ในขณะที่ส้มกำลังจะก้าวเท้าเดินไปนั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของเธอก็ได้ดังขัดขึ้นซะมาก่อน นี่เลยทำให้เธอต้องหยุดลง เพื่อที่จะรับโทรศัพท์ก่อน เพราะเธอรู้ว่าเสียงเรียกเข้าเสียงนี้เป็การโทรมาจากใคร
"Hello ลูกเลิฟ~! เื่ที่เฮียฟู่ขอให้ช่วย จัดการเรียบร้อยไหม" เสียงทุ้มต่ำของชายวัยกลางคน ที่พยายามดัดเสียงให้ดูเด็กลง ดังมาจากปลายสาย
"ค่ะ หนูจัดการเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้หนูกำลังจะกลับบ้านค่ะ" ส้มตอบกลับด้วยเสียงที่ดูสุภาพเรียบร้อยไป
ส้มที่กำลังรอการตอบกลับจากปลายสายอยู่นั่น เธอก็ได้ยินเสียงของชายหญิงที่ทะเลาะกันดังลั่นออกมาจากปลายสาย มันจึงทำให้เธอถึงกับต้องกุมขมับและยิ้มเจื่อนๆออกมา
"นี่คุณ! ให้ผมได้คุยกับลูกก่อนสิ!"
"หนวกหูไอเฒ่า! เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน ฉันจะคุยกับลูก ส่วนแกก็ไปเช็ดฝุ่นในห้องนี้ให้สะอาดซะ!!!"
"ก็ให้พวกคนใช้มันทำไปสิ ไม่ใช่หน้าที่ผมสักหน่อย!"
"ฉันจะให้แกทำ แกก็ต้องทำ! ไอเดชาเดี๋ยวนี้แกปีกกล้าขาแข็งกับฉันอย่างงั้นเหรอ?"
"นี่ นี่ไม่ยุติธรรมเลย..." เสียงของชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าเดชา บ่นออกมาเบาๆ เหมือนกับว่าเขาไม่ได้รับความเป็ธรรม
"แกพูดว่าอะไรนะ!" เสียงของผู้หญิงที่ดูเผด็จการดังตะคอกขึ้นมาสะกดข่มเดชาอีกครั้ง ถ้าเกิดว่าเดชาพูดอะไรไม่เข้าหูเธอ เขาต้องจบไม่สวยแน่ๆ
เดชาส่ายหน้าอย่างแรงเพื่อปฏิเสธ พร้อมวิ่งแจ้นไปหยิบไม้ขนไก่มาเพื่อปัดกวาดฝุ่นในห้องนี้ให้สะอาดตามคำสั่ง
"ส้มเป็ยังบ้างลูก เหนื่อยไหมจ๊ะ! พวกตาเฒ่าสองตัวนี่ไม่ได้เื่เลย มาใช้ลูกสาวที่บอบบางของแม่ให้ออกไปทำงานดึกๆดื่นๆแบบนี้ ถ้าส้มทำงานหนักจนได้พักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วทำให้ลูกสาวแม่หมดสวยจนขายไม่ออก ไม่มีหนุ่มมาจีบนะ แม่จะหยิบขวดไวน์ร้อยปีอะไรนั่นของพ่อลูกไปเขกหัวตาฟู่ถึงบ้านเลย!" เสียงจากปลายสาย ที่ดูเหมือนว่าจะเป็แม่ของส้มพูดขึ้นมา
ส้มที่ได้ยินแม่ของเธอบ่นออกมา เธอก็ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกอบอุ่นภายในใจ ก่อนที่จะนึกไปถึงประโยคหนึ่งที่แม่ของเธอกล่าวว่าเธอจะขายไม่ออก ไม่มีหนุ่มมาจีบ เธอถึงกับแข้งขาอ่อนแรง อยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาออกมา
ที่เธอเป็โสด ขึ้นคานมายี่สิบกว่าปีนี่ ไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่เธอหรือ? หนุ่มที่มาไล่ตามจีบเธอนี่ยาวเป็หางว่าว จากภาคใต้ลากยาวไปภาคเหนือเลยก็ว่าได้ แต่พวกเขาทั้งหมดต้องผ่านปราการพ่อกับแม่ของเธอให้ได้ก่อน
และแน่นอนว่าคนที่ทำตัวดีๆก็กลับไปครอบสามสิบสอง ส่วนพวกหัวรั้นก็ถือว่าชีวิตสิ้นสุดลงแล้วชาตินี้ ไปรอชดใช้กรรมต่อชาติหน้าเลย ไม่โดนจับนั่งยางเผาเหลือแต่ขี้เถ้า ก็อาจถูกฝังหายในป่ายางอีก บางทีอวัยวะต่างๆอาจถูกกระจายไปตามแต่ละมุมโลกก็ได้ใครจะไปรู้ นี่ไม่ต้องพูดถึงลอยทะเลหรือไปถ่วงมหาสมุทรเลยนะ รับรองว่าได้เลยว่าจะถูกระบุว่ากลายเป็บุคคลหายสาบสูญแน่ๆ
เพียงแค่แม่ของเธอลงมติว่าไอหนุ่มคนนี้ไม่ผ่านหรือเป็ภัยต่อลูกสาวของเธอ พ่อของส้มจะขัดบัญชานายหญิงใหญ่ของเขาได้ยังไงกัน!? เขาไม่ได้อยู่ประเภทพ่อบ้านใจกล้าสักหน่อย เพราะคนใจกล้ามักจะตายไวก่อนเพื่อน!
"หนูได้เจอกับน้องวินเทอร์ด้วยค่ะ..." ส้มพูดขึ้นมา
ส้มค่อยๆนึกถึงหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ใบหน้าของเขาเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่ว่าทุกท่วงท่า กิริยาที่แสดงออกมานั้น เหมือนกับว่าเขาคือคนละคนกับที่เธอรู้จักไปโดยสิ้นเชิง เหมือนกับว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าปี แต่คือชายที่ยิ่งใหญ่ ผ่านโลกมามากมาย เพียงแค่เขายืนหายใจอยู่เฉยๆ แต่ทว่าเหล่ามาเฟียจอมโหดที่ฆ่าคนไม่แม้แต่กระพริบตา ยังได้แต่ผวาสั่น ล้วนแต่หวั่นเกรงต่อเขาทั้งสิ้น
"น้องวิน? ลูกรักของตาฟู่นะหรือ?" แม่ของเธอถามขึ้นมาจากปลายสาย
"ใช่ค่ะ น้องวินคนนั้นแหละค่ะ วันนี้เขาก็มากับลุงฟู่ด้วย"
"ตาฟู่บอกเื่ราวต่างๆ ให้กับน้องวินแล้วหรือ...เฮ้อ น่าสงสารจัง น้องวินก็ออกจะเป็เด็กดี อายุแค่สิบห้าปีก็ต้องมาสูญเสียครอบครัวไป ยังดีที่ได้ตาฟู่รับไปเลี้ยงดู แต่การจะให้น้องวินรับรู้เื่โหดร้ายแบบนี้ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ?" นายหญิงใหญ่แม่ของส้ม ทอดถอนหายใจออกมา
ส่วนเดชาที่ได้ยินสองแม่ลูกคุยกันั้แ่ต้น เขาก็เดินไปหาภรรยาสุดที่รักของเขา พร้อมพูดผ่านโทรศัพท์ออกไปว่า "แล้วไอหนูวินเทอร์คนนี้เป็ยังไงบ้างละ?"
"นี่ใครใช้ให้คุณเข้ามายุ่งไม่เข้าเื่กัน ไปทำหน้าที่ของคุณต่อไป!"
"..."
เมื่อส้มเห็นว่าแม่ของเธอเตรียมพร้อมจะขย้ำพ่อของเธออีกครั้ง ส้มเลยพูดขัดขึ้นไปว่า "หนูรักเขาค่ะ!"
ปึง! ส้มที่ได้ยินเสียงเหมือนอะไรหล่นดังมาจากปลายสาย เธอจึงถามออกไปด้วยความสงสัยว่า "เกิดอะไรขึ้นคะ?"
คู่สามีภรรยาที่อยู่ปลายสายเวลานี้ เรียกได้ว่าสติหลุดไปแล้ว โทรศัพท์ได้หลุดจากมือของคุณนายใหญ่ตกลงพื้นอย่างแรง โดยไม่มีทีท่าว่าพวกเขาจะหยิบขึ้นมาเลย พวกเขาทั้งคู่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน ที่พวกเขารักและทะนุถนอมเป็อย่างดี
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็ได้สติขึ้นมา นายหญิงใหญ่จึงถามย้ำออกไปอีกครั้งว่า "ลูกพูดจริงๆอย่างงั้นหรือ? ไม่ใช่เื่ตลกล้อเล่นใช่ไหมจ๊ะ!?"
"ค่ะ..." ส้มตอบกลับไปด้วยความเขินอาย ก่อนที่ปลายสายจะถูกตัดลง
ทางฝั่งคู่สามีภรรยาที่้าจะถามไถ่เื่ราวความเป็มาต่างๆ กับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของพวกเขา ก็ถูกขัดจังหวะซะก่อน เพราะว่ามีสายโทรศัพท์โทรซ้อนเข้ามาอีกสาย แต่พอพวกเขาเห็นว่าใครเป็ผู้โทรมา เดชาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากพื้นแล้วกดรับสายอย่างไม่ลังเล
"เหวย, ลื้อเป็ยังไงบ้างเสี่ยวชา เอิ๊กๆ" เสียงที่ดูจ้ำม่ำดังขึ้น พร้อมเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีดังขึ้นมาจากปลายสาย
"เหวย, เฮียฟู่! อะไรดลใจบันดาลใจให้อาเฮียโทรมาหาผมกันละเนี่ย" เดชาถึงกับรู้สึกใจกระตุกทีหนึ่ง พวกเขาพึ่งจะพูดคุยเกี่ยวกับคุณฟู่และลูกชายสุดที่รักของเขาเมื่อกี้เอง ที่คุณฟู่โทรมานี่มันคงไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิดกันอยู่ใช่ไหม
"เออๆ เข้าเื่เลยละกันพอดีอาวินลูกรักของอั๊วมันงอแง อยากได้ตัวลูกสาวของพวกลื้อนะ" คุณฟู่พูดขึ้นมาด้วยท่าทีสบายๆ
"..."
"เหวยๆ พวกลื้อได้สินที่อั๊วพูดไหม? เหวยๆ"
นั่นไง! ชัดเจน! เป็อย่างที่พวกเขาคิดจริงๆ นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันละเนี่ย!? พวกเขาทั้งสองสามีภรรยาตามเื่ราวต่างๆไม่ทันแล้ว เมื่อกี้ลูกสาวเขาก็พึ่งบอกรักวินเทอร์ไป เวลานี้ คุณฟู่ก็โทรมาของตัวลูกสาวพวกเขาไปอีก พวกเขาทั้งงงงวยและสับสนเป็อย่างมาก ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไปดี
สุดท้ายแล้วเดชาก็พูดออกไปว่า "เออ...พอดีพวกผมไม่ค่อยเข้าใจเื่ราวเท่าไหร่ รบกวนเฮียช่วยอธิบายให้ชัดๆได้ไหมครับ"
"อ่อๆได้สิ พอดีว่าอั๊วยกธุรกิจและกิจการต่างๆให้อาวินดูแลแล้ว แต่ว่าอาวินต้องไปเรียนต่อม.ปลายเนี่ยสิ ทำให้ไม่สามารถจัดการเื่พวกนี้ได้สะดวก เลยอยากได้ตัวลูกสาวของลื้อมาเป็เลขาส่วนตัวคอยจัดการเื่ต่างๆให้" เสียงคำอธิบายที่ดังมาจากปลายสาย ช่วยทำให้คู่สามีภรรยาได้เข้าใจกระจ่าง
วินเทอร์ก็แค่อยากได้ตัวลูกสาวสุดหัวแก้วหัวแหวนของพวกเขาไปเป็เลขาส่วนตัวคอยจัดการเื่ต่างๆให้เท่านั้น พวกเขาทั้งสองครอบครัวก็สนิทชิดเชื้อกันเป็อย่างดีอยู่แล้วจึงไม่เป็ปัญหาอะไร แถมลูกสาวของคุณฟู่กับลูกสาวของพวกเขาก็รักกันดีเหมือนเป็พี่น้องที่คลอดตามกันมาเลย
ส่วนวินเทอร์นั่น เท่าที่พวกเขารู้จักก็เป็เด็กดีสุภาพเรียบร้อย ขยันขันแข็ง พ่อของวินเทอร์ก็เป็พี่น้องร่วมสาบานกับคุณฟู่ พวกเขาก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว ถ้าปล่อยให้ลูกสาวพวกเขาไปช่วยเหลือ เป็เลขาส่วนตัวก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร
แต่ว่ามันติดตรงที่ลูกสาวของพวกเขาเนี่ยสิ? พวกเขาไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของพวกเขาพูดขึ้นมามันหมายถึงอะไร? หรือว่าลูกสาวของพวกเขาหลงรักวินเทอร์อย่างงั้นหรือ? รักเขาข้างเดียว? ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ คิดมากไปก็ปวดหัว พวกเขาทั้งคู่จึงหยุดคิดและได้แต่รอส้มกลับบ้านมาอธิบายให้พวกเขาฟังให้กระจ่าง
"สบายมากครับเฮีย! เดี๋ยวผมจะบอกหนูส้มให้นะครับ" เดชาตอบกลับไป ด้วยความรู้สึกที่ยังคงมึนๆงงๆ
"ขอบใจพวกลื้อมากๆเน้อ ถ้าลื้อว่างๆก็มาดื่มกับอั๊วหน่อย พอดีว่าอั๊วได้ของดีจากแดนัมา เอิ๊กๆ"
"ได้ครับเฮีย! ไว้เจอกันนะครับ" เดชาตอบกลับไปพร้อมรอคุณฟู่วางสาย แล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่เขาจะหันไปมองหน้าภรรยาแล้วยิ้มออกมาเจื่อนๆ
"มองอะไร! ฉันให้แกไปทำความสะอาดไม่ใช่หรือไง!?" นายหญิงใหญ่ได้แยกเขี้ยวข่มขู่สามีของเธออีกครั้ง
"..." เดชาต้องยอมจนใจด้วยเกล้า เขาที่เป็ถึงระดับพลเรือเอกมีอำนาจยิ่งใหญ่กว้างขวาง แต่เขาไม่กล้าที่จะคิดต้องต้านภรรยาเขาเลยแม้แต่น้อย อย่างเขาว่ากันนั่นแหละ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือยอดคนยังมีมนุษย์เมีย
...
"เื่ขี้ปะติ๋ว อั๊วจัดการให้ลื้อเรียบร้อยแล้วลูกรัก" คุณฟู่กดวางสาย พร้อมหันไปชูนิ้วโป้งให้กับวินเทอร์ เหมือนกับว่ามันเป็เื่ง่ายๆไม่ต้องลงแรงอะไรเลยสักนิด
"โคตรเจ๋ง โคตรเท่ โคตรอันตราย ละเตี่ยของผมเขาโทรกริ๊งเดียวไง!" วินเทอร์ยามนี้ะโออกมาและะโโลดเต้นด้วยความดีใจ
เหล่าลูกน้องที่เห็นวินเทอร์แหกปากะโโลดเต้นดีใจ ทำให้พวกเขาถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พวกเขาต่างพากันคิดในใจเป็เสียงเดียวกันว่า 'เด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีมันควรจะเป็แบบนี้สิถึงจะถูก...'
ก่อนที่พวกเขาจะพากันนึกไปถึงภาพของวินเทอร์เมื่อก่อนหน้านี้ จึงอดไม่ได้ที่จะขนลุกบรื๋อ~