39.....
“ผมมารับคุณ”
ปัญจพล เดินเข้าไปบอกลิลลี่ที่โต๊ะทำงานลิลลี่เองก็เริ่มชินกับการที่เขามารับหลังเลิกงาน เพราะนับตั้งแต่เธอมาทำงานที่นี่ ปัญจพลก็มักจะแวะมาในช่วงเลิกงานแล้วก็ถือโอกาสไปส่งเธอที่บ้านบ่อยๆ ลิลลี่คิดว่าพนักงานในบริษัทรถเช่าแห่งนี้ที่เห็นพฤติกรรมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างอย่างเธอก็คงอดคิดไม่ได้ว่า ปัญจพล มาสนใจพนักงานใหม่อย่างเธอ มีเพียงลิลลี่เท่านั้นที่ทราบว่าปัญจพลหวังผลเพียงที่จะให้เธอยอมรับเขาในฐานะที่เขากำลังจีบเพื่อนเธอเท่านั้นเอง แต่จนกระทั่งบัดนี้ ลิลลี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาตัดสินใจเลือกใครกันแน่ระหว่าง ไปรยา กับ นัฏนรี
“ไม่เห็นจะต้องแวะมารับบ่อย ๆทำยังกะเป็นแฟนกันไปได้ ฉันอายพนักงานคนอื่นนะคะ”
ลิลลี่เข่นเขี้ยวพูดรอดไรฟัน ด้วยเกรงว่าพนักงานที่กำลังเตรียมตัวกลับอยู่นั้นจะได้ยินเข้า
“พูดให้ตรงกับใจหน่อยสิคุณอายหรือว่าภูมิใจ”
เขาพูดหน้าตาเฉย แต่ลิลลี่หน้าแดงด้วยความอายผสมโมโห
“มันน่าภูมิใจตรงไหนคะคุณพีเจ. ที่จะต้องตกเป็นเป้าสายตาให้คนเขาซุบซิบมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ น่ะ”
เธอกระซิบเสียงเข้มพร้อมส่งสายตาวาววับแต่เขากลับหัวเราะชอบใจ
“เขาอิจฉาคุณต่างหาก ตอนนี้ใคร ๆก็อยากเป็นคุณทั้งนั้นแหละ”
“อยากเป็นฉันทำไม”
“ก็มีเจ้าของบริษัทหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวซะขนาดนี้แวะมารับบ่อยๆ มันไม่น่าอิจฉาหรือไงคุณ ไปกันได้แล้ววันนี้ผมจะพาคุณไปบ้านของคุณดรีมด้วยกันผมต้องขอความช่วยเหลือจากคุณบางอย่าง”
“ขอความช่วยเหลือจากฉัน?...อะไรคะ”
“ผมไม่ได้ให้คุณเป็นแม่สื่อหรอกน่า.เพราะผมมีความสามารถที่จะจีบคุณดรีมด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว”
“ฉันบอกยัยดรีมให้รู้ตัวเอาไว้แล้วว่าให้ระวังผู้ชายอย่างคุณให้ดีฉันว่าคุณคงจีบเพื่อนรักฉันไม่สำเร็จหรอก”
ลิลลี่พูดด้วยความกระหยิ่มใจอดนึกถึงวันที่ไปบอกเพื่อนไม่ได้ แต่แทนที่นัฏนรีจะแปลกใจเจ้าหล่อนกลับขบขันแทน ลิลลี่ก็เลยไม่รู้ว่านัฏนรีคิดเช่นใดกับปัญพลกันแน่เธอได้แต่ภาวนาให้เพื่อนอย่าได้หลงคารมอีตาปัญจพลก็แล้วกัน ส่วนไปรยานั้นลิลลี่ไม่ห่วงนัก เพราะได้ข่าวว่าไปรยากำลังตกหลุมรักผู้ชายในออฟฟิศของเจ้าหล่อนอยู่ต่อให้ปัญจพลโทรตามจีบทุกวันเพื่อนของเธอก็คงไม่ใจอ่อนหรอก ปล่อยให้คนโลเลหลายใจผิดหวังเสียบ้างก็ดี เธอจะได้คอยสมน้ำหน้า
“ก็ไม่แน่หรอก ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาหน่อยสิคุณเคยได้ยินไหมว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อนแล้วนับประสาอะไรกับใจอ่อน ๆ ของคุณดรีมล่ะที่จะไม่เห็นใจในความพยายามของผมสักวันจริงไหม”
เขาส่งแววตาล้อเลียนถามด้วยสีหน้าสบายอกสบายใจเหลือเกินลิลลี่จึงได้แต่ค้อนขวับ
“ดรีมไม่มีวันสนใจผู้ชายอย่างคุณหรอกอย่าได้พยายามดีกว่า” เธอรีบพูดตัดกำลังใจเขา
“ทำไมคุณถึงได้มั่นใจนักล่ะ”
“เพราะฉันบอกยัยดรีมว่าคุณเป็นคนเจ้าชู้หลายใจคิดจะจีบทั้งยัยดรีมแล้วก็ยัยยา”
เธอบอกเขาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย
“แต่ผมว่าคุณดรีมเข้าใจนะ” เขาไม่ยอมแพ้
“เข้าใจอะไรมิทราบ”
“เข้าใจว่าผู้ชายที่เพอร์เฟคอย่างผม ผู้หญิงคนไหนก็พร้อมที่จะมาเข้าแถวให้ผมเลือกเพราะผมเคยบอกคุณตั้งหลายครั้งแล้วมิใช่หรือ ว่าผมเป็นพวกหล่อเลือกได้”
เขาพูดแบบไม่มีถ่อมตัวแม้แต่น้อย
“ช่างกล้าพูดนะคนเรา เฮ้อ...หลงทางเสียเวลาหลงตัวเองนั้นหนาช่างน่าอนาถนัก..ฉันจะบอกความจริงบางอย่างให้คุณรู้ไว้ว่า...ดรีมมีคนที่คอยดูแลห่วงใยอยู่แล้วต่อให้คุณพยายามจีบก็ไม่สำเร็จ”
“ใครกันที่คอยดูแลคุณดรีม...ช่วยบอกชื่อคู่แข่งของผมหน่อยได้ไหม”
เขาจ้องหน้าเธอแววตากรุ้มกริ่ม
“ไม่บอก..”
ลิลลี่เฉมองไปที่พื้นแทนใบหน้าทะเล้นของเขา
“แต่ผมคิดว่าผมรู้นะ...ผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่คุณก็...”
เขาแกล้งที่จะชะงักคำพูดไว้แค่นั้น
“นี่หยุดพูดได้แล้ว จะไปหรือไม่ไป”
ลิลลี่รู้ว่าเขาหมายถึงใครจึงรีบพูดตัดบทเตรียมกระเป๋าขึ้นมาทันที
“ไปสิครับไป..เชิญครับคุณผู้หญิง”
เขารีบเดินนำหน้าไปทันทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีที่ได้แกล้งเธอ
การเลือกลูกสุนัขไปเลี้ยงเริ่มขึ้นที่บ้านของนัฏนรีเมื่อปัญจพลเดินทางมาถึงพร้อมด้วยลิลลี่ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่คุณประภาวรรณก็มาถึงพอดี ทั้งหมดจึงไปออกันอยู่ที่บริเวณหลังบ้านคนที่ดูจะตื่นเต้นที่สุด คือ สิปปกร กับ มารดาของเขาที่จะต้องช่วยกันเฝ้าดูพฤติกรรมของลูกสนัขตัวที่คาดว่าจะเป็นชวินมาเกิดและระหว่างการเลือกนั้นนัฏนรีก็สั่งให้ป้าสมใจ นำเจ้าดุ๊กดิ๊กแยกออกไปไว้อีกที่หนึ่งเพื่อไม่ให้มันเห็นการถูกพรากลูกไปจากอก
ขณะที่ปัญจพลมองหาเจ้าตัวเล็กที่จะเลือกอยู่นั้นนัฏนรีก็รู้สึกใจหาย เพราะใจจริงแล้วเธอก็ไม่อยากจะให้ลูกๆ ของเจ้าดุ๊กดิ๊กต้องพลัดพรากจากกันไปอยู่ที่อื่น แต่ในเมื่อเธอได้รับปากปัญจพลเอาไว้แล้ว ก็ไม่อยากจะเสียคำพูด อย่างน้อยเธอก็ยังสบายใจว่าปัญจพลสัญญาว่าจะพาลูกเจ้าดุ๊กดิ๊กมาเยี่ยมแม่ของมันจนกว่ามันจะโต
เจ้าหมีพู มีอาการกระสับกระส่ายสายตามองปัญจพลด้วยความหวาดผวา จิตใจของชวินที่ซ่อนอยู่ในตัวเจ้าหมีพูกำลังใช้ความคิดอย่างหนักถ้าเขาแสดงอาการแตกต่างไปจากลูกสุนัขตัวอื่น ๆ ก็เกรงว่าจะเป็นที่สนใจของปัญจพล
“ขืนเราทำท่าทางฉลาดกว่าตัวอื่นนายพีเจ.ต้องปิ๊งเอาเราไปเลี้ยงแน่...ตอนนี้จำเราต้องทำท่าซึมกระทือเป็นหมาเซื่องซึมจะดีกว่า เขาจะได้คิดว่าเราเป็นหมาหงอยขี้โรค”
ชวินคิดด้วยความกระหยิ่มใจก่อนจะตัดสินใจนอนหลับตาแต่ใจเต้นตูมตาม
ปัญจพลสังเกตเห็นเจ้าหมีพูมีอาการหวาดผวานอนตัวงอสั่นน้อยๆ เขาจึงเข้าไปอุ้มมันขึ้นมาไว้แนบอก
“เป็นอะไรไปเจ้าตุ้ยนุ้ยไม่สบายรึเปล่าตัวสั่นเชียว”
ปัญพลพูดหยอกล้อหวังทำความสนิทสนมกับเจ้าหมีพู
“ไอ้บ้า...มาเปลี่ยนชื่อข้าว่าตุ้ยนุ้ยได้ไงวะไม่รู้รึไงว่าดรีมตั้งชื่อให้ฉันว่าหมีพู ชักไม่ชอบหน้านายพีเจนี่เลยเรา”
ชวินในร่างเจ้าหมีพูคิดด้วยความไม่พอใจคนที่กำลังอุ้มเขาอยู่จนนึกอยากจะยกขาหน้าขึ้นตะกุยหน้าแต่อย่าเพิ่งดีกว่าเป็นหมาที่ไม่อยากมีเรื่องกับคน
“ตัวนั้นดรีมตั้งชื่อมันว่าหมีพูครับ”
สิปปกรรีบบอกกับปัญจพล
“หมีพูหรือครับ..ก็เหมาะกับรูปร่างของเขาดีนะครับ”
ปัญจพลหัวเราะพร้อมกับก้มมองเจ้าหมีพูด้วยความเอ็นดู
“ท่าทางมันเหมือนหวาดกลัวอะไรสักอย่างนะครับ..”
ปัญจพลพูดกับทุกคน
“คุณก็เลือกดูตัวอื่นสิคะนั่นไงตัวนั้นก็น่ารักดี”
ลิลลี่ชี้ให้ดูตัวที่เธอหมายตา
“ก็โอเค.ครับแต่ตัวนี้ผมก็สงสารเขานะครับ ผมตกลงเอาตัวนี้ด้วย” ปัญจพลตัดสินใจ
“ว๊าก!..ซวยจริง ๆ อุตส่าห์ทำท่าซึมเศร้าเป็นหมาเหงาซะขนาดนี้ยังมาเลือกเพราะสงสารอีกไม่ได้การซะแล้วต้องทำให้นายพีเจ.รู้ว่าเราไม่อยากจะไปด้วย”
ชวินในร่างหมีพูตัดสินใจยกขาหน้าขึ้นตะกุยอกของปัญจพลเป็นการใหญ่จนคนที่กำลังอุ้มมันอยู่สะดุ้งตกใจที่จู่ ๆ เจ้าลูกสุนัขที่ดูซึม ๆ ไม่มีเรี่ยวแรงก็มีพละกำลังขึ้นมาแสดงฤทธิ์เดชไม่ชอบหน้าเขาแบบปุบปับเมื่อหมีพูตะกุยจนสาแก่ใจแล้วก็ดิ้นสุดกำลังกระโจนลงพื้นไป
“เฮ้ย!..ทำไมซ่าตั้งแต่เด็กแบบนี้วะเจ้าหมีพู..เห็นตอนแรกเศร้าซึมนึกว่าไม่สบาย”
ปัญจพลพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“หมีพู ทำไมทำแบบนี้ล่ะ”
นัฏนรีแปลกใจ และทุกคนก็ยิ่งแปลกใจหนักไปกว่าเดิมเมื่อเห็นเจ้าหมีพูวิ่งส่ายตูดหางแกว่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปอยู่แทบเท้าของนัฏนรีพร้อมกับใช้หัวของมันถูไถร่วมกับใช้ลิ้นเลียขานัฏนรี จนนัฏนรีต้องก้มตัวลงไปอุ้มมันขึ้นมาไว้แนบอกหมีพูแสดงท่าทางประจบประแจงคนอุ้มทันที ทำให้ สิปปกรกับคุณประภาวรรณมองตาไม่กะพริบ
“ฮือ ๆดรีมจ๋า...อย่าให้นายพีเจ.เอาวินไปเลยนะ”
ชวินเริ่มคร่ำครวญซุกหน้าแนบอกอดีตคนรักพร้อมกับหลั่งน้ำตาจนเปียกเสื้อของนัฏนรีตอนนี้ชวินไม่สนใจแล้วว่าพฤติกรรมของเขาที่แสดงออกมามันไม่ใช่พฤติกรรมแบบธรรมดาของสุนัข
“เอ๊ะ..นี่น้ำตาของหมีพูหรือเนี่ยดูสิคะทุกคน มันเหมือนร้องไห้เลยค่ะ”
นัฏนรีบอกเสียงตื่นเต้นคุณประภาวรรณหันไปมองหน้าสิปปกรด้วยความทึ่งกับการกระทำของลูกสุนัขตัวหนึ่ง
“คุณแม่เห็นเหมือนผมเห็นรึเปล่าครับ”
สิปปกรยื่นหน้าไปกระซิบถามมารดา
“เห็นทุกอย่างเลย ตั้งแต่เจ้าหมีพูมันตะกุยคุณพีเจ.หนีไปหาหนูดรีม”
คุณประภาวรรณกระซิบตอบลูกชาย
“ผมว่า...น่าจะใช่ตัวนี้...นะครับ”
“แม่ก็คิดแบบนั้น”
มารดากระซิบกระซาบ ก่อนที่ทั้งสองแม่ลูกจะเดินไปใกล้ๆ ดูสุนัขเจ้าน้ำตา
“แปลกมากเลยนะคะ เกิดมาก็เพิ่งจะเห็นลูกหมาฉลาดแสนรู้เหมือนคนวันนี้เอง”
ลิลลี่พูดด้วยสีหน้าพิศวงเช่นเดียวกับปัญจพลที่รู้สึกทึ่งจนพูดไม่ออกเขาเลี้ยงสุนัขมานานและหลายตัว ยังไม่เคยเห็นมันแสดงอาการได้ชัดเหมือนคนเช่นนี้เลย
“ดรีม..ให้เจ้าหมีพูอยู่กับดรีมเถอะนะดูสิมันอยากอยู่กับดรีมมากกว่า”
สิปปกรรีบเดินเข้ามาบอกนัฏนรี
“คุณดรีมจะเอาเจ้าตัวนี้ไว้ใช่ไหมครับ”
ปัญจพลถามย้ำชวินเฝ้ารอคำตอบด้วยใจจดใจจ่อและระหว่างรอคำตอบนั้นชวินก็ไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดมือเขาทั้งซุกตัวซุกหัวใช้ลิ้นเลียประจบประแจงทุกอย่าง แม้แต่ขาหน้าก็ยังแยกอ้าเข้าไปกอดนัฏนรีสุดกำลังเท่าที่หมาตัวหนึ่งจะทำได้
“ดูสิคะ..เจ้าหมีพูช่างแสนรู้มากอย่างกับว่ากลัวดรีมจะยกมันให้คุณพีเจ.แน่ะ”
ลิลลี่ร้องบอกทุกคนน้ำเสียงตื่นเต้น
“จริงด้วย...แม่ว่ามันเป็นสุนัขที่ฉลาดมากหนูดรีมต้องเลี้ยงเอาไว้เองแล้วล่ะ”
คุณประภาวรรณบอกอีกคน
“ว่าไงครับคุณดรีม..ถ้าไม่เอายกให้ผมนะครับ”
ปัญจพลถามด้วยความเสียดาย
“ไม่เห็นรึไงคะคุณพีเจ.ว่าเจ้าหมีพูมันไม่ชอบหน้าคุณไม่อย่างนั้นมันจะตะกุยหนีออกจากการอุ้มของคุณได้ไงแล้วก็วิ่งไปซบอกดรีมแบบนี้ คุณยังใจร้ายจะพรากมันไปจากอกดรีมได้ลงคอรึไง..คนใจร้าย”
ลิลลี่ต่อว่าปัญจพลอย่างไม่เกรงใจ
“ผมก็แค่ถามคุณดรีมดูก่อน ไม่ได้คิดจะพรากมันซะหน่อย..แต่จะว่าไปผมก็เสียดายนะเพราะที่บ้านไม่มีตัวเมียก็เลยอยากได้เจ้าหมีพูไปเลี้ยง”
“อ้าว..หมีพูเป็นตัวเมียหรือจ๊ะ”
คุณประภาวรรณถามด้วยความสนใจ
“ใช่ค่ะ..หมีพูเป็นตัวเมียตัวเดียวส่วนอีกสี่ตัวเป็นตัวผู้หมดเลยค่ะ” นัฏนรีตอบ
“หา!..นี่เราเป็นหมาตัวเมียหรือเนี่ย..โธ่เอ๊ย..หลงเข้าใจว่าตัวเองเป็นหมาตัวผู้อยู่ตั้งนานเวรกรรมจริงๆ แค่เกิดมาเป็นหมาก็แย่พออยู่แล้วยังเกิดมาเป็นหมาตัวเมียอีก”
ชวิน อดนึกไปถึงคำพูดของท่านพญายมราชไม่ได้ที่เคยบอกไว้ว่าคนที่เจ้าชู้ไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรักหรือพวกสำส่อนทางเพศทั้งหลาย ถ้าได้เกิดเป็นคนก็จะเกิดเป็นเพศที่ไม่ตรงกับร่างกายแต่ถึงท่านพญายมราชจะไม่บอกว่าถ้าเกิดเป็นหมาแล้วจะเป็นหมาตุ๊ด หมาทอม ทว่า..ชวินก็รับรู้ด้วยตัวเองแล้วว่าถูกลงโทษให้เป็นหมาตัวเมียนี่เอง
“ตายล่ะ..ถ้าเกิดนายพีเจ.เอาเราไปเลี้ยงอยู่กับหมาตัวผู้ที่บ้านเป็นฝูงเราจะต้องถูกรุมโทรมแน่ อื้ย..ชักจะกลัวขึ้นมาแล้วสิเรา...คุณพระคุณเจ้าขออย่าให้หมาอย่างกระผมเอ๊ย!..อย่างดิฉันต้องถูกข่มขืนเล้ย..สาธุ”
ชวินนึกภาวนาในใจทั้งที่อยากจะยกขาหน้าขึ้นมาไหว้สาธุ แต่คิดไปคิดมากลัวคนเขาจะตกใจก็เลยไม่ทำดีกว่าประเดี๋ยวแสนรู้มากไป นายพีเจอะไรนั่นเกิดอยากได้เขามากขึ้นไปอีกจะทำอย่างไรนายพีเจ.อาจจะอ้อนวอนขอตัวเขาจากนัฏนรีก็ได้ เก็บอาการฉลาดแสนรู้ไว้ใช้กับนัฏนรีดีกว่า