าหัวเราะลั่นอย่างสะใจพร้อมกับลูกสมุนอีกสองคน "คุณชายมู่หานสั่งความไว้ว่า หากพบเจอเ้า ให้พวกเรา 'ช่วย' ทดสอบร่างกายอันเปราะบางของเ้าเสียหน่อย ว่าตกเหวไปคราวนั้น... กระดูกกระเดี้ยวจะยังต่อติดดีอยู่หรือไม่!"
"สุนัขรับใช้... หากเ้าอยากลองดีนัก ข้าก็จะสนองให้" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยปราณดาราอันเบาบางจนคนรอบข้างมิอาจััได้
"ปากดีนักนะไอ้ขยะ! งั้นก็ตายซะเถอะ!"
อาเก้าโกรธจัด มันพุ่งทะยานร่างเข้าหามู่เฉินอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมกับรวบรวมปราณสีเหลืองขุ่นไว้ที่หมัดจนเกิดเสียงลมบาดหู หมัดนี้อัดแน่นไปด้วยพลังของระดับสี่เต็มขั้น หมายมั่นจะกระแทกให้มู่เฉินกระดูกแหลกเหลว ทว่าในสายตาของมู่เฉินผู้สืบทอดวิชาชั้นสูงอย่างกลืนดารา์ การเคลื่อนไหวของอาเก้านั้นช่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยช่องโหว่ประดุจเด็กทารกหัดเดิน!
มู่เฉินมิได้ก้าวถอยหนี เขาเพียงสืบเท้าไปเบื้องหน้าครึ่งก้าว ย่อตัวลงเล็กน้อย และซัดหมัดตรงสวนออกไปอย่างรวดเร็วดุจอัสนีบาตฟาดฟัน!
เปรี้ยง!!
กำปั้นของมู่เฉินกระแทกเข้าปะทะกับหน้าท้องของอาเก้าอย่างจัง ปราณดาราสีดำประกายเงินเสี้ยวหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าบดขยี้อวัยวะภายในของอีกฝ่ายทันที เสียง 'กร๊อบ' ของกระดูกซี่โครงที่หักสะบั้นดังลั่นชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน
"อั้ก...!"
อาเก้าเบิกตาโพลงแทบถลนออกจากเบ้า ตัวงอเป็กุ้งฝอย ร่างของมันปลิวลิ่วไปกระแทกกับโขดหินประดับสวนจนหินแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ มันกระอักเืปนเศษเครื่องในออกมาคำโตและหมดสติเหมือดไปในทันที โดยมิอาจแม้แต่จะเปล่งเสียงร้องโหยหวนได้ด้วยซ้ำ!
ศิษย์รับใช้อีกสองคนที่ยืนดูเหตุการณ์ถึงกับขยี้ตาตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อภาพที่เห็น "จ... เ้า! เ้าเป็เพียงสวะที่สูญเสียพลังไปแล้วมิใช่หรือ! เหตุใดพี่เก้าถึง..."
"พวกเ้า... อยากจะเป็รายต่อไปหรือไม่?" มู่เฉินตวัดสายตามองด้วยแววตาที่เย็นเยียบราวกับมัจจุราชทวงิญญา กลิ่นอายความกดดันที่มองไม่เห็นกระแทกใส่ศิษย์รับใช้ทั้งสองคน จนพวกมันถึงกับเข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวระดับิญญาหลุดลอย
"ข... ข้าน้อยสมควรตาย! ข้าน้อยผิดไปแล้ว คุณชายโปรดละเว้นด้วย!" พวกมันละล่ำละลักอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ พร้อมกับโขกศีรษะลงกับพื้นหินซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่คิดชีวิต
มู่เฉินไม่แม้แต่จะปรายตามองเศษสวะเหล่านี้ให้เสียสายตา เขาเดินข้ามร่างที่หมดสติจมกองเืของอาเก้าไปอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความพรั่นพรึงสุดขีดในจิตใจของผู้ที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์
‘นี่เป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น มู่หาน... สุนัขรับใช้ของเ้าข้าได้สั่งสอนไปแล้ว ต่อไป... ก็จะถึงคิวของเ้า!’
มู่เฉินเดินออกจากจวนมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองชิงเฟิง แผ่นหลังของเขาเหยียดตรงตระหง่านและดูยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พลังในร่างกายกำลังพลุ่งพล่าน สอดคล้องประสานกับดวงดาราบนฟากฟ้าที่แม้ในยามทิวา... ก็ยังคงจ้องมองการจุติของจ้าวดาราผู้ยิ่งใหญ่ลำดับถัดไปอย่างเงียบเชียบ