แสงแดดอ่อนๆ กับท้องฟ้าโปร่งในวัดนี้ ช่างชวนทำให้อารมดียิ่ง ยิ่งต้องลมเย็นๆ บริเวณสระน้ำหน้าพระราชวัง วาดจันทร์นั่งรับลมอยู่บริเวณศาลา
สายลมเย็นพัดผ่านดวงหน้างาม กลิ่นไอดินและกินต้นไม้ใบหญ้าทำให้เธอสดชื่น วาดจันทร์หลับตาพริ้มเเล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดราวกับเพิ่มพลังงานในชีวิต ทุกครั้งที่ไม่สบายใจ ทุกครั้งที่มีความทุกข์ เ้าหล่อนมักจะชอบกลับมาที่อยุธยาและสถานที่ที่ทำให้เธอผ่อนคลายได้มากที่สุดก็คือพระราชวังโบราณและวัดใหญ่ชัยมงคล (วัดป่าแก้ว) นั่งอยู่ชั่วครู่วาดจันทร์ก็หยิบดาบคู่กายแล้วเดินออกไปจากตัวเขตพระราชวัง เธอเดินกลับไปที่รถและมุ่งตรงต่อไปยังสถานที่อีกแห่งที่สำคัญมากในอยุธยา…วัดใหญ่ชัยมงคล
ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ ส่วนที่เป็องค์ประธานเป็พระพุทธรูปซึ่งมีลักษณะเด่นจากที่อื่น คือปั้นด้วยหินทรายตลอดทั้งองค์ ส่วนที่เป็จีวรถูกลงรักปิดทองประดับแก้ว ส่วนที่ไม่ใช่จีวรนั้นว่างเว้นเห็นเป็เนื้อหินทรายที่สวยงามสร้างขึ้นในสมัยพระเ้าอู่ทอง ลักษณะเป็ปางมารวิชัย หรือปางสดุ้งมาร
ในรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็ที่พำนักของ สมเด็จพระวันรัตน์ ผู้เป็พระเถระที่สมเด็จพระนเรศวรทรงให้ความเคารพ ในคราวที่ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะพระมหาอุปราชของหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระพิโรธต่อบรรดาแม่ทัพนายกองที่ตามทัพไม่ทัน ทรงดำริจะลงพระราชอาญาปะาชีวิต แต่สมเด็จพระวันรัตน์ได้ทูลขอพระราชทานชีวิตของแม่ทัพนายกองเ่าั้ไว้ โดยยกเอาพุทธประวัติตอนที่เ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็พระพุทธเ้า ต้องผจญมารอยู่โดยลำพัง เปรียบเสมือนกับสมเด็จพระนเรศวรที่ต้องทรงกระทำยุทธหัตถีโดยลำพัง และได้ทูลแนะนำให้ทรงสร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้นแทนการปะาชีวิต สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นด้วยและทรงให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้น ชื่อว่า "พระเจดีย์ชัยมงคล" ประมาณ พ.ศ. 2135 มีความสูง 1 เส้น 1 วา เป็เจดีย์ที่สูงที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาจนทุกวันนี้
วัดใหญ่หรือวัดป่าแก้ว ต้องร้างลงเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ประมาณ พ.ศ. 2309 อาณาจักรคองบองได้ยกพลมาประชิดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระที่นั่งสุริยาตรมรินทร์โปรดเกล้า ให้ยกทัพเรือออกจากพระนครไปตั้งอยู่ที่วัดป่าแก้ว แต่ทัพเรือสยามเสียทีข้าศึก พระยาเพชรบุรีถูกสังหาร กองทัพอาณาจักรคองบองบางส่วนได้ยึดเอาวัดป่าแก้วเป็ฐานปฏิบัติการ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 วัดแห่งนี้จึงได้ร้างลง
หลังจากที่วัดใหญ่ หรือ วัดป่าแก้ว ได้ร้างลงกว่า 400 ปี ได้มีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี กลุ่มหนึ่ง ได้เข้ามาหักร้างถางพงที่รกเรื้อปกปิดอารามอันเก่าแก่แห่งนี้เพื่อเป็ที่ปฏิบัติธรรมได้ประมาณ 4 ปี พระครูภาวนาพิริยคุณ (เปลื้อง วิสฏฺโฐ) ได้นำคณะพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และแม่ชี หักร้างถางพง ฟื้นฟูวัดแห่งนี้จนได้รับการยกฐานะจากวัดร้างเป็วัดราษฎร์ที่มีพระภิกษุจำพรรษา ในปี พ.ศ. 2500 โดยได้ชื่อว่าวัดใหญ่ชัยมงคล ส่วนพระครูภาวนาพิริยคุณ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็พระครูภาวนารังสี
วาดจันทร์เดินขึ้นไป้าพระเจดีย์ ซึ่งลักษณะของพระเจดีย์มีฐานชั้นล่างทรงสี่เหลี่ยมที่มุม้าของฐานสี่เหลี่ยมมีเจดีย์ทิศตั้งอยู่ทั้ง 4 มุม ด้านหน้าของพระมหาเจดีย์มีบันไดทางขึ้นไปยังห้องภายใจองค์เจดีย์ซึ่งเป็ชั้นฐานแปดเหลี่ยม ส่วนเหนือขึ้นไปคือองค์ระฆังและส่วนยอด ด้านซ้ายขวาของบันไดทางขึ้นนั้นมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่ เมื่อขึ้นไปจนสุดบันไดก็จะพบโถ่งบนพระเจดีย์ซึ่งมีหลุม..ใช่เธอคิดว่าหลุม เพราะมันเป็หลุมที่ลึกมากเมื่อมองลงไปด้านลงซึ่งเป็ที่ที่หลวงพ่อจรัญท่านได้นิมิตพบกับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้วเพื่อให้นำบันทึกจารึกของพระคาถาถวายพระพรที่เรียกว่า "พาหุง มหาการุณิโก" ออกมา ท้ายของนิมิตนั้นระบุว่า "เราสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ศรีอโยธเยศ คือผู้จารึกนิมิตรจนาเอาไว้ ถวายพระพรแด่พระมหาบพิตรเ้า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช"
วาดจันทร์หมดเวลาทั้งวันไปกับการท่องเที่ยงทั่วทั่งกรุงศรี เมื่อใกล้พลบค่ำเธอจึงขับรถกลับไปยังที่พักแต่ก่อนที่จะเข้าที่พักอาศัยเธอก็แวะไปที่วัดวรเชษฐ์ วัดที่ใกล้กับที่วัดขอเธอที่สุด
เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถทรงาาภิเษก ขึ้นครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๘ จึงให้ทำพระเมรุถวายพระเพลิงพระเชษฐาธิราชแล้วทรงสร้างวัดอุทิศพระราชกุศลถวายพระเชษฐาธิราชวัดหนึ่ง พระราชทานนามว่า วัดวรเชษฐ์ วัดวรเชษฐ์หากแปลตรงตัวก็จะแปลว่าพี่ชายผู้ประเสริฐ ซึ่งเธอรับรู้ถึงความรู้สึกทั้งรักและอาธรณ์ของสมเด็จพระเอกาทศรถที่มีต่อสมเด็จพระนเรศวรได้จากวัดนี้ ไม่ว่าจะเป็บอุโบสถหรือพระเจดีย์ทุกอย่างล้วนปรานีตยิ่งใหญ่อลังการไม่เป็สองรองใคร มีปรางค์ขนาดใหญ่เป็เจดีย์ประธาน โดยมีวิหารอยู่ทางทิศใต้ร่วมกับเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ ในขณะที่อุโบสถอยู่ด้านหลังปรางค์ประธาน มีเจดีย์อีก 2 องค์คือ เจดีย์ทรงปราสาท และเจดีย์รายทรงระฆังขนาดเล็กอยู่ทางเหนือของปรางค์ประธาน โดยอาคารทั้งหมดถูกล้อมด้วยแนวกำแพงเป็รูปคล้ายกากบาท ปรางค์ประธานของวัดนี้มีขนาดใหญ่มีบันไดทางขึ้น 4 ทาง โดย 3 ด้านเป็มุขประดิษฐานพระพุทธรูป ยกเว้นด้านทิศตะวันออกที่เป็ทางเข้าไปในเรือนธาตุ ทางด้านทิศตะวันตกหรืออาจจะเรียกว่าด้านหลังของปรางค์ประธานมีอุโบสถ ซึ่งมีใบเสมาภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกันซึ่งแทนพระพุทธเ้า 4 พระองค์ในภัททกัปป์นี้ ได้แก่ พระกกุสันโธ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระสมณโคดม ซึ่งการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกันนี้ไม่เจอในศิลปะอยุธยา แต่เจอในศิลปะพม่าและศิลปะล้านนา นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีเจดีย์ทรงปราสาทขนาดใหญ่ซึ่งยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ทางทิศเหนือ บนองค์เจดีย์มีการเจาะช่องประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้านพร้อมกับประดับด้วยลวดลายปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษาซึ่งได้อิทธิพลจากศิลปะล้านนา ซึ่งเป็สถานที่ที่หลวงปู่โง่นท่านได้นำชิ้นส่นอัฐิของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยามาไว้ที่นี้ ข้างกันจะมีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กซึ่งเป็ที่บรรจุชิ้นส่วนอัฐิของพระนางมณีจันทร์แม่อยู่หัวในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวร ถัดไปอีกฝั่งเจดีย์ขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างพระอุโบสถนั้นคือเจดีย์ที่เก็บอัฐิของพระมหาเถร่คันฉ่อง ด้านทิศตะวันออกฝั่งเดียวกันกับด้านหน้าของพระปรางค์ใหญ่ มีเนินดิน ซึ่งเป็แท่นปลงพระศพของพระนเรศวรมหาราชอยู่
เรียกว่าครบถ้วนยิ่งใหญ่สมพระเกียรติแด่พี่ชายผู้เป็ที่รัก
วาดจันทร์ เดินผ่านเข้าไปยังทางชายป่าที่บัดนี้ถูกถางให้เป็ทางเดินเข้าไปยังบริเวณเนินดิน ซึ่งผิดกับครั้งแรกที่เธอมา เธอต้องเดินแหวกพงหญ้าเข้าไปเองและไม่ว่าจะกี่ครั้งเมื่อมาถึงยังบริเวณนี้ความเยือกเย็นก็พุ่งตรงเข้าจับจิต ความหดหู่เศร้าโศกเสียใจที่ไม่รู้มาจากไหนก็ทาโทมเข้ามาเต็มหัวใจจนลางครั้งก็ถึงกับต้องเสียน้ำตา
และครั้งนี้ก็เช่นกัน
โจงกระเบนสีดำขริบทองที่ถูกผูกขึ้นเหนือเข่าเพื่อความทะมัดทะแมง กลองคอสีดำที่มีลวดลายสลักสีทองสวยสดงดงามผ้าคาดเอวสีแดงลิ่มทองรับกับเสื้อสีดำที่เขาใส่อยู่ ดาบที่สะพาดอยู่ด้านหลังด้ามดาบและฟักดาบฉลุลายฝังมุกเล่มนั้นกลับตรึงตาเธอยิ่งกว่า
หล่อนผู้เป็เ้าของหัวใจเขา
เ้าจันทร์…
“เ้าจันทร์!!” วาดจันทร์สะดุ้งกับเสียงะโกึ่งตวาดทางมาจากชายหนุ่มแต่ก่อนที่จะได้เอ่ยถามอะไรฝั่งตรงข้ามก็ฟันดาบใส่เข้ามาที่เธอแล้ว วาดจันทร์ะโเฉียงหลบออกทางซ้ายตามสัญชาตญาณแล้วห้นกลับไปฟันหลังคู่กรณีทันทีอย่างไม่ปรานี วาดจันทร์พุ่งปะทะอย่างลืมตัว เธอตวัดดาบอย่างชำนาญเรียกเืสดๆ อาบใบดาบของเธอได้ไม่น้อย
ั์ตาหวานที่เคยสับสนแปรเปลี่ยนเป็โเี้ดุดันไร้ความปรานีใดๆ
สายตาที่เขาคุ้นเคย
สายตาที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นอีกครั้ง
“คุณคะ! นี้มันเื่อะไรกัน”
คำถามของเธอทำเอาชายหนุ่มถึงกับขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเข้าไปใหญ่
นางจำข้าไม่ได้..เพราะเหตุใดกัน
“นี้คุณ!! ฉันถามว่านี้มันเื่อะไรกันทำไมคนพวกนี้ถึงเข้ามาทำร้ายเรา แล้วทำไมคุณใส่ชุดแปลกๆ …”
สารพัดคำถามที่ทำเอาเขาปวดหัว มิหนำซ้ำยังผ้านุงอันแสนล่อแหลมกับคำพูดแปลกหูนั้นอีก
บุรุษหนุ่มสลัดการล้อมของทหารพม่าได้ก็ควบม้าพุ่งมาทางเธอก่อนที่จะคว้าร่างบางขึ้นมานั่งที่ตัก
“ว้ายยยย!!! ทำอะไรของคุณเนี้ย! ปล่อยฉันลงนะ!!”
เมื่อดาบใช้การไม้ได้ในระยะประชิดจนน่าอายขนาดนี้สาวเ้าที่ดวงหน้าเริ่มเรืองสีแดงระเรื่อจึงเริ่มออกฤทธิ์ตามที่เขาคาด แขนบางตวัดสับศอกตั้งใจให้โดนหน้าเขา เรียกว่าหมัดเท่าเข่าศอกอะไรก็ตามที่ตอนนี้เ้าหล่อนใช้ได้เธอใช้มันหมดเพื่อให้หลุดออกจากวงแขนของเขา แต่แน่นอนว่าเขารู้ทัน
มีครูคนเดียวกัน เรียนด้วยกันมาแต่เล็ก และข้าใกล้ชิดเ้าที่สุด เหตุใดข้าจะไม่รู้ทันเ้าหัน ฮึ..เ้าจันทร์
มือหนารับศอกแล้วบีบมันเบาๆ เป็การเตือนให้เธอหยุดเพราะเขาไม่ได้คิดร้าย คนตัวเล็กกว่าถึงกับตัวแข็งถื่อใบหน้านวลยิ่งแดงระเรื่อขึ้นไปใหญ่เพราะยิ่งใกล้ก็ยิ่งเห็นหน้าชายผู้นี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เหมือนโดนสะกดจากดวงหน้าหล่อคมเข้มของชายผู้นี้
“จำพี่ไม่ได้รึเ้าจันทร์..นี้พี่เอง ขุนอินทร์ของเ้าอย่างไรเล่า”
คำว่า ‘ของเ้า’ ทำเอาวาดจันทร์ลมแทบจับ มือไม้สั่นแบบหมดเรียวแรง ของจงของเ้าอะไรเธอไม่รู้จักไอ้บ้านี้ซะหน่อย….แต่เขาดันรู้จักชื่อเธอเนี้ยสิประเด็น
“พูดบ้าอะไรของนาย!” วาดจันทร์เตรียมอาละวาดรอบสอง แต่มือหนากลับยกปิดปากหล่อนเสียก่อน
“ถึงค่ายก่อนข้าจะคุยด้วย เพราะข้าเองก็มีเื่ต้องคุยกับเ้าเช่นกัน แต่ถ้าเ้ายังอาละวาดอีกแล้วศัตรูมันได้ยินเข้าทั้งเ้าและข้าอาจจะตายกันอยู่ที่นี้”
มือบางบัดมือของเขาออกแล้วสบัดหน้าหนีอย่าไม่สบอารมณ์และไม่นานนักเธอก็ควบคุมอารมณ์ได้
คุมอารมณ์ได้ดี เหมือนแต่ก่อน
อินทร์แอบมองคนตัวเล็กกว่าในอ้อมแขนก่อนจะลอบยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ มันนานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้ัักับอ้อมแขนเล็กๆ นี้
เสียงม้ายังคงควบไปด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ จุดหมายปลายทางของอินทร์ก็คือทัพหลวง!