ตอนที่ 8 อ่อนแอเกินไป (1)
จี้ซื่อไม่ได้พักอยู่ที่เรือนเหยียนกวง นางย้ายไปอยู่ที่หอพระประจำตระกูลเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว
หอพระตระกูลเยี่ยอยู่สุดมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเรือนหลัก ห่างจากเรือนเหยียนกวงไกลทีเดียว ยามปกตินอกจากคนของเรือนสามก็มีคนของทางเรือนใหญ่คอยแวะมาเยือนบ้างเป็ครั้งคราว
แต่เป็เพราะจี้ซื่อมีจิตศรัทธาในพุทธะ จึงไม่ยอมพบปะผู้คนก็เท่านั้น
ทว่ายามนี้ภายในหอพระมีเสียงพูดคุยกันดังขึ้นเป็ครั้งคราว ทำลายความสงัดเงียบของหอพระไป
เ้าของเสียงคือเยี่ยสุยกับเยี่ยเซี่ยงอวี๋ท่านพี่ของนาง
ที่นั่งอยู่เหนือเยี่ยสุยกับเยี่ยเซี่ยงอวี๋ก็คือจี้ซื่อในอารามสงบสำรวม
อาจเป็เพราะไหว้พระถือศีลกินเจมาเป็เวลานาน จี้ซื่อมีใบหน้าอิ่มเอิบเปี่ยมเมตตา ทว่าที่น่าประหลาดคือแววตาของนางกลับไม่สงบนิ่ง หากแต่ฉายแววขลาดกลัว
เยี่ยสุยแอบมองสำรวจท่านย่าแล้วพบว่านางดูอ่อนวัยกว่าที่คิดอยู่บ้าง
แท้จริงแล้วเยี่ยสุยจดจำหน้าตาของท่านย่าไม่ค่อยได้...ในตอนนั้นนางรังเกียจท่านย่าที่อ่อนแอขี้ขลาด จึงแทบไม่ได้มาที่หอพระแห่งนี้สักเท่าไร
ในเวลานั้นนางเข้าใจว่าท่านย่ามักทำให้ท่านพ่อท่านแม่ลำบากอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มาหอพระจึงไม่เต็มใจมา บางคราวถึงกับแกล้งป่วยเพื่อหลบเลี่ยง...
ภายหลังท่านย่าเสียชีวิตด้วยเหตุอันใดนะ นางนึกไม่ออกเลย
น่าจะเป็เหมือนกับคนอื่นๆ ในตระกูลเยี่ย ร่างโดนฝังในกองเพลิงครั้งนั้นกระมัง
สำหรับท่านย่าคนนี้ เยี่ยสุยไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แม้นางจะกลับชาติมาเกิดอีกครั้งก็ยังรู้สึกเฉกเช่นเดิม
เวลานี้นางใช้สายตาของเหล่าไท่จวินแห่งตระกูลกู้มองดูจี้ซื่อ ยิ่งรู้สึกว่าจี้ซื่อช่างเลอะเลือนนัก ไม่เคยรู้เื่รู้ราวอะไร เป็เหตุให้ลูกหลานส่วนใหญ่ต้องเสียชีวิตไป
ถึงแม้จี้ซื่อจะเป็ท่านย่าร่วมสายเืแท้ๆ แต่นางก็ไม่คิดจะสนิทสนมด้วยสักเท่าไรนัก
แต่ตอนนี้เพื่อท่านพี่ นางจำต้องมาที่นี่ อีกทั้งยังตั้งใจพาท่านพี่มาด้วย
เห็นได้ชัดว่าจี้ซื่อดีใจมากที่สองพี่น้องมาหา แต่นางมีนิสัยขลาดกลัวทำให้ไม่ทราบว่าจะพูดอะไรดี
เยี่ยสุยก็ไม่ได้คาดหวังว่าท่านย่าที่สงบปากคำมาตลอดจะพูดอะไรได้ หลังจากคารวะแล้ว นางจึงเอ่ยถามว่า “ท่านย่าเ้าคะ อีกสองวันท่านพี่ก็จะเข้าร่วมการสอบคัดเลือกแล้ว หน่วยองครักษ์อี๋หลวนเป็ถึงองครักษ์หน้าพระพักตร์ ไม่ใช่ว่าคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าได้ ท่านพี่เก่งมากเลยใช่ไหมเ้าคะ...”
นางพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก แต่ทุกคำพูดชัดเจนแจ่มแจ้งพอที่จี้ซื่อจะฟังเข้าใจได้
นอกจากนี้ เยี่ยสุยยังบรรยายเสียละเอียดลออจนเห็นภาพ ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใดนัก ในที่สุดจี้ซื่อก็รับรู้ว่าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนคืออะไรและสำคัญมากเพียงใด
จี้ซื่อมองดูเยี่ยเซี่ยงอวี๋อย่างภาคภูมิใจ ขยับริมฝีปากและส่งเสียงออกมาในที่สุดว่า “อวี๋เกอ...เก่งมาก”
เยี่ยเซี่ยงอวี๋รีบตอบรับ “ท่านย่ากล่าวชมเกินไปแล้ว หลานละอายใจนัก”
กล่าวจบเยี่ยเซี่ยงอวี๋ก็อดชำเลืองมองเยี่ยสุยแวบหนึ่งไม่ได้ พลางคาดเดาในใจว่า
‘อาหนิงพร่ำพูดกับท่านย่าตั้งมากมาย ทั้งยังพูดย้ำเื่องครักษ์อี๋หลวนอีก นี่หรือว่า...’
เขาครุ่นคิดแล้วยิ้มพลางกล่าว “ท่านย่า หลานยังไม่เคยเห็นองครักษ์อี๋หลวนจริงๆ สักครั้ง ได้ยินว่าพวกเขาแต่ละคนฝีมือสูงส่ง ฉลาดเก่งกาจกันทุกคน หลานนับถือพวกเขาจริงๆ...”
น้ำเสียงของเยี่ยเซี่ยงอวี๋แฝงความรู้สึกชื่นชมปนอิจฉา ขณะพูดดวงตาเป็ประกายแวววาว ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าเขาอยากเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนมากเพียงใด
เยี่ยสุยก้มศีรษะเล็กน้อย คิดในใจว่า ‘ท่านพี่ช่างหลักแหลมเสียจริง ไม่เพียงรู้ว่าข้าคิดจะทำอะไร ยังรับส่งได้เนียนจนไร้ตะเข็บเลยทีเดียว
‘หากท่านพี่เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนไม่ได้ ต้องนับเป็ความเสียหายของบ้านเมืองแล้ว!’