ตอนที่ 19 ฟื้น (1)
มู่ชิวฟื้นขึ้นมาในกระโจม
เสียงฆ่าฟันที่ดังข้างหูไม่รู้ว่าหายไปตั้งแต่เมื่อใด ภายในกระโจมเงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงประกายไฟจากกองไฟ ร่างกายกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนัก เพียงเหนื่อยล้าอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง แค่อยากนอนนิ่งๆ อยู่แบบนี้ หลับไปโดยไม่สนอะไรทั้งนั้นต่อ
“ตื่นแล้วยังจะแกล้งหลับ กลัวข้าดุอย่างนั้นรึ”
ทันใดนั้นมีเสียงคุ้นเคยดังมาจากข้างเตียง เพียงแต่ดูเหมือนจะแหบแห้งไปสักหน่อย มู่ชิวลืมตาขึ้นทันที เจอกับดวงตาที่อดนอนจนเริ่มแดง ขณะกำลังจะเอ่ยปากก็ถูกซ่งจื่อเฉินปิดปาก “อย่าเพิ่งพูด เจ้ากระอักเลือดออกมาไม่น้อย ดื่มน้ำให้ชุ่มคอสักหน่อยก่อน”
มู่ชิวถูกกดให้นอนลงไป ในที่สุดความรู้สึกไม่สบายตัวก็เริ่มคืบคลาน คอแห้งจนอดไอออกมาเล็กน้อยไม่ได้ ขณะที่กำลังจะยันตัวลุกขึ้น ซ่งจื่อเฉินก็รีบเดินกลับมาพร้อมน้ำผึ้งอุ่นๆ ช่วยประคองเขาให้พิงตัวด้วยความระมัดระวัง “มา ค่อยๆ ดื่ม...”
มู่ชิวจับมือของเขาดื่มน้ำไปหลายอึก น้ำอุ่นไหลผ่านคอที่แห้งผากจนยากจะทนไหว ราวกับปัดเป่าความไม่สบายตัวเริ่มดีขึ้นมาทีละนิด นอนพักชั่วครู่ปรับลมหายใจให้สงบ ฟังเสียงลมหายใจนิ่งเงียบของคนข้างหลัง ดวงตาของมู่ชิวเจือไปด้วยรอยยิ้มอย่างจนปัญญา “ท่านอ๋อง...ขอประทานอภัย...”
“มู่ชิว เจ้าไม่รักษาคำพูด”
ทันใดนั้นร่างกายก็ถูกโอบรัดแน่น อ้อมกอดนั้นราวกับเจือไปด้วยแรงมหาศาลที่ผ่านเข้าไปถึงกระดูกของเขาได้ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอของเขาอย่างหนักหน่วง พร้อมกัดฟันอย่างจนปัญญา “เจ้ารังแกข้าแบบนี้ไม่ได้ มู่ชิว เจ้าจะไม่บอกข้าไปเสียทุกเรื่องไม่ได้ วิ่งเข้าไปหาความตายโดยไม่บอกสักคำ...เจ้าเพิ่งรับปากข้าว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ทำไมแม้แต่ความตั้งใจในการมีชีวิตก็ไม่มี หรือคำพูดพวกนั้นก็แค่เอาไว้กล่อมข้า”
“ท่านอ๋อง...”
มู่ชิวถูกรัดจนแทบหายใจไม่ออก ยิ้มเศร้าพลางดันแผงอกที่เริ่มขยายออกเบาๆ ถอนหายใจอย่างจนใจ “กระหม่อมไม่ได้วิ่งเข้าไปหาความตาย...”
“ยังจะปฏิเสธ ตอนข้าไปถึงตัวเจ้าดาบนั้นห่างจากเจ้าไม่ถึงครึ่งชุ่น[1] เจ้ายังจะมุดดินได้อีกรึ!”
ซ่งจื่อเฉินเอ่ยวาจาโหดร้าย ทว่าการกระทำกลับอ่อนโยนเหลือคณา ประคองมู่ชิวให้นอนลงบนหมอนนุ่มด้วยความระมัดระวังแล้วหันมานั่งตรงข้ามกับมู่ชิว กอดอกขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผลจากมู่ชิวอย่างเห็นได้ชัด มู่ชิวกลับรู้สึกปวดหัวไปชั่วขณะ นวดขมับหลุดหัวเราะ พลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “กระหม่อมประมาทเกินไปจริงๆ เดิมคิดว่าต่อให้รับมือกับนักฆ่าพวกนั้นไม่ได้ อย่างน้อยกระหม่อมก็น่าจะฉวยโอกาสวิ่งหนีเข้าไปในกลุ่มควันพิษได้ แล้วค่อยล่อคนพวกนั้นเข้าไป ใครจะรู้ว่าคิดน่ะง่าย แต่วิธีต่อสู้ของคนพวกนั้นกลับพิลึกพบเจอได้ยาก กระหม่อมไม่เคยเจอคู่ต่อสู้เช่นนี้มาก่อน เผลอเพียงชั่วขณะก็เสียเปรียบ...”
“ยังจะมาพูดว่าเสียเปรียบ เจ้าเกือบแลกด้วยชีวิตแล้ว ข้าคิดมาตลอดว่าความคิดของเจ้ารอบคอบ ดูท่าพวกเราสองคนก็ไม่ต่างกัน ไม่มีใครเก่งไปกว่ากันสักเท่าไร”
เห็นได้ชัดว่าซ่งจื่อเฉินยังไม่หายโมโห อดถลึงตาใส่มู่ชิวไม่ได้ ตั้งใจจะไม่สนใจคนไม่รักษาคำพูดผู้นี้สักพัก ทว่าตัวเองกลับเป็นฝ่ายทนไม่ได้เสียก่อน เอามือลูบบาดแผลบนแขนของมู่ชิวที่มีผ้าพันอยู่อย่างแผ่วเบา “เจ็บหรือไม่...ยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่ไหม”
“ไม่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ยาของท่านอ๋องได้ผลดียิ่ง”
มู่ชิวยิ้มพลางส่ายหน้า นึกถึงสภาพตอนหลังจากกินยา ครั้นแล้วจึงถามด้วยความสงสัย “ดูเหมือนยานั่นจะไม่เหมือนกับที่เคยกิน ท่านอ๋องได้มาจากไหนหรือ หรือว่าเจอหุบเขาโอสถแล้ว”
“ถ้าข้าหาหุบเขาโอสถเจอก็คงพาเจ้าไปถอนพิษแล้ว ยังจะต้องมัวเสียเวลาทำสงครามไร้สาระกับพวกเขาอยู่ที่นี่ด้วยรึ”
ซ่งจื่อเฉินเบ้ปาก ไม่ปิดบังความคร้านของตัวเองแม้แต่น้อย ส่ายมือปฏิเสธ พอเห็นมู่ชิวกำลังจะอ้าปากบ่นเขาว่าห้ามเอาแต่ใจจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนที่คนตรงหน้าจะเอ่ยปาก “อันที่จริงข้าไปขอร้องหมอหลวงผู้เฒ่าคนหนึ่ง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเขาปลดระวางตั้งแต่เมื่อใด ได้ยินมาว่าตอนเสด็จพ่อขึ้นครองราชย์เขาก็ออกจากตำแหน่งกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดแล้ว จะว่าไปก็แปลก ปกติเขาจะไม่จ่ายยาส่งเดช วันนั้นข้าแค่ได้ยินคนพูดชื่อของเขา จึงคิดว่าลองเสี่ยงดวงดู แต่พอเขาได้ยินว่าเอามาให้เจ้ากินก็หยิบยาให้ข้าขวดหนึ่งโดยไม่พูดพร่ำ แต่ว่ายาขวดเดียวราคาตั้งหมื่นตำลึง ใจดำเกินไปหน่อย...”
“หมื่นตำลึงหรือ” มู่ชิวเบิกตาด้วยความตกใจ อดคำนวณไม่ได้ว่ายาหนึ่งเม็ดที่เขากินไปเป็นเงินเท่าไร “แต่ว่า...ท่านอ๋องมีเงินมากขนาดนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“แน่ละว่าไม่มี เขาบอกว่าข้าแบ่งจ่ายได้ หลังจากนี้หลายปีค่อยเอามาจ่ายก็ได้ สรุปก็คือต้องหาทางจ่ายให้ได้”
ซ่งจื่อเฉินส่ายหน้าอย่างจริงจัง มองมู่ชิวที่ดูมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด แววตาเจือไปด้วยรอยยิ้ม “ข้ากลัวเจ้าไม่ยอมกินจึงให้คนเอาสามเม็ดไปบดเป็นผงแล้วแอบยัดใส่ขนมของเจ้า ดูท่ายานี้จะได้ผลดี ถ้าเป็นเมื่อก่อน...”
เขาพูดไปครึ่งประโยคก็หยุดลง อดตกใจไม่ได้ แผ่นหลังมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย เดิมทีอยากพูดว่า หากเป็นเมื่อก่อนเกรงว่ามู่ชิวคงทนการต่อสู้ที่หนักหน่วงเช่นนี้ไม่ไหว ทว่าชาตินี้พวกเขายังไม่เคยผ่านประสบการณ์ทำสงคราม และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่มู่ชิวต้องสู้อย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้ หากพูดแบบนี้ออกไป เกรงว่าเรื่องที่เขากลับชาติมาเกิดอีกครั้งคงต้องมีพิรุธอย่างแน่นอน
เชิงอรรถ
^ หน่วยวัดในสมัยจีนโบราณ โดยหนึ่งชุ่นเท่ากับหนึ่งนิ้ว