“ผมว่าเราคุยเื่ใหม่กันดีกว่า วันนี้อากาศเย็นกว่าทุกวันนะครับ” หมอเฉิงเปลี่ยนเื่ พลางตักอาหารเข้าปาก แต่อีกฝ่ายไม่ยอมจบหญิงสาวนั่งมองหน้าหมอหนุ่ม
“ทำไมล่ะคะ ทำไมเราต้องคุยกันเื่อื่นด้วย ในเมื่อเรากำลังคุยกันเื่นี้อยู่” จางจื่อฟ่านถามขึ้นอย่างวางอำนาจตามนิสัย หมอเฉิงก้มหน้าลงมองดูวิวเมืองข้างล่างตามเดิม
“ผมไม่ชอบคุยถึงเื่อะไรที่มันเป็ไปไม่ได้” หมอเฉิงตอบเบาๆ
“คุณรู้แล้วว่ามันเป็ไปไม่ได้งั้นเหรอ” จาางจื่อฟ่านคาดคั้น
“ครับ” หมอเฉิงตอบ
“ออ รู้ได้เองโดยที่คุณยังไม่ถามฉันน่ะหรอคะ” จางจื่อฟ่านถาม แต่ครั้งนี้หมอหนุ่มนิ่งเงียบ ทั้งสองหันมาสบตากันนิ่ง สายตาบ่งบอกความในใจอย่างลึกซึ้งแต่ทว่ากลับไม่มีใครพูดอะไรออกมา
“ฉันถามอะไรคุณหน่อยได้มั้ยคะหมอ” จางจื่อฟ่านเอ่ยขึ้น
“ได้ครับ”
“คุณคิดอย่างไรกับฉัน” จางจื่อฟ่านถามมาตรงๆ ทำเอาคนที่ถูกตั้งคำถามถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
เขาจะบอกความรู้สึกของเขาออกไปได้อย่างไรกัน เพราะหว่างเขากับเธอนั้นแทบจะไม่มีความเป็ไปได้เลยสักนิด ทั้งเธอและเขามีชีวิตที่ไกลกันคนล่ะขั้ว เขาเป็หมอในเมืองชนบท ทุกวันต้องอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาคนป่วย ถึงอย่างนั้นก็เถอะอาชีพนี้ก็เป็อาชีพที่เขาทั้งรักและภูมิใจมาก แต่เธอล่ะเธอรักอาชีพของเธอ เธอเป็นักธุรกิจระดับโลก มีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในวงการธุรกิจอย่างกว้างขวาง เป็ 1 ในผู้บริหารของ บริษัทั์ใหญ่อย่าง ชาร์ล กรุ๊ป ของ โรเจอร์ ชาร์ล ซึ่งใครต่อใครย่อมรู้ดี ว่าบริษัทนี้ก่อตั้งมาอย่างไรและยิ่งใหญ่แค่ไหน ถ้าหากเขาเห็นแก่ตัวโดยการดึงเธอไว้ที่นี่ เธอก็จะไม่มีความสุขเพราะเธอต้องจากงานที่เธอรักนั่นเอง
จางจื่อฟ่านจ้องหน้าเขาอีกครั้ง เพื่อขอคำตอบ เขาอึกอักเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นและเงียบไปครู่หนึ่ง
“ผมเคยบอกไปแล้ว ว่าคุณเป็คนสวยมาก” เขาตอบโดยไม่มองหน้า
“ฉันไม่ได้อยากรู้ ว่าฉันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรหมอ” จางจื่อฟ่านพูดพร้อมกับใช้สายตาจ้องมองหมอหนุ่มเขม็ง
“ฉันอยากรู้ว่าหมอคิดอย่างไรกับฉัน” หญิงสาวคาดคั้น
“คุณอยากให้ผมตอบว่าอย่างไรหรอครับ ต้องตอบแบบไหนถึงจะถูกใจคุณ” หมอหนุ่มถามเสียงเ็ากังหันมามองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาเฉยเมย หญิงสาวถึงกับชะงัก เธอคาดคั้นเขาเกินไปหรือเปล่านะ เธอคิดในใจ เขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลยก็ได้ และอีกอย่างเขาเองก็มีคนรักอยู่แล้ว นี่คงเป็เหตุผลที่เขาไม่สามารถตอบอะไรเธอได้
จางจื่อฟ่านนิ่งไป หญิงสาวมองไปข้างหน้าอย่างใจลอย ไม่รู้ว่าจะพูดคำไหนต่อไป
“ช่างมันเถอะค่ะลืมเสียเถอะถือซะว่าฉันไม่ได้พูดอะไรออกไป ทานต่อเถอะค่ะ” จางจื่อฟ่านตัดบท หลังจากนั้นต่างคนต่างนั่งทานอาหารของตนโดยไม่ได้พูดจากันอีก
จางจื่อฟ่านไม่รู้สึกถึงความสนุกอีกแล้วเธอไม่อยากอยู่ตรงนี้อยากจะกลับบ้าน เมื่อต่างทานอาหารเสร็จแล้วในที่สุด
หญิงสาวเรียกพนักงานมาเช็คบิลแล้วลุกขึ้นพร้อมกลับทันที
“กลับกันเลยไหมคะ” เธอพูด หมอหนุ่มไม่ตอบคำใดเขาลุกขึ้นเดินตามหญิงสาวออกไปจากร้าน
ทั้งสองขับรถออกมาจากร้านต่างคนต่างเงียบ บรรยากาศค่อนข้างอึดอัด หมอเฉิงขับรถไปเรื่อยๆ เขายังไม่อยากให้จางจื่อฟ่านกลับไปเลย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะหาคำไหนมารั้งเธอไว้ เพราะเขากับเธอไม่ได้เป็อะไรกัน และเขาเองก็ไม่กล้าที่จะพูดความในใจออกไป
“คุณจะกลับไปวอชิงตันเมื่อไหร่เหรอครับ” หมอเฉิงถามขึ้นขณะที่ขับรถออกไปเรื่อยๆ
“ทันทีที่พ่อออกจากโรงพยาบาลค่ะ” จางจื่อฟ่านตอบทันทีโดยไม่หันไปมองหน้าเขา
“งั้นก็คงใกล้จะได้กลับไปแล้วสินะครับเพราะภายในวันสองวันนี้ผู้เฒ่าจาง คงออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว” หมอเฉิงกล่าว
“ก็ดีค่ะฉันเองก็อยากกลับแล้ว” จางจื่อฟ่านพูด พยายามฝืนยิ้มส่งไปให้กับเขา
“คุณคงดีใจมากเลยนะครับที่จะได้กลับไปทำงานที่รัก” หมอหนุ่มพูด ยิ้มน้อยๆที่มุมปาก
“อ๋อใช่ค่ะฉันต้องดีใจอยู่แล้วเพราะจะได้กลับไปอยู่ในที่ที่ฉันควรอยู่และทำงานที่ฉันรัก” จางจื่อฟ่านตอบท่าทีของเธอห่างเหินไปไม่น้อย
“ครับผมเข้าใจ” หมอหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆตามปกติของเขา
“วันนี้คุณยังอยากไปที่ไหนอีกหรือเปล่าครับผมจะพาไป” หมอเฉิงถามขึ้น เมื่อรถแล่นออกมาได้ไม่ไกลมาก
“ไม่ค่ะฉันอยากกลับบ้านเดี๋ยวนี้” หญิงสาวตอบ
แล้วความเงียบก็เกิดขึ้นอีกครั้งระหว่างคนทั้งคู่ จางจื่อฟ่านมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟบนท้องถนนส่องกระทบทำให้เกิดเป็เงาของชายที่นั่งข้างๆเธอบนกระจกด้านข้าง หญิงสาวนั่งพินิจภาพเ่าั้อย่างใจลอย เธอไม่อยากจากเขาไปเลยแต่เขาก็ไม่้าให้เธออยู่ด้วย เมื่อคิดมาถึงตอนนี้หญิงสาวรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ
อยู่ๆจางจื่อฟ่านรับรู้ได้ถึงการชะลอของรถและจอดลงอย่างสนิทในที่สุด แต่ทว่าขณะนี้ยังไม่ถึงบ้านของเธอหญิงสาวหันกลับมามองหน้าหมอที่นั่งอยู่เบาะข้างๆอย่างสงสัย
“จอดรถทำไมหรอคะยังไม่ถึงบ้านไม่ใช่เหรอ หรือว่ารถเป็อะไรหรือเปล่า” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างขึ้น แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบใดๆจากปากของคนขับ
หมอเฉิงหันมาสบตากับเธอนิ่งอยู่เช่นนั้น แต่แล้วยังไม่ทันตั้งตัวเขาทิ้งตัวลงมาหาเธอพร้อมกับใช้วงแขนอันแข็งแรงโอบร่างของเธอเข้าไปเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดและก้มลงมาจูบทันทีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
จางจื่อฟ่านใหญิงสาวพยายามผลักเขาออกไปเพราะไม่รู้เหตุผลแต่เธอไม่สามารถต้านทานความแข็งแรงกำยำของท่านแขนอันมีกล้ามเป็มัดๆของเขาได้ จึงทำได้เพียงนั่งนิ่งและเบิกตาโพลงอยู่อย่างนั้น กระทั่งอึดใจใหญ่เขาจึงปล่อยเธอเป็อิสระ หมอหนุ่มค่อยๆ ผละตัวออกมาและผ่อนคลายอ้อมกอดออกช้าๆสายตายังคงจับจ้องไปที่ดวงตากลมโตของหญิงสาว จางจื่อฟ่านยังคงเบิกตาโพงด้วยความใแต่ก็ยังไม่กล่าวคำใดออกมาตาทั้งสองตาต่างประสานถึงความในใจอย่างไม่ต้องใช้ถ้อยคำใดๆ
“คุณทำแบบนี้ทำไมคะ” หญิงสาวกัดฟันถามขึ้นเมื่อร่างกายของเธอเป็อิสระไร้พันธนาการจากอ้อมแขนนั้นแล้ว
“ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน” หมอหนุ่มตอบ พร้อมกับใช้แขนทุบไปที่พวงมาลัยเบาๆ แล้วเขาก็ซบหน้าลงไปบนพวงมาลัยนั้น
“การมาของคุณทำให้ผมสับสนผมไม่รู้ว่าผมควรทำอย่างไรดี ผมควรจะรักคุณ หรือว่าไม่ควรจะรัก ผมควรจะรั้งคุณไว้ที่นี่หรือว่าไม่ควรจะทำ ผมไม่รู้เลยว่าผมควรทำอย่างไร” หมอหนุ่มพูดอู้อี้ในขณะที่ใบหน้ายังซบอยู่บนพวงมาลัย หญิงสาวนั่งฟังนิ่งและอึ้งไป
“แล้วคุณอยากให้ฉันอยู่ที่นี่หรือเปล่า” จางจื่อฟ่านถามขึ้นด้วยเสียงเบาๆ แต่ไม่มีคำตอบจากปากของหมอเฉิง หมอหนุ่มยังคงนิ่งเงียบและซบหน้าอยู่กับพวงมาลัยเช่นนั้น
“หมอคะ ตอบฉันมาเถอะค่ะว่าคุณอยากให้ฉันอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า” หญิงสาวพยายามถามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆจากหมอเฉิง
“ผมไม่อยากเป็ต้นเหตุทำให้คุณไม่มีความสุข” ในที่สุดหมอเฉิงก็พูดขึ้น แต่ทว่าใบหน้าทั้งหมดของหมอหนุ่มยังคงซบอยู่กับพวงมาลัย
“คุณรู้ได้อย่างไรว่าฉันจะไม่มีวันมีความสุข” จางจื่อฟ่านถามขึ้น น้ำตาเริ่มเอ่อล่นขึ้นมาที่ดวงตากลมโตนั้น
“ฉันถามว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าฉันจะไม่มีความสุข” หญิงสาวถามขึ้นด้วยเสียงอันดัง แต่ทว่าหมอหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ
“ตอบฉันสิ หันมาพูดกับฉัน” จางจื่อฟ่านกระชากแขนเสื้อให้เขาหันกลับมาจ้องหน้าเธอ
หมอหนุ่มหันกลับมามองหน้าเธอและก็เบื่อหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
น้ำตาเริ่มไหลมาอาบแก้มทั้งสองข้าง สำหรับเธอการที่หมอเฉิงทำท่าทางอึดอัดไม่ยอมพูดเช่นนี้มันทำให้เธอเจ็บแปลบไปทั้งใจ
“เพราะคุณกับผมมันต่างกันเกินไปไง ผมเป็หมอเป็นักธุรกิจเราเดินกันคนละทางไม่มีทางไหนที่เราจะโคจรมาเจอกันได้ เพราะฉะนั้นคุณกลับไปอยู่ในที่ของคุณเถอะ” หมอถึงตะคอกกลับ
จางจื่อฟ่านยังคงน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอเงียบไปไม่กล่าวคำใดต่อ ในขณะที่หม
อเฉิงใช่ฝ่ามือฟาดไปบนศีรษะของตัวเองหนักๆก่อนที่จะขับรถออกไปอย่างเร็ว